โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แด่ A little letter from someone somewhere นิทรรศการในฝันของ SUNTUR

Sarakadee Lite

อัพเดต 09 ต.ค. 2563 เวลา 04.13 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2563 เวลา 10.56 น. • สุกฤตา โชติรัตน์

หากเอ่ยชื่อ SUNTUR ขึ้นมาในนาทีนี้ แน่นอนว่างานวาดสไตล์มินิมัลเป็นสิ่งแรกสุดที่เรานึกถึง ด้วยสไตล์การวาดที่ชัดเจนอันมีอิทธิพลมาจากความชอบส่วนตัวของ SUNTUR หรือ ซันเต๋อ-ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล ซึ่งนอกจากงานภาพประกอบที่โลดแล่นอยู่บนปกหนังสือ พ็อกเก็ตบุ๊ก กระเป๋าผ้า เคสโทรศัพท์ไปจนถึงของพรีเมียมแบรนด์ต่าง ๆ แล้ว อีกพาร์ตหนึ่งในฐานะศิลปิน หลังจากที่เขาตัดสินใจไปใช้ชีวิตที่นิวยอร์กเมื่อราว 2 ปีก่อน ซันเต๋อก็ได้ลงมือวาดและพาผลงานของเขากลับมาจัดแสดงเป็น Zero Decibel A Solo Exhibition นิทรรศการเดี่ยวที่ประเทศไทยครั้งแรกในชีวิต

ตุลาคมนี้ นิทรรศการครั้งใหม่ของเขากำลังจะกลับมาในชื่อ A little letter from someone somewhere ที่ JWD Art Space วันที่ 24 ตุลาคม-24 พฤศจิกายน 2563 นิทรรศการภาพบวกเสียงที่เขาว่าเหนื่อยที่สุด เพราะทั้งคิดโปรเจกต์เอง ลงทุนเอง หาสถานที่เอง ชวนศิลปินเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นโปรเจกต์ในฝันที่เขาเองก็อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดเช่นกัน

“เราเริ่มวาดโปรเจกต์นี้เมื่อปี 2018 ตั้งแต่ยังไม่กลับจากนิวยอร์กเลย จริง ๆ งานนี้เราจะทำนานแล้ว แต่ต้องเลื่อนด้วยงานไม่พร้อมบ้าง เจอโควิด-19 บ้าง ก็เลยเลื่อนมาถึงเดือนตุลาคม 2563 ในงานจะมี 25 ภาพที่จัดแสดง คอนเซ็ปต์จริง ๆ ของนิทรรศการนี้คือเมสเสจที่ส่งจากคนหนึ่งไปถึงอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีทั้งเมสเสจจากตัวเราเอง จากเพื่อน จากที่เราไปเจอมาบนอินเทอร์เน็ต หรือเรื่องราวที่เข้ามาในชีวิตเรา แล้วเราดึงคำเหล่านั้นมาสร้างเป็นภาพ”

“แกนหลักของนิทรรศการนี้คือเมสเสจที่เราอยากส่งต่อ เราคิดชื่ออยู่นานเหมือนกัน แต่ไปสะดุดกับคำว่า A little letter เหมือนเป็นการเล่นคำ little letter แล้วก็ someone somewhere เพราะว่างานของเราส่วนใหญ่จะมีคาแรกเตอร์ตัวเล็ก ๆ เราก็เลยเปรียบจดหมายฉบับเล็กกับคาแรกเตอร์ตัวเล็ก ๆ ที่เราวาดลงไปในงาน เลยได้ออกมาเป็นชื่อนี้”

ซันเต๋อเล่าถึงที่มาของนิทรรศการที่เขายังคงสร้างสรรค์ภาพทั้งหมดด้วยสีอะคริลิกแบบที่ชอบ ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ

“เหมือนตอนนั้นเราเจออะไรมาก็วาดเก็บไว้ แล้วพอมีสถานที่จัดแสดงแน่นอนแล้ว ก็เหมือนเรามีกำหนดวันที่จะทำ หลังจากนั้นโปรเจกต์ก็รันเร็วขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เรารู้แค่ว่าจะจัดแสดงแหละ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรก็วาดเก็บไว้ แต่พอได้จัดแสดงที่ JWD ก็เหมือนเป็นการบังคับว่า โอเค โปรเจกต์นี้มันจะเป็นรูปเป็นร่างจริง ๆ แล้วนะ”

