โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาข่า ผู้มั่งคั่งบนที่สูงรัฐฉาน เทคโนโลยีต่อยอดวิถีเดิม มีไฟฟ้าแม้ไฟฟ้ารัฐเข้าไม่ถึง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ส.ค. 2564 เวลา 10.44 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 10.42 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - สตรีกลุ่มชาติพันธุ์ อาข่า จากที่สูงแห่งรัฐฉาน ภาพถ่ายเมื่อ ต.ค. 2015 ช่วงก่อนหน้าการเดินทางมาถึงของอองซานซูจีขณะทำแคมเปญของพรรค NLD (ภาพจาก ROMEO GACAD / AFP)

“อาข่า” ชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยผู้นิยมตั้งบ้านเรือนบนพื้นที่สูงในหลายประเทศของทวีปเอเชีย คนไทยเคยรู้จักในชื่อทำนองเหยียดเชื้อชาติว่า “อีก้อ” และด้วยข้อจำกัดการเข้าถึงเรื่องเล่าเพียงน้อยนิดของพวกเขาในอดีตกลายเป็นมายาคติของ “ชาวเมือง” ที่มอง “ชาวเขา” ผู้มีประเพณีและวิถีอันแปลกแปร่ง ทว่าเมื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างไร้ข้อจำกัดในสภาวะโลกาภิวัตน์ได้เผยตัวพวกเขาออกมาให้โลกรู้จักในฐานะผู้ร่ำรวยวัฒนธรรม ความมั่งคั่งจากการค้า และสถานะทางสังคมที่สูงขึ้นด้วยการศึกษา ผู้พร้อมจะสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ร่วมกับทุกกลุ่มชนทั่วโลกในวันนี้

ชาวอาข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่นักภาษาศาสตร์จัดอยู่ในตระกูลภาษา “โล-โล” กลุ่มย่อยของทิเบต-พม่า (Tibetan-Burma) พวกเขาเรียกตัวเองว่า “อาข่า” (Akha) แต่คนไทยและลาวมักเรียก “อีก้อ” หรือ “ก้อ” หรือ “ข่าก้อ” ขณะที่จีนและเวียดนามเรียก “ฮานี”

ว่ากันว่า ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวอาข่าอยู่ในประเทศจีน โดยตั้งรกรากอยู่หนาแน่นทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน ก่อนทยอยอพยพเข้ามายังเมืองเชียงตุง (Keng Tung) รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับจีนเมื่อช่วง 200 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าในปัจจุบันเมืองเชียงตุงมีชาวอาข่าอาศัยอยู่มากกว่า 180,000 คน รวมทั้งบางส่วนอพยพเข้าไปตั้งรกรากอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลาว และทางตอนเหนือของเวียดนาม ส่วนชาวอาข่าในไทย เป็นกลุ่มที่อพยพมาจากเมียนมาอีกทอดหนึ่ง มีบันทึกว่า หมู่บ้านอาข่าแห่งแรกในไทยตั้งขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2446 บริเวณหมู่บ้านหินแตก ชายแดนไทย-เมียนมา (ปัจจุบันคือ หมู่บ้านเทอดไทย ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย)

จากนั้นก็ได้มีการอพยพเข้ามาสมทบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากราว 2,500 คน ที่สำรวจพบใน พ.ศ. 2507 กระทั่งการสำรวจครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2545 พบประชากรอาข่าทั้งสิ้น 65,653 คน โดยกระจายตัวอยู่ใน 7 จังหวัด คือ เชียงใหม่ แพร่ ลำปาง พะเยา ตาก เพชรบูรณ์ และเชียงราย ซึ่งพบมากที่สุดจำนวน 59,782 คน

