โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฮิโระ โอโนดะ ทหารญี่ปุ่นซ่อนในป่าร่วม 30 ปี เพราะไม่เชื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบแล้ว

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 พ.ย. 2567 เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2567 เวลา 17.03 น.
ฮิโระ โอโนดะ (คนที่ 2 จากซ้าย) เดินออกจากป่าที่เขาหลบซ่อนบนเกาะ Lubang ในฟิลิปปินส์เป็นเวลา 29 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ภาพถ่ายเมื่อ 11 มีนาคม ค.ศ. 1974 (ภาพจาก JIJI PRESS / AFP)

ฮิโระ โอโนดะ (Hiroo Onoda) คือ ทหารญี่ปุ่น ที่ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นออกประกาศยอมแพ้สงครามในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 ทหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ย่อมยอมวางอาวุธในการทำสงครามเช่นกัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ทหารญี่ปุ่นคนสุดท้ายที่ยอมวางอาวุธลงก็ต้องรอเวลาผ่านไปนานร่วม 30 ปี ทหารนายนี้ก็คือโอโนดะ ซึ่งส่งมอบดาบของเขาให้ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปี 1974 เป็นพิธีเชิงสัญลักษณ์แสดงถึงการยอมแพ้

หลังจากการประกาศยอมแพ้ในเดือนสิงหาคม วันที่ 2 กันยายน 1945 มาโมรุ ชิเงมิตซึ (Mamoru Shigemitsu) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น (ในขณะนั้น) ในนามของพระจักรพรรดิ ลงนามในเอกสารยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อกลุ่มสัมพันธมิตร ถือเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

แต่กว่า ฮิโระ โอโนดะ นายทหารญี่ปุ่นจะยอมรับว่าข่าวนี้เป็นความจริงก็ในช่วงต้นปี 1974 และออกมาจากที่ซ่อนในป่าบนพื้นที่ของฟิลิปปินส์ เขากลายเป็นข่าวที่เป็นกระแสไปทั่วโลกเลยทีเดียว

รายงานข่าวเผยว่า หลังจากโอโนดะเข้าร่วมกองทัพญี่ปุ่นเมื่อปี 1942 หลังจากนั้น 2 ปี ก็อยู่ในเกาะพื้นที่ของฟิลิปปินส์มาตลอด เดิมทีเขาอยู่ร่วมกับทหารอีก 3 ราย แต่ท้ายสุดเหลือแค่เขาคนเดียวที่ยังมีชีวิตรอดออกมาจากพื้นที่ได้

ฮิโระ โอโนดะ

โอโนดะ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1922 ในวากายามะ ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น เป็นบุตร 1 ใน 7 คนของ ทาเนจิโร (Tanejiro) และ ทามาเอะ โอโนดะ (Tamae Onoda) เมื่ออายุ 17 ปีก็เข้าทำงานกับบริษัทด้านการค้าในอู่ฮั่นของจีน และเข้าร่วมกองทัพญี่ปุ่นในปี 1942 เขาผ่านการเรียนจากศูนย์ฝึกทางการทหารด้านข่าวกรอง ศึกษาการรบรูปแบบกองโจร ศิลปะการป้องกันตัว การปฏิบัติภารกิจลับ โฆษณาชวนเชื่อ ปรัชญา ศิลปะ และประวัติศาสตร์

ฮิโระ โอโนดะ เดินทางมาที่เกาะLubang ซึ่งเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ โดยได้รับคำสั่งให้ทำลายการก่อสร้างท่าเรือและการคมนาคมทางอากาศ เพื่อรบกวนการบุกโจมตีของฝ่ายสหรัฐฯ แต่นายทหารระดับสูงบนเกาะหันมาสนใจกับการเตรียมอพยพเคลื่อนย้ายชาวญี่ปุ่นมากกว่าปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

กระทั่งกองกำลังของสหรัฐฯ เข้ามาถึงเกาะเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1945 และชาวญี่ปุ่นเดินทางออกจากพื้นที่ไปหมด หรือถูกสังหารไปแล้ว พลตรีโยชิมิ ทานิกูจิ (Maj. Yoshimi Taniguchi) ออกคำสั่งสุดท้ายให้โอโนดะ“ปักหลักและสู้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะกลับมาหา”