ซึ่งการกลับมาครั้งนี้เขาไม่ได้มาแค่ภาพ แต่มีสิ่งที่เพิ่มดีกรีความตื่นเต้นให้แฟน ๆ ของ SUNTUR เข้าไปคูณสิบนั่นคือการเพิ่มมิติของงานด้วยการชักชวน 26 นักร้องนักดนตรีมาสร้างสรรค์ซาวด์ประกอบให้กับภาพของเขา ซึ่งแต่ละรายชื่อที่ปรากฏอยู่ในโปสเตอร์งานก็ทำให้แฟน ๆ อดตื่นเต้นไปด้วยไม่ใช่น้อย

“จริง ๆ เราอยากทำภาพกับเพลงมานานแล้ว แต่เราก็รู้สึกว่าเรายังไม่พร้อม ด้วยอายุหรืออะไรแบบนี้ ช่วงก่อนหน้านี้ก็คิดว่าศิลปินที่เราอยากให้เขามาทำด้วย เขาจะยอมทำไหม แต่ปีนี้เรารู้สึกว่าพร้อมแล้ว เลยลองชวนศิลปินมาทำซาวด์ประกอบให้”

ภาพ : fear less smile more

สิ่งทำให้รู้สึกว่าพร้อมแล้วคืออะไร

ด้วยสไตล์งานครั้งนี้ เรารู้สึกว่างานเราเป็นงานเล่าเรื่อง มันไม่ใช่งานสกิลที่ โห… วาดได้ไง คือเราก็ไม่ได้วาดเก่ง แต่เราว่าจุดแข็งของงานเซตนี้คือสตอรี่ที่เหมาะจะเอาไปทำเป็นเพลงได้ ไม่รู้ทำไม เราก็อายุ 31 ปีแล้ว อยากทำโปรเจกต์ที่อยู่ในฝันมานานให้เป็นจริงสักทีเลยเริ่มติดต่อศิลปิน

ทำไมถึงอยากทำงานภาพคู่กับเพลง

เรารู้สึกว่าภาพอย่างเดียวจริง ๆ มันก็ทำหน้าที่ของมันได้ แต่พอถูกนำไปทำเป็นซาวด์ที่อินสไปร์มาจากภาพต่อไปอีกด้วยศิลปินเก่ง ๆ จะทำให้คนที่มาดูงานมองภาพได้นานขึ้น ลึกขึ้นแล้วก็รู้สึกว่าเพลิดเพลินกับการมองภาพ เราอยากให้คนที่มาดูงานใช้เวลากับเอกซิบิชันได้นานที่สุด คือเราว่าศิลปินทุกคนคิดแบบนี้ เราก็เลยคิดว่าจะดึงความสนใจของคนที่มาดูงานอย่างไร อย่างน้อยให้คิดว่าเรื่องของภาพมันเล่าอย่างไร เลยคิดว่าภาพกับเพลงมันน่าจะไปด้วยกันได้

เลือก 26 ศิลปินนี้อย่างไร

เราเลือกศิลปินจากภาพก่อน เราทำภาพเสร็จก่อนแล้วก็มาเลือกดูว่าภาพนี้เหมาะกับศิลปินวงไหน เหมาะกับใคร หรือบางภาพที่เราเลือกไม่ได้ก็จะส่งไปให้ศิลปินเลือก ประมานว่ามี 3 ภาพที่เราคิดว่าเหมาะกับเขา ก็จะส่งไปให้เขาเลือกว่า เขาอยากทำรูปไหนหรืออินสไปร์จากรูปไหนได้ เพลงที่ออกมามีหลากหลายมาก ทั้งเป็นซาวด์เฉย ๆ หรือแบบมีเนื้อร้อง เราไม่มีโจทย์ให้เขาเลย แล้วก็ไม่มีการแก้งาน คือเหมือนชวนมาโชว์งานด้วยกันมากกว่า เราแค่ส่งรูปไปให้ เขาอินสไปร์อย่างไร เราแล้วแต่เลย

การทำงานกับศิลปินเป็นอย่างไรบ้าง

หลัก ๆ เราจะรับผิดชอบเรื่องภาพ เราทำภาพของเราให้ดีที่สุด เรื่องราวทั้งหมดของภาพก็จบที่เราแหละ ศิลปินเขามีหน้าที่เอาไปอินสไปร์เป็นซาวด์ต่อ ศิลปินบางคนก็อาจจะตีความมาไม่เหมือนเราเลย อย่าง Stoondio เขาได้ภาพที่มีเด็กกับหมาไป เขาไปตีความออกมาเป็นเพลงที่เล่าจากหมามาถึงคน มันเลยทำให้รู้สึกว่าการทำโปรเจกต์นี้เปิดโลกเรามาก เพราะว่าคนมีไอเดียเยอะมาก อย่างเพลงที่ Stoondio ทำมาก็เซอร์ไพรส์แบบ เออ มันจริงนะ เขาพูดในเรื่องของอายุคนกับหมาที่ไม่เท่ากัน หมามันอยู่ได้ไม่นานนะ อะไรแบบนี้

