SKOOTAR เน้นขยายไลน์ส่งอาหารและอี-คอมเมิร์ซ
SKOOTAR สตาร์ตอัพบริการเรียกคนส่งของ (Messenger) ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ COVID-19 ทั้งลูกค้ากลุ่มธุรกิจที่ส่งเอกสารทั่วไป เช่น วางบิล รับเช็ค รวมถึงลูกค้าบริษัททัวร์ที่ปกติจะรับงานวิ่งเอกสารทำวีซ่า ต้องปรับธุรกิจใหม่เน้นการส่งอาหาร และสินค้าจากบริษัทที่ทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจไปรอดได้
-Seekster ปรับธุรกิจใหม่ รองรับวิกฤติ COVID-19
-Freshket พลิกวิกฤติ COVID-19 เพิ่มบริการส่งวัตถุดิบให้บุคคลทั่วไป ถึง 30 เม.ย. 63
กมลพฤทธิ์ ชุมพล (โก้) co-founder และ CEO ของ SKOOTAR กล่าวว่า โดยรวมธุรกิจยังทรง ๆ อยู่ กลุ่มลูกค้าธุรกิจทั่วไปเริ่มกระทบตอนที่มีกระแสทำงานที่บ้าน กลุ่มส่งอาหารให้จัดเลี้ยง หรือสวัสดิการพนักงานบริษัท ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ที่ขยับขึ้นมาเป็นการส่งอาหารให้กับผู้บริโภคทั่วไป และส่งด่วนอุปกรณ์ไอที ของ Banana IT และร้านออนไลน์อื่น ๆ ซึ่ง 2 ส่วนหลังเพิ่มขึ้นมาประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์
ปรับตัวทั้งระยะสั้น-ยาว
SKOOTAR ปรับธุรกิจในระยะสั้นจนกว่าจะจบวิกฤติ COVID-19 โดยให้คนส่งของใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ให้บริการ เปลี่ยนจากการเซ็นชื่อในมือถือเป็นการถ่ายรูปเพื่อเก็บหลักฐานแทน ดูแลความสะอาดล้างมือก่อนส่งของ รวมถึง Contactless Delivery การรับของโดยไม่ต้องสัมผัสกัน
ด้านลูกค้าให้ปรับเป็นการจ่ายเงินออนไลน์ผ่าน พร้อมเพย์ โอนให้กับคนขับ ตัดบัตรเครดิต หรือใช้ SKOOTAR Wallet
แผนระยะยาว "กมลพฤทธิ์" มองว่าจะกระทบกับธุรกิจในแง่บวกและลบ เพราะ SKOOTAR เก่งเรื่องการเก็บเอกสารหรือ เดินเรื่องเอกสาร แต่วิกฤติครั้งนี้บริษัทต่าง ๆ อาจจะปรับไปใช้เอกสารดิจิทัลกันหมดเพื่อลดการติดต่อกัน ต้องปรับธุรกิจมาทำอย่างอื่นมากขึ้นเข้าไปแย่งตลาดจากเจ้าใหญ่ ๆ
กมลพฤทธิ์ กล่าวต่อว่า คนอาจจะทำงานจากบ้านกันมากขึ้นทำให้การส่งเอกสารไปที่บริษัทไม่มีความจำเป็น จะกระทบกับบริการของบริษัทในระยะยาว
คาดว่าวิกฤติครั้งนี้จะทำให้ธุรกิจปรับตัวเร็วขึ้น ขณะที่มีหลายเจ้าที่หันมาทำอี-คอมเมิร์ซมากขึ้นส่งของมากขึ้น
“เรากำลังดูอยู่ว่าจะขยายการส่งอาหารมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งเป็นความท้าทาย เพราะมีเจ้าใหญ่อยู่หลายเจ้าที่เขามีเงินทุนหนาและมีเครือข่ายร้านอาหารที่ดี เราจะไปสู้กับเขาตรง ๆ ไม่ได้ อาจจะต้องไปจับมือกับสตาร์ตอัพอื่น ๆ”