เขาปฏิบัติตามคำสั่ง กระทั่ง 29 ปีผ่านไป ผู้บังคับบัญชาซึ่งเกษียณอายุแล้ว และประกอบอาชีพขายหนังสือเดินทางกลับมาที่ Lubang ตามคำสั่งของทางการ เพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับนายทหารเมื่อหลายสิบปีก่อน และปลดปล่อยโอโนดะจากคำสั่งนั้น

ฮิโระ โอโนดะ เอาชีวิตรอดจากการรับประทานกล้วยและมะพร้าว รายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศหลายแห่งเผยตรงกันว่า บางครั้งเขายังสังหารคนท้องถิ่นไปหลายราย เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นศัตรู ภายหลังเขาได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในเวลานั้น คือ นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส โดยในพิธีประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โอโนดะ สวมชุดทหารแห่งจักรพรรดิ ซึ่งมีอายุร่วม 30 ปีแล้ว และยื่นดาบประจำกายที่ยังอยู่ในสภาพดีให้ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ (ประธานาธิบดีคืนดาบให้กับโอโนดะ)

โอโนดะ ยินยอมออกมาจากที่หลบซ่อน เพราะมีอดีตผู้บังคับบัญชาซึ่งถึงกับต้องเดินทางไปที่จุดหลบซ่อนของเขาบนเกาะ Lubang ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟิลิปปินส์ เพื่อเกลี้ยกล่อมให้เขาเชื่อว่าสงครามจบลงแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น เขาเชื่อมาตลอดว่าความพยายามชักจูงเขาให้ออกจากที่หลบซ่อน เป็นแผนการที่มีรัฐบาลในโตเกียวซึ่งฝักใฝ่ฝ่ายสหรัฐอเมริกาอยู่เบื้องหลัง

ครั้งแรกที่โอโนดะ เดินทางกลับญี่ปุ่น เขาได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากฝูงชน ครอบครัวและผู้ปกครองซึ่งอยู่ในวัยชราภาพแล้ว มีพาเหรดเฉลิมฉลอง แน่นอนว่า สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว โอโนดะ เป็นตัวอย่างของการยึดมั่นในหน้าที่

เมื่อถูกถามว่า เขาคิดอะไรตลอดเวลาที่อยู่ในฟิลิปปินส์ โอโนดะ ตอบว่า

“ไม่มีเรื่องอื่นนอกจากทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จ”

ในบันทึกความทรงจำของโอโนดะ เขาเล่าว่า คำสั่งสุดท้ายที่เขาได้รับเมื่อปี 1945 คือ “ปักหลักและสู้” ด้วยค่านิยมแบบฉบับชาวญี่ปุ่นที่ให้คุณค่ากับการพลีชีพก่อนการยอมจำนน โอโนดะ จึงยังปักหลักในพื้นที่ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นถอนตัวไปเมื่อกองทัพสหรัฐฯ บุกเข้ามาถึงอาณาเขต

โอโนดะ ได้รับเงินบำนาญจากทางการทหารตามระเบียบ และเซ็นสัญญามูลค่า 160,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อเขียนบันทึกความทรงจำ ใช้ชื่อว่า “No Surrender: My-Thirty Year War.”

โอโนดะ ซึ่งได้รับการฝึกฝนด้านการรบแบบกองโจรมาอย่างดี ร่วมกับเพื่อนทหารอีก 3 นาย พบเอกสารที่มีเนื้อหาว่าสงครามจบลงแล้ว พวกเขาไม่เชื่อเอกสารนี้และคิดว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายตรงข้าม กลุ่มของโอโนดะ เริ่มสร้างกระท่อมไม้ไผ่ ลักขโมยข้าวและอาหารอื่นๆ จากหมู่บ้านใกล้เคียง ฆ่าวัวเพื่อนำเนื้อมาเป็นอาหารประทังชีวิต แม้สภาพภูมิประเทศบริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยอุปสรรคอย่างเรื่องอุณหภูมิร้อนจัด หนู และยุง แต่พวกเขายังไม่ยอมแพ้ เย็บซ่อมเครื่องแบบและบำรุงรักษาปืนประจำกายให้อยู่ในสภาพดี