ซันเต๋อเองมีวิธีคิดงานแบบไหน

คิดงานส่วนใหญ่ก็จะมีบางรูปที่เป็นภาพที่อยู่ในหัว คิดจนนอนไม่หลับแบบอยากวาดรูปนี้ จะมีรูปหนึ่งที่เป็นรูปผู้หญิงผู้ชายจับมือกันแล้วปิดตาเดินไปในความมืด อันนั้นก็เป็นภาพที่อยู่ ๆ ก็ขึ้นมาในหัวเรา แต่ละภาพมันมีที่มาหลากหลาย บางอันเห็นภาพที่ชอบ หรือบางอัน เราได้มาจากคำที่เอามาตีความทำเป็นภาพต่อ บางอันก็เป็นเรื่องจากเพื่อนหรือคนรู้จักที่นั่งคุยกัน เราก็เอาเรื่องที่เราคุยมาคิดเป็นภาพ

เราไม่ได้มีวิธีการทำงานเป๊ะ ๆ ขนาดนั้น ส่วนใหญ่จะชอบคิดก่อนนอน สมมติเราได้คีย์เวิร์ดมา เช่นคำว่า ขอรอได้ไหม เราก็ไปนึกว่าถ้าเราจะพูดเรื่องการรอที่ไม่รู้ว่าเขาจะมาหรือเปล่า จะนึกถึงอะไร เรานึกถึงป้ายรถเมล์ แล้วในภาพก็จะเป็นป้ายรถเมล์ที่ไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่น่ามีรถเมล์ผ่านมาอะไรทำนองนี้

ภาพ : everything you did,I’m proud

ส่วนใหญ่ภาพของซันเต๋อจะมีสถานที่กับคน

ใช่ ทุกอันคือ Someone กับ Somewhere เป็นอย่างนั้นเลยแหละทุกรูป จะมีสถานที่แล้วก็จะมีคน มันอาจจะไม่ได้เป็นคนขนาดนั้นแต่เป็น Object ที่เราใช้เล่าเรื่อง ประมานนั้น

ได้แรงบันดาลใจจากการไปที่ใดที่หนึ่งหรือเปล่า

ก็ด้วยครับ หรือบางทีเราดูยูทูบดูหนัง แล้วเราเห็นซีนที่สวยมาก ๆ เราก็อินสไปร์จากสิ่งเหล่านั้นได้

นิทรรศการนี้มีภาพส่วนหนึ่งวาดที่ไทย อีกส่วนวาดที่นิวยอร์ก ทำให้อารมณ์ของภาพออกมาต่างกันไหม

ต่างนะ พอไปดูแล้วมันต่าง จะรู้เลยว่าช่วงเวลาที่เราวาด เรารู้สึกอย่างไร แต่เรารู้อยู่คนเดียว เพราะเราก็ไม่ได้อยากบอกใครว่าอันนี้วาดตอนที่แฮปปี้มากเลยนะ มันอาจจะไม่ต้องบอก คือเรารู้สึกว่างานมันสื่อสารได้ในตัวของมันเอง แต่พอเราที่เป็นคนวาดไปมองก็จะรู้ว่าช่วงนั้นคงเศร้าเนอะ ด้วยสีที่ใช้ดูเศร้า

SUNTUR

หลายคนบอกว่าภาพของซันเต๋อดูเหงา

จริง ๆ นิทรรศการ Zero Decibel ที่จัดครั้งก่อนพูดเรื่องความเงียบ แล้วมีหลายคนถามว่าทำไมงานถึงดูเหงาจัง เราก็ไม่รู้เหมือนกัน บางงานก็แฮปปี้แล้วนะ แต่คนมาดูก็จะบอกว่ามันเหงา แล้วแต่คนมอง เราอาจจะเป็นคนที่ชอบเสพความเศร้า แต่จริง ๆ ไม่ได้เศร้านะ หมายความว่า ชอบดูหนังเศร้า หนังซึ้งหรือหนังที่ให้อารมณ์อะไรสักอย่างกับเรา ฟังเพลงจะไม่ค่อยชอบเพลงมีความสุข คือฟังเพลงยิ่งเศร้า เราจะรู้สึกว่า เขาทำได้อย่างไร เขาเขียนคำอย่างไรให้มันเศร้า เขาหยิบประเด็นไหนมา เราอาจจะชอบเสพอะไรอย่างนั้น งานมันเลยออกมาดูเหงา เรารู้สึกว่างานศิลปะที่ดีต้องทำให้คนรู้สึกอะไรสักอย่าง เศร้าก็ได้ มีความสุขก็ได้