คนไทยหลายคนยังคงจดจำภาพของสาวอาข่าผ่านเรื่องราวที่ปรากฏในเพลงโฟล์คซองคำเมืองของจรัล มโนเพ็ชร (2523) ซึ่งได้ข้อมูลมาจาก “30 ชาติในเชียงราย” ของ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (2557) อีกชั้นหนึ่ง เพลงนั้นเล่าเรื่องราวของหญิงสาวอาข่ากับหน้าที่ “มิดะ” บน “ลานสาวกอด” ผู้คนที่ได้ยินจึงให้ค่าความเป็นมนุษย์ของหญิงสาวชาวอาข่านั้นด้อยลงไป

“มีกะลาล่าเซอ มีหนุ่มหนุ่มเผลอฮ้องหา มีสาวงามขึ้นมา แล้วมีมิดะ…นางนั้นยืนท่ากอย หนุ่มน้อยตี้ยังบ่เกยผ่าน ยังไร้ราคีพาน บ่ฮู้ก๋านกามโลกีย์ ยั่วยวนวาจาเว้าวอน บอกสอนฮื้อละอ่อนนั้นมี ความฮู้กามวิธี แล้วพลีเรือนกาย…งามเหนือคำรำพัน เป็นหมันและเป็นหม้าย ความสวยงามคือภัย ถูกเลือกไว้เป็นมิดะ หนุ่มใดบ่เกยชิดชม บ่สมสู่ฮู้วิชา หมดหนทางขึ้นมา บนลานสาวกอด…”

นักวิชาการชาวอาข่า ชาวบ้านอาข่า และนักวิชาการชาติพันธุ์ ยืนยันตรงกันว่า ในภาษาอาข่ามีเพียง “หมี่ดะ” ที่หมายถึงหญิงสาวบริสุทธิ์ที่ยังไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน และในสังคมชาวอาข่า ไม่เคยมีผู้หญิงผู้ทำหน้าที่สอนเรื่องเพศให้ชายหนุ่ม และไม่มี “ลานสาวกอด” มีเพียง “แดข่อง” ลานดินกลางหมู่บ้านสำหรับร้องเพลงและการละเล่นยามหน้าเทศกาล

กรณีนี้จึงเป็นบทเรียนสำหรับศิลปิน นักเขียน สื่อมวลชน และผู้เสพข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างสำคัญ ตั้งแต่วันเวลาที่พวกเขาไม่มีเสียงของตัวเองที่จะพูดออกไปให้ใครได้ยิน (Subaltern) ในการที่จะไม่สร้างบาดแผลให้กับผู้หนึ่งผู้ใดโดยปราศจากการศึกษาและตรวจสอบข้อมูลอย่างถ่องแท้ ในวันที่ทุกๆ คนสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่งเสียงของตนออกไปสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมได้รวดเร็วไร้ขีดจำกัด และหากสารนั้นเป็นสิ่งที่บิดเบือน ผลร้ายก็จะยิ่งทับทวียิ่งกว่าในอดีตเช่นกัน

ภาษาอาข่ามีเสียงคล้ายกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่และลีซอ และมีเพียงภาษาพูด ไม่มีตัวอักษร โดยจะใช้ตัวอักษรภาษาจีน พม่า ไทย หรืออังกฤษ ตามการนับถือศาสนาหรือประเทศที่ตั้งนั้นๆ ในการสื่อสารอ่านเขียน

ชาวอาข่านิยมตั้งบ้านเรือนบนที่สูง บริเวณไหล่เขา ใกล้แหล่งน้ำ และมักต้องเป็นพื้นที่ซึ่งมีทางเข้าออกได้หลายทาง หมู่บ้านของพวกเขามักจะมีขนาดเล็ก เพียง 10-30 หลังคาเรือน หรืออย่างมากก็ไม่เกินไปกว่า 50 หลังคาเรือน

