โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดมุมมองซีอีโอรุ่นใหม่เจ้าของ LockBox : ตู้ล็อกเกอร์รับฝากสัมภาระอัตโนมัติเจ้าแรกของไทย

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 14 ต.ค. 2560 เวลา 03.59 น.

รายงานโดย นลิศา เตชะศิริประภา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

“…หากแม้ธุรกิจผมจะไม่ทำกำไรหรือเฟล แต่ผมสามารถไปบอกกับใครต่อใครได้ว่า ธุรกิจตู้ล็อกเกอร์รับฝากสัมภาระอัตโนมัติเจ้าแรกของประเทศไทยเป็นฝีมือขององค์กรผมเอง…คือผมได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ ทำอะไรให้กับสังคม มันทำให้ผมภูมิใจมากกว่า”

คำกล่าวสั้นๆ แต่ได้ใจของเจ้าของตู้บริการรับฝากสัมภาระอัตโนมัติสีเหลืองเด่นมองเห็นมาแต่ไกล ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ที่เข้ามาสอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของคนเมืองกรุง รวมถึงตอบโจทย์ของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันมีกว่า 20 แห่ง บน 14 สถานีรถไฟฟ้าระบบขนส่งมวลชนของประเทศไทย มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์การใช้งานที่ว่า Safe & Easy และยังตั้งโจทย์ให้ตัวเอง.. “ใครทำอะไร ผมจะไม่ทำตาม เราต้องทำอะไรที่มันสนุกกว่า”

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ชวนพูดคุยกับซีอีโอหนุ่มไฟแรง วัย 25 ปี “วิน-อิทธิชัย พูลวรลักษณ์” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท ลอคค์ บอกซ์ จำกัด ผู้ให้บริการตู้ล็อกเกอร์รับฝากสัมภาระอัตโนมัติตามระบบขนส่งมวลชนรายแรกของประเทศไทย หลังจากที่เขาสั่งสมประสบการณ์การทำงานจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่าง “พฤกษา เรียลเอสเตท” นานกว่า 3 ปี และได้ออกมาโชว์ฝีมือด้วยการเปิดธุรกิจเป็นของตนเอง

เริ่มต้นจากมองเห็นในสิ่งที่ประเทศไทยยังไม่มี และลงมือทำแบบจริงจัง

อิทธิชัย เริ่มเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของตู้ล็อกเกอร์รับฝากของอัตโนมัตินั้นเกิดจากที่ตนเองเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง ในแต่ละครั้งก็จะคอยมองหาลิสต์ของตัวเองว่าประเทศไทยยังขาดอะไร และสามารถทำอะไรใหม่ๆได้บ้าง

“ธุรกิจตู้ล็อกเกอร์” จึงเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ซีอีโอหนุ่มคนนี้เลือกที่จะลงมือทำ เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปยังประเทศไหน ทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ ต่างก็มีตู้ล็อกเกอร์ให้บริการทั้งสิ้น แต่“ประเทศไทย” ที่เป็นประเทศจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกลับไม่มีบริการที่คอยอำนวยความสะดวกเหล่านี้

“โดยทั่วไปธุรกิจล็อกเกอร์นั้นคนที่จะลงมือทำส่วนมากจะเป็นแลนด์ลอร์ด แต่บีทีเอส และเอ็มอาร์ทีของไทยนั้นไม่มีนโยบายที่จะทำ ผมจึงเหมือนภาคเอกชนที่เข้ามาเริ่มทำธุรกิจนี้…ใช้เวลาศึกษาการทำธุรกิจล็อกเกอร์ค่อนข้างนาน รวมๆ แล้วเกือบ 2 ปี ซึ่งช่วงแรกได้เทสต์มาร์เก็ตเพื่อหาดีมานด์คนใช้จริงๆ ร่วม 1 ปี ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา”

กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงคือ “คนเมือง”

ถึงแม้ช่วงทดลองตลาดกลุ่มคนที่ใช้บริการตู้ล็อกเกอร์จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงคนส่วนใหญ่มักคิดว่าธุรกิจนี้ตอบโจทย์กับนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่ซีอีโอคนนี้กลับระบุว่า “คนเมือง” ต่างหากที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะทำให้เกิดดีมานด์ และกลับมาใช้ซ้ำอีกครั้ง

“นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มเป้าหมายระยะสั้น แต่ในระยะยาวนั้นต้องเป็นคนเมืองและท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นที่มีบริการตู้ล็อกเกอร์ตามระบบขนส่งมวลชนทุกสถานี จะมีเพียงสถานีท่องเที่ยวหลักๆ เท่านั้นที่ผู้ใช้บริการเป็นชาวต่างชาติ ส่วนสถานีอื่นคนพื้นที่มากกว่าจะเป็นคนใช้ฝากของสัมภาระ” อิทธิชัยระบุและว่า