ตั้งใจไว้ไหมว่าจะจัดนิทรรศการทุกกี่ปี

ไม่ได้ตั้งเลย ไม่ได้คิดว่าจะทำทุกปีนะ อันนี้น่าจะเกือบ ๆ 3 ปีจากนิทรรศการที่แล้ว เราก็รู้สึกว่ามันถึงเวลาที่จะทำแล้ว ไม่ได้บังคับว่าจบจากงานนั้นแล้วจะต้องมีใหม่เลย เพราะอันนี้ก็ใช้เวลามา 2 ปีกว่า ค่อย ๆ ทำ มีเวลาก็ทำเพราะว่าเราก็มีงานอื่นที่ต้องรับผิดชอบ มีงานภาพประกอบ ส่วนนิทรรศการจะเป็นเหมือนงานปลุกไฟ ไม่ให้ไฟมันมอดไป

ที่ว่า “ปลุกไฟ” เพราะมีอิสระกว่างานภาพประกอบหรือเปล่า

จริง ๆ เราชอบทำงานตามโจทย์นะ เรารู้สึกว่าเราสามารถพลิกแพลงได้ ถ้าไม่มีโจทย์มันจะกว้างเกินไป บางคนอาจจะชอบทำงานนอกกรอบ เราอยากให้มีกรอบให้เราแล้วเดี๋ยวเราจะทำให้มันไม่เหมือนเดิม ส่วนใหญ่จะชอบแบบนั้น ดูสนุก แต่ว่ากับนิทรรศการมันมีกรอบไหม ก็มีกรอบแต่เป็นสิ่งที่เราตั้งขึ้นมาเอง ว่าเราอยากจะเล่าเรื่องนี้

SUNTUR

ภาพไหนที่เอฟเฟกต์กับซันเต๋อที่สุด

ภาพนกคาบปลาเอฟเฟกต์ที่สุด ภาพนั้นคือเหมือนเราใช้ชีวิตอิสระที่นิวยอร์กนานแล้ว รู้สึกว่าถึงเวลาที่เราจะกลับไปดูแลคนที่บ้านได้แล้ว ก็เลยออกมาเป็นภาพนกบินอยู่บนท้องฟ้ากว้าง ๆ แบบกำลังจะกลับบ้านแล้ว ภาพนี้เป็นเหมือนเครื่องบันทึกไว้เลยว่าครั้งหนึ่งเราเคยอยู่นิวยอร์กแล้วเรามีความคิดแบบนี้ จนวันนี้เราขนงานที่เราวาดกลับมาที่ไทย แล้วก็มาขายมันเพื่อเลี้ยงคนในครอบครัว มันก็เลยตอบโจทย์ว่าเราชอบรูปนั้น เพราะมันมีที่มาที่ไปจากตัวเราจริง ๆ

คาดหวังกับนิทรรศการนี้ไว้อย่างไรบ้าง

อยากทำให้ดี เราก็หวังว่ามันจะออกมาดี เพราะเราก็ทำเต็มที่หวังให้คนที่มาดูอย่างน้อยก็รู้สึกเพลิดเพลินหรือได้อะไรกลับไปจากการมาดูเอกซิบิชันของเรา อันนี้เป็นโปรเจกต์ในฝันเลย คืออยากทำภาพกับเพลงที่คนมาดูงานแล้วใส่หูฟัง มองรูป อยากทำกับศิลปินในฝันหลาย ๆ คน คนอื่นเราไม่รู้นะ แต่ความฝันของเราคือคนมาดูงานที่เราวาดแล้วประทับใจ และรู้สึกว่าได้อะไรกลับไป

ภาพ : let’s get lost

หมายเหตุถึง A little letter from someone somewhere

ในเย็นของวันที่เราสนทนากับซันเต๋อ เป็นวันแรกที่ อิ้งค์ วรันธร หนึ่งในเกสต์ของนิทรรศการนี้ ปล่อยเพลง Let’s get lost. เพลงประกอบแรกของนิทรรศการลงบนยูทูบซึ่งซันเต๋อเล่าว่าทุกคนจะสามารถฟังเพลงและชมภาพแบบออนไลน์จากยูทูบของแต่ละศิลปินที่จะทยอยปล่อยออกมาได้ แต่เหตุผลที่เขาอยากให้ไปชมงานจริงมากกว่า เพราะภาพถ่ายอาจเก็บอารมณ์บางอย่างออกมาไม่ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์และถึงภาพจะดูมีองค์ประกอบน้อยแต่มีรายละเอียดเยอะมากที่อาจมองไม่เห็นจากภาพถ่าย