ส่วนของอี-คอมเมิร์ซจะปรับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและค่าขนส่งถูกลง เพื่อให้ตอบโจทย์มากขึ้น เราเน้นการส่งไว 1-2 ชั่วโมง แต่ค่าส่งก็จะแพงกว่าเจ้าอื่น ที่ส่งถึงในวันถัดไปอย่าง Kerry
"SKOOTAR มีคนส่งของในบริษัท 8-9 คัน ตั้งเป้าจะเพิ่มคนส่งของถ้ามีความต้องการมากขึ้น"
เพิ่มโปรโมชั่นดึงลูกค้า
SKOOTAR มอบส่วนลดให้กับบริษัทที่มาใช้บริการครั้งแรก 500 บาท ต่อ 1 สิทธิ์ คิดค่าบริการราคาพิเศษลูกค้าร้านอาหารจากเริ่มต้นที่ 55 บาทเหลือ 45 บาท สำหรับลูกค้าทั่วไปมีโปรโมชั่นร่วมกับกทม. covidbkk ลด 10% ของค่าขนส่ง ใช้ได้ 10 ครั้ง
กมลพฤทธิ์ กล่าวว่า จัดโปรโมชั่นเพื่อช่วยคนที่อยู่ในวิกฤติ ร้านอาหารที่ยังเปิดหน้าร้านไม่ได้ อยากให้เขาขายออนไลน์ได้ ตอนนี้ก็กำลังดูร้านอาหารที่เป็นระดับกลางที่ต้องการมีหลายช่องทาง ไม่ได้พึ่งช่องทางที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมร้านค้า (GP) สูง ๆ อย่างเดียว
เจ้าใหญ่ ๆ จะนำค่า GP จากร้านอาหารมาจ่ายให้กับคนขับ เพราะลำพังคิดค่าส่งแค่ 10-20 บาทคงไม่พอ ร้านอาหารคงต้องมองช่องทางของตัวเองเอาไว้ด้วยถ้าต้องการขายแบบส่งเป็นหลัก
"Grab หรือ Get ใช้การทำตลาดทำเมนูและมีคนขนส่งให้ ขณะที่ SKOOTAR ทำเรื่องขนส่งอย่างเดียวจึงไม่ได้เก็บค่า GP"
ร้านอาหารถ้าอยากจะโปรโมทจะต้องใช้บริการเจ้าใหญ่ที่เป็นหนึ่งช่องทาง ส่วนร้านที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วสามารถเปิดช่องทางของตัวเองด้วยระบบสำเร็จรูปง่าย ๆ แต่ไม่มีระบบขนส่ง SKOOTAR จะเข้าไปช่วย ซึ่งค่าส่งอยู่ที่ว่าร้านอาหารจะออกให้ทั้งหมด หรือจะแบ่งกันจ่ายกับลูกค้า แล้วแต่นโยบาย
นอกจากปรับรูปแบบธุรกิจแล้ว SKOOTAR ยังมีแผนขยายตลาดจากกรุงเทพฯและปริมณฑล ไปต่างจังหวัดด้วย คาดว่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด
กมลพฤทธิ์ กล่าวว่า ระดมทุนรอบสุดท้ายเมื่อปี 2016 ในรอบ Seed Round ถ้าจะระดมทุนอีกครั้งคงเป็นรอบ Series A
“ปัจจุบันรายได้สามารถเลี้ยงทีมได้ ถ้าเจอพาร์ทเนอร์ที่ทำงานด้วยกันได้จะไม่ต้องระดมทุนมาก แต่ถ้าต้องทำเองเกือบทั้งหมดก็เป็นไปได้ที่จะต้องระดมทุน ซึ่งเรายังดูทางเลือกอื่นที่ดีที่สุด อาจจะเป็นการกู้เงินก็เป็นไปได้”
ภาพจาก FB skootarapp