ตอนนี้กลุ่มผู้ใช้บริการตู้ล็อกเกอร์นั้นมีสัดส่วนคนไทย และชาวต่างชาติเท่ากันคือ 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ตั้งเป้าอยากให้คนไทยใช้บริการ 70 เปอร์เซ็นต์

ใช้งานไม่ยาก ใครๆ ก็ใช้ได้ตามคอนเซ็ปต์ Safe&Easy

อิทธิชัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทำให้คนไม่อยากมาใช้บริการคือ กลัวควายุ่งยาก” จึงได้ออกวีดิโอแนะนำวิธีการใช้งานมาประกอบ ซึ่งขั้นตอนง่ายๆ มีประมาณ 4-5 ขั้นตอน

เริ่มจากกดเลือกฝากของ และเลือกขนาดตู้ตามต้องการ จากนั้นให้เลือกรูปแบบของการใช้บริการ โดยแบ่งเป็น 2 อย่างคือ ฝากเป็นรายวัน หรือ ฝากเป็นรายชั่วโมง

ขั้นตอนต่อไปคือ การใส่เบอร์โทรศัพท์ และพาสเวิร์ดเพื่อใช้ยืนยัน ส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือ การชำระเงิน ซึ่งสามารถชำระได้ทั้งเหรียญ และธนบัตร จากนั้นก็นำสิ่งของเข้าไปฝากในตู้ที่เลือกไว้ได้เลย

5 Security เพิ่มความปลอดภัย แถมมีประกันสัมภาระให้ด้วย

ถึงแม้ว่าขั้นตอนการใช้บริการจะไม่ยุ่งยาก แต่คำถามที่ตามมาคือ “ความปลอดภัย” ที่หลายคนอาจจะเป็นกังวลว่ามีระบบดูและรักษาความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด

“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องตอบคำถามมาตลอดตั้งแต่เริ่มโครงการนี้ ซึ่งหากเราใช้ระบบเสียบบัตรประชาชน หรือสแกนลายนิ้วมือ ผมก็ต้องเจอคำถามที่ว่าล่วงล้ำความปลอดภัยของผู้ใช้หรือไม่” ซีอีโอลอคค์บอกซ์ระบุและว่า

สิ่งที่เราทำนั้นจึงต้องอยู่บนพื้นฐานและเชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ และในอนาคตเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยจุดเด่นของระบบดูแลรักษาความปลอดภัยลอคค์บอกซ์มี 5 อย่างด้วยกันคือ 1.กล้องวงจรปิด แบบ HD ที่จับภาพการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถเก็บข้อมูลได้นาน 3 เดือน 2.Face Detection หรือระบบตรวจจับใบหน้า ที่จะบันทึกภาพผู้ใช้บริการทุกครั้ง

3.Motion Censor มีการแจ้งเตือนทุกครั้งที่คนเข้ามาใกล้ตู้ตามรัศมีที่กำหนดไว้ 4.Patrol Unit หน่วยรักษาความปลอดภัยที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สถานีเดินตรวจตราบริเวณรอบๆ พื้นที่ให้บริการ และ 5.Real Time Locker Status ที่สามารถเช็กสถานะของตู้ได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ยังมีการรับประกันความปลอดภัยให้กับสัมภาระที่นำมาใช้บริการในกรณีที่สูญหายสูงสุดที่ 5,000 บาท ซึ่งจะต้องดูเป็นกรณีไป

 

ชูจุดเด่นมัดใจลูกค้า “24 ชม.-ความยืดหยุ่น-ราคา-สถานที่”

นอกจากความปลอดภัยที่ลอคค์บอกซ์ให้ความสำคัญมากที่สุดแล้ว จุดเด่นของลอคค์บอกซ์เองมีด้วยกัน 4 อย่างคือ ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งมี Call Center ให้คำแนะนำในระบบ 2 ภาษา, ความยืดหยุ่นในการให้บริการที่สามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการแบบรายวัน หรือรายชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อแตกต่างกับประเทศอื่นที่มักจะมีให้เลือกใช้เพียงอย่างเดียว

“เรายังปรับตู้ล็อกเกอร์ให้เข้ากับผู้ใช้ ทำให้แต่ละที่มีจำนวน และขนาดของตู้ล็อกเกอร์มีไม่เหมือนกัน อย่างเช่นที่สวนจตุจักรที่เป็นจุดเชื่อมต่อเดินทางไปสนามบินได้ เราก็จะมีตู้ล็อกเกอร์ขนาดใหญ่มากกว่า ส่วนที่สามย่านกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาเราก็จะมีตู้ขนาดเล็กคอยให้บริการ” 