โอโนดะ ถือว่าเป็นคนสุดท้ายที่ยังคงอยู่ในป่า ขณะที่รายหนึ่งมอบตัวกับกองกำลังฟิลิปปินส์เมื่อปี 1950 ส่วนอีก 2 ราย New York Times รายงานว่า ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในปี 1954 และ 1972

โอโนดะ ถูกพบโดยโนริโอะ ซูซูกิ (Norio Suzuki) นักเรียนที่ออกตามหาเขาในปี 1974 ทีแรกโอโนดะ ยังปฏิเสธคำขอให้เดินทางกลับของซูซูกิ จนซูซูกิเดินทางกลับมาอีกครั้งพร้อมภาพถ่าย ส่วนทางการญี่ปุ่นก็ส่งคณะตัวแทนประกอบด้วยญาติพี่น้องของโอโนดะ และอดีตผู้บังคับบัญชาของโอโนดะ เพื่อเกลี้ยกล่อมเขาและปลดปล่อยเขาจากหน้าที่อย่างเป็นทางการ

หลังจากเดินทางกลับญี่ปุ่น รายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศระบุว่า เขาพยายามใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป เรียนขับรถ ออกเดินทาง และทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเต้น แต่เขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับญี่ปุ่นในยุคสมัยใหม่ได้ โอโนดะ จึงเลือกเดินทางไปบราซิลในปี 1975 และประกอบอาชีพชาวนา ปีต่อมาเขาแต่งงานกับ Machie Onuku ครูสอนพิธีชงชา

โอโนดะ และภรรยาเดินทางกลับญี่ปุ่นอีกครั้งเมื่อปี 1984 จากนั้นก็เปิดแคมป์การใช้ชีวิตและเอาตัวรอดในธรรมชาติสำหรับเยาวชนในประเทศญี่ปุ่น เขายังเดินทางกลับไปที่เกาะที่มั่นของเขาอีกครั้งในปี 1996 และมอบเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับโรงเรียนที่นั่น

กระทั่งในปี 2014 มีรายงานข่าวว่า โอโนดะ ในวัย 91 ปีเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในญี่ปุ่นจากภาวะหัวใจล้มเหลว

อันที่จริงแล้ว โอโนดะ ไม่ใช่นายทหารญี่ปุ่นเพียงกลุ่มเดียวที่คิดว่าสงครามยังไม่จบลง ภายหลังการประกาศยอมแพ้สงคราม รายงานข่าวจาก New York Times ระบุว่า ยังมีทหารญี่ปุ่นหลายพันนายกระจายตัวอยู่ในจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิกตอนใต้ หลายคนถูกจับหรือไม่ก็เดินทางกลับ ขณะที่อีกหลายร้อยรายหลบซ่อนตัว ไม่ยอมมอบตัวยอมแพ้ ส่วนหนึ่งฆ่าตัวตาย หลายคนเสียชีวิตจากโรคภัยหรือไม่ก็ขาดอาหาร มีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งไม่เชื่อข้อมูลในเอกสารเรื่องการประกาศยอมแพ้สงคราม

ในช่วงเวลานั้นมีทหารญี่ปุ่นที่หลบหนีการค้นหาของอเมริกันและฟิลิปปินส์อยู่ด้วย นอกเหนือจากโอโนดะ ยังมี Shoichi Yokoi ทหารญี่ปุ่นซึ่งถูกพบในเกาะกวม เมื่อปี 1972

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

McCurry, Justin. “Hiroo Onoda: Japanese soldier who took three decades to surrender, dies”. Guardian. Online. Published 17 JAN 2014. Access 1 APR 2021.

Robert D. McFadden. “Hiroo Onoda, Soldier Who Hid in Jungle for Decades, Dies at 91”. New York Times. Online. 17 JAN 2014. Access 1 APR 2021.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 เมษายน 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฮิโระ โอโนดะ ทหารญี่ปุ่นซ่อนในป่าร่วม 30 ปี เพราะไม่เชื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบแล้ว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...