ชาวอาข่าในทุกประเทศที่กล่าวมาส่วนใหญ่ยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ดำรงชีพด้วยการทำการเกษตร ว่ากันว่า ชาวอาข่าทุกคนทำงานหนักและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในไร่นามากกว่าอยู่กับครอบครัว ผู้หญิงชาวอาข่าสามารถทำงานในไร่ขณะที่แบกลูกน้อยไว้บนหลังเสมอ ข้อสำคัญ พวกเธอทำงานหนักไม่แพ้ผู้ชาย ปัจจุบันชาวอาข่ามีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ต่อยอดภูมิปัญญาชนเผ่าดั้งเดิม เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และป่า ทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรสูงขึ้น รวมทั้งความนิยมทำการค้า ทำให้เศรษฐกิจครัวเรือนมั่งคั่ง และนิยมส่งลูกหลานศึกษาเล่าเรียนในระดับสูงจำนวนมาก

หมู่บ้านชาวอาข่าในเชียงตุงประกอบไปด้วย 3 ตำบลหลัก ได้แก่ จอมสัก ปินเต๊า และหนองสาม ส่วนยังค้า เป็นหมู่บ้านที่อยู่รวมกันระหว่างอาข่ากับไทใหญ่ โดยตำบลใหญ่ที่สุดคือจอมสัก มีประชากรราว 5,000 หลังคาเรือน

ระหว่างทางผู้เขียนนั่งรถผ่านหมู่บ้าน “ปางควาย” หมู่บ้านชาวอาข่าที่มัคคุเทศก์ชาวไทใหญ่เล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจ เพราะมีประชากรทั้งที่นับถือศาสนาพุทธและคริสต์อยู่ด้วยกัน พวกเขาแบ่งพื้นที่กันคนละครึ่งหมู่บ้าน โบสถ์พุทธกับโบสถ์คริสต์ตั้งอยู่ติดกัน ภายในรั้วเดียวกัน และแม้จะเป็นหมู่บ้านที่ไฟฟ้าของรัฐบาลยังเข้าไม่ถึง แต่ทุกบ้านเรือนก็มีไฟฟ้าใช้ถ้วนหน้า ชาวบ้านซื้อเครื่องปั่นไฟพลังน้ำจากจีนมาใช้กันเอง เป็นเครื่องที่ใช้งานได้ง่ายๆ โดยเอาเครื่องวางในคลอง อาศัยน้ำไหลเอื่อยๆ เป็นพลังขับเคลื่อนจักรปั่นไฟฟ้าก็ใช้ได้แล้ว

ตอนที่รถของเราผ่านมานั้นเริ่มมืดแล้ว ผู้เขียนมองเข้าไปในบ้านแต่ละหลังพบว่ามีความสว่างไม่เท่ากัน เพราะแต่ละบ้านมีเครื่องปั่นไฟใหญ่เล็กต่างกัน ขึ้นกับกำลังในการผลิตไฟฟ้าและราคาเครื่อง หากขนาดพลังกิโลวัตต์เดียวก็ใช้ได้เพียงหลอดไฟขนาดเล็ก 2-3 ดวง หากกิโลวัตต์สูงก็สามารถใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าและตู้เย็นได้ บ้านที่มีเงินน้อยหน่อยก็อาจรวมเข้ากับเพื่อนบ้านหลายๆ หลัง หุ้นกันซื้อเครื่องปั่นมาใช้ร่วมกัน นับเป็นระบบเครือญาติที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ดี

ความมั่งคั่งและคุณภาพชีวิตที่ดีผิดตานี้เกิดขึ้นหลังเมียนมาเปิดประเทศ สะท้อนผ่านตัวตนของชาวอาข่าเอง รวมทั้งคำยืนยันจากมัคคุเทศก์ชาวไทใหญ่ บัณฑิตคณะวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยเชียงตุง ที่ผ่านงานจากประเทศญี่ปุ่นมาแล้วถึง 2 ปี อย่าง “ฟองคำ”

“เดี๋ยวนี้คนอาข่ารวยกันหมดแล้ว อย่างเงินจัดงานปีใหม่นี่ไม่ใช่เงินราชการนะ มาจากองค์กรผู้บริจาค พวกนักธุรกิจชาวอาข่า…ในเชียงตุงเรามีชาวเขาหลายกลุ่ม คือ ม้ง เมี่ยน ว้า ไตเขิน ไตโหลง ไตหล ลาหู่ และอาข่า ซึ่งอาข่านี่รวยสุด…”