ส่วนด้านราคานั้นอิทธิชัยกล่าวว่า ได้ปรับราคาให้เหมาะกับคนไทยให้สามารถจับต้องได้ และกลับมาใช้ซ้ำอีกเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นที่ 20 บาท/ชั่วโมง ขั้นต่ำต้องใช้บริการ 2 ชั่วโมง

“ตอนแรกก็ได้รับฟีดแบกเรื่องราคารายวันมาเหมือนกัน เราก็กลับมาคิดและปรับปรุง ซึ่งปัญหาอย่างหนึ่งของคนไทยเองคือ เมื่อตั้งราคาถูกไปแล้ว พอจะขึ้นราคา 5 บาท 10 บาทจะโดนต่อว่าทันที” อิทธิชัยกล่าวและว่า

เรายังให้ความสำคัญของสถานที่ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วย โดยจะตั้งตู้ล็อกเกอร์รับฝากสัมภาระนี้ไว้ในจุดที่มีคนพลุกพล่านตามระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า และต้องการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ พร้อมทั้งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

“ไมมีตู้ล็อกเกอร์ที่ไหนในโลกมีแบรนด์แอมบาสเดอร์หรอก เพราะมันไม่ใช่ธุรกิจที่ต้องทำ แต่เราทำเพราะเราเป็นธุรกิจใหม่ อยากให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว และเพราะผมไม่ได้ทำเพื่อเงินขนาดนั้น เราทำให้มันอยู่ได้ เพราะถ้าทำเรื่องเงินธุรกิจนี้ยากมาก…และเพราะเราให้โจทย์ไปว่า ใครทำอะไร ผมจะไม่ทำตาม เราต้องทำอะไรที่มันสนุกกว่า ซึ่งถ้าผมทำบริษัทใหญ่ ผมอาจจะไม่มีโอกาสในการทำแบบนี้”

มองอนาคตตลาดยังโตอีกเยอะ ตั้งเป้าปลายปีขยายเป็น 30 แห่ง

ซีอีโอลอคค์บอกซ์ระบุต่อว่า ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกมูลค่าของตลาดเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศได้ เพราะยังเป็นธุรกิจที่ใหม่มากในประเทศไทย แต่เชื่อว่าถ้าทำสำเร็จแล้วธุรกิจนี้ไปในแนวเดียวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะมีมูลค่ามหาศาลเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ปลายปี’60 ตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้บริการเป็น 30 แห่ง และในปีหน้าคาดว่าจะขยายไปยังต่างจังหวัดอย่างแน่นอน

“อนาคตเราจะต้องไปห้าง สถานที่ท่องเที่ยวบ้าง เพราะฉะนั้นมันจะไปได้อีกไกล เราจะต้องพัฒนาและปรับปรุง รวมทั้งร่วมทำงานกับดีเวลลอปเปอร์ที่เป็นอสังหาฯ รีเทล ธีมปาร์ค ออฟฟิศต่างๆ ซึ่งก็ต้องดูความพร้อมของทีมงานด้วย เพราะต้องขยายไปแล้วดูแลบริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึง”

คู่แข่งที่ไม่ใช่คู่แข่ง…

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหนสิ่งที่ตามมาเป็นของคู่กันนั้นก็คือ“คู่แข่งทางธุรกิจ” ที่จะคอยมาแชร์ส่วนแบ่งในตลาด อิทธิชัย มองเรื่องนี้ว่า สำหรับธุรกิจตู้ล็อกเกอร์รับฝากสัมภาระนั้นจะมองว่าเป็นคู่แข่งหรือไม่เป็นคู่แข่งก็ได้ เพราะเราไม่ได้มองแค่ในประเทศ แต่เรามองไปถึงต่างประเทศแล้ว ซึ่งการมีคู่แข่งทางธุรกิจก็เป็นสิ่งดีที่จะกระตุ้นให้ตลาดตื่นตัวว่าในประเทศไทยก็มีธุรกิจตู้ล็อกเกอร์รับฝากสัมภาระด้วยเช่นกัน

 

“ความกล้า ความบ้า และแพสชั่น” ของซีอีโอหนุ่มคนนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของธุรกิจที่พร้อมจะเริ่มต้น ลงมือทำ และเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า พร้อมที่จะพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวหน้าไปอีกขั้น…ถูกจริตยุค 4.0

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...