นอกจากการไปชมนิทรรศการที่เสมือนการเปิดจดหมายน้อย 25 ฉบับจากประสบการณ์ของซันเต๋อแล้ว เขายังหยิบคอนเซ็ปต์จดหมายออกมาให้ผู้ชมมีส่วนร่วม ด้วยการเปิดตู้จดหมายให้ผู้ชมได้หย่อนจดหมายถึงตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยที่เขาตั้งใจจะเก็บจดหมายทั้งหมดไว้และเอาไปส่งให้แต่ละคนเมื่อผ่านไปอีก 10 ปีจริง ๆ

SUNTUR

“มีคนถามเหมือนกันว่า 10 ปีนานไปไหม แต่เราว่าไหน ๆ ทำแล้วก็ให้นานไปเลย เพราะ 5 ปีเราอาจจะยังไม่เปลี่ยนขนาดนั้น คือยังพอมองเห็นภาพตัวเอง แต่ถ้าพูดถึงอีก 10 ปี เราไม่รู้แล้วว่าอายุเท่านั้นเราจะเป็นอย่างไร เราไม่เห็นภาพ เลยตัดสินใจว่า 10 ปีดีกว่า แล้วจะเอาไปส่งให้ ถ้าเรายังอยู่ (หัวเราะ)”

ไม่เท่านั้น อีกหนึ่งมิติที่มาจากภาพวาดของซันเต๋อคือของที่ระลึกจากนิทรรศการ ที่เขาเปรยมาแล้วว่ามีการคอลแลบส์กับแบรนด์กระเป๋าอย่าง Madmatter, Arty&Fern Eyewear และที่พิเศษคือ Everyday Karmakamet แบรนด์เครื่องหอมและไลฟ์สไตล์ที่จะตีความภาพวาดออกมาเป็นกลิ่นผ่านโปรดักต์อย่างเทียนหอม หรือรูมสเปรย์ที่จำหน่ายเฉพาะในงานนี้ ซึ่งเราก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเขาจะเลือกภาพไหนและตีความออกมาเป็นกลิ่นแบบใดบ้าง

ระหว่างที่รอการมาถึงของนิทรรศการ อย่าลืมเตรียมความพร้อมด้วยการหยิบหูฟังและโทรศัพท์สำหรับสแกน QR Code เพื่อฟังซาวด์ประกอบใส่กระเป๋าเอาไว้ และสำหรับใครที่อยากเขียนจดหมายถึงตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็สามารถไปเขียนที่งาน หรือเตรียมจดหมายจากที่บ้านไปเองได้ ที่สำคัญคืออย่าลืมติดแสตมป์ 5 บาท เขียนที่อยู่และอีเมลสำหรับส่งจดหมายเอาไว้ แล้วนำไปหย่อนที่ตู้จดหมายในงานได้เลย แล้ว A little letter จากนิทรรศการที่เราเขียนในวันนี้จะเดินทางมาถึงเราในอีก 10 ปีต่อไป

Fact File

  • A little letter from someone somewhere Paintings and Sounds Exhibition By Suntur And Pongsit Kampee / Thanachai Ujjin / Atom / Stamp / Polycat / Lula / Funky Wah Wah / Somkiat / The Darkest Romance / Ink Waruntorn / Mints / Zweed n’Roll / Gongkan & Brother / Nawapol Thamrongrattanarit / Another Day Another Render / Singto Numchok / Mon Monik / Nap a Lean / Safeplanet / Wanyai / Boss Kuno / Stoondio / The 10th Saturday / Q Flure / Salaporr / เขียนไขและวานิช
  • จัดแสดง 24 ตุลาคม – 24 พฤศจิกายน 2563 (เข้าชมฟรี)
  • JWD Art Space ซอยจุฬาลงกรณ์ 16 เวลา 10.00-19.00 น. (ปิดวันจันทร์)

ขอบคุณสถานที่ถ่ายภาพ: โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯโทร. 02-687-9000www.facebook.com/TheOkuraPrestigeBangkok

The post แด่ A little letter from someone somewhere นิทรรศการในฝันของ SUNTUR appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...