จายโหลง พ่อของฟองคำก็เห็นเช่นเดียวกันว่า คนอาข่าเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะ และมีการลงทุนเลือกสถานที่จัดงานอย่างพิถีพิถัน

สาวอาข่าบ้านปางควายซึ่งใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า “Shin Shin” ออกร้านขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับอาข่าภายในงานปีใหม่นี้ด้วย ผู้เขียนมีโอกาสได้คุยกับเธอ

“เกิดที่พม่า พูดไทยได้เพราะดูละครไทย ชอบณเดชน์ (หัวเราะ) ปกติแม่จะขายเสื้อผ้าอาข่าอยู่แล้ว หนูไม่ได้ขาย จะมีขายบ้างเฉพาะทางเฟซบุ๊ก ที่มาขายนี้เพราะเป็นงานปีใหม่เท่านั้น…งานวันปีใหม่ของอาข่าแต่ละที่ไม่ตรงกัน แต่จะใกล้เคียงกัน แต่ละประเทศจะแยกกันจัด แต่ที่พม่าจะมีการจัดใหญ่มาก อาข่าทุกที่ชอบมา จะมีอาข่ามาจากไทย จีน ลาว และเวียดนาม…หนูก็ไปเที่ยวงานปีใหม่อาข่าที่แม่สายด้วย ที่นั่นเขาจัดก่อน เสร็จก่อนพม่า…ที่แม่สายหนูไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ไม่ได้เอาของไปขาย…”

ไม่เพียงน้ำเสียงคนอาข่าและคนไทใหญ่ เพราะจากการพูดคุยและสังเกตดูผู้คนชาวอาข่าที่มาร่วมงานปีใหม่กลางเมืองเชียงตุงปีนี้ก็พบว่า ภาพที่เห็นและภาพลักษณ์ที่เล่าผ่านคำพูดของฟองคำและจายโหลงนั้นไม่น่าจะเกินจริง รางวัลใหญ่ของร้านสอยดาวภายในงานนั้นมีมูลค่าสูง ประกอบด้วย รถยนต์นั่งส่วนบุคคล มอเตอร์ไซค์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก

มีคนมาซื้อสลากเกือบหมดเกลี้ยง รวมทั้งเสื้อยืดลายการ์ตูนอาข่าที่ผู้เขียนอุดหนุนมาในราคา 8,000 จ๊าด หรือราว 200 บาท ซึ่งนับว่าไม่ถูกนักแต่ก็ขายดีในคนอาข่ารุ่นใหม่…

 

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “ปีใหม่ ‘อาข่า’ ชนกลุ่มน้อยผู้มั่งคั่งบนที่สูงรัฐฉานแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา” โดย ดร. องค์ บรรจุน คณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2563.

รายการอ้างอิง

จรัล มโนเพ็ชร, ผู้ประพันธ์และขับร้อง. 2523. มิดะ. อัลบั้ม จากยอดดอย. [เทปคาสเซ็ต]. กรุงเทพฯ : อีเอ็มไอ.

บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. 2557. 30 ชาติในเชียงราย. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : ศยาม.

เบญจวรรณ วงศ์คำ, บรรณาธิการ. 2546. อ่าข่า พิธีกรรม ความเชื่อ ความจริง และความงาม กุศโลบายดำรงวิถีแห่งชนเผ่า. เชียงใหม่ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาค.

แพง ชินพงศ์. 2554. คลี่ปม “มิดะ-ลานสาวกอด” กู้ศักดิ์ศรีหญิงชาวอาข่า. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2563, จาก https://mgronline.com/qol/detail/9540000047707/

ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร และ อันยา โพธิวัฒน์. 2554. ภารกิจปิดฝังมิดะ : รำลึกครบรอบ 10 ปี การจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร (2544-2554). กรุงเทพฯ : เนรพูสีไทย.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 มกราคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...