โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดวิสัยทัศน์แม่ทัพใหม่ IBM ชู "เอไอ-ไฮบริดคลาวด์" ขับเคลื่อนธุรกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 มี.ค. 2565 เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 10.13 น.

แม่ทัพ “ไอบีเอ็ม” ประเทศไทย ประกาศวิสัยทัศน์ “The New Era of Sustainable Business Underpinned by AI & Hybrid Cloud โฟกัส 3 ส่วน “พันธมิตร-เทคโนโลยี-พัฒนาคน” ช่วยลูกค้า ทั้งภาครัฐ และเอกชนทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ “ดิจิทัล”

วันที่ 17 มีนาคม 2565 นายสวัสดิ์ อัศดารณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย และ Managing Partner กลุ่มธุรกิจไอบีเอ็ม คอนซัลติ้ง เปิดเผยถึงเป้าหมายในการขับเคลื่อนธุรกิจในโอกาสขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำองค์กรว่าจะดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์ The New Era of Sustainable Business Underpinned by AI & Hybrid Cloud ที่มุ่งไปยังการสร้างธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

โดยจะโฟกัสใน 3 ส่วน คือ 1.การสร้างความร่วมมือ และการเป็นพันธมิตรอย่างยั่งยืน (Sustainable Partnership) กับคู่ค้า และลูกค้า 2.นำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน (Technology for Sustainable Business) และ 3.พัฒนาคนรองรับการพัฒนาธุรกิจ และประเทศอย่างยั่งยืน (Talent for Sustainable Growth)

“สิ่งที่ไอบีเอ็มมุ่งมั่นตลอดมากว่า 70 ปีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย คือการยึดความสำเร็จของลูกค้า และพันธมิตรเป็นสำคัญ ซึ่งการทำงานระหว่างเรากับคู่ค้าและลูกค้าจะเป็นลักษณะที่เรียกว่า โคครีเอชั่น ดังตัวอย่างในธุรกิจธนาคาร ที่เราได้นำเทคโนโลยีเข้าไปสนับสนุนระบบ และโครงการต่าง ๆ เช่น

ระบบหลักรองรับคอร์แบงกิ้ง และธุรกรรมหลายล้านรายการต่อวันมานานหลายทศวรรษของเคแบงก์ ล่าสุดนำ IBM Safer Payment เข้าไปช่วยให้ธนาคารตรวจจับการฉ้อโกงต่าง ๆ ทำให้มอนิเตอร์การชำระเงินหลายพันรายการต่อวินาที และป้องกันการทุจริตในการชำระเงินได้ทุกช่องทาง”

นอกจากนี้ยังร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม Open API กับธนาคารกรุงศรี เชื่อมต่อคู่ค้าในอีโคซิสเต็มของธนาคารเข้ากับบริการดิจิทัล อาทิ การเติมเงินวอลเลต โอนเงิน ชำระเงินผ่านมือถือ รีวอร์ด และสินเชื่อต่างๆ โดยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจระยะกลางปี 2564-2566 เป็นต้น

รวมถึงการร่วมกับเอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส (เออาร์วี) พัฒนาแพลตฟอร์ม National Digital Corporate Identity (NCID) ระบบพิสูจน์ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลระบบแรกในอาเซียน ช่วยองค์กรและธนาคารไทยดำเนินกระบวนการ KYC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วขึ้น

ด้านนายสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยี บริษัทเดียวกันเสริมว่า บริษัทมีเป้าหมายในการเข้าไปมช่วยลูกค้า และพันธมิตรวางโรดแมปเทคโนโลยี และธุรกิจ เพื่อพัฒนาระบบและเทคโนโลยีที่จะรองรับการเติบโต ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวในยุคของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบไอที และการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่การสร้างแพลตฟอร์มการให้บริการลูกค้าจะมีความสำคัญ

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงดิสรัปชั่นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โมเดลการทำธุรกิจ ระบบซัพพลายเชน ฯลฯ ส่งผลให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ ต้องมีการปรับตัวต่อเนื่อง และหนึ่งในกุญแจสำคัญด้านเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนธุรกิจในยุคดิจิทัล คือ ไฮบริดคลาวด์ และเอไอ

ปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่นสำคัญเพียง 25% ที่จัดเก็บอยู่บนคลาวด์ ขณะที่ผลการศึกษาระดับโลกของไอบีเอ็ม เมื่อปลายปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นถึงความต้องการขององค์กรธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงชัดเจน โดยไม่มีผู้บริหารไทยที่ตอบแบบสำรวจแม้แต่รายเดียวที่ระบุว่ายังใช้คลาวด์จากเวนเดอร์รายเดียว หรือยังใช้พับลิกคลาวด์อย่างเดียว

สิ่งนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยีไฮบริดคลาวด์ของไอบีเอ็ม ที่จะช่วยให้องค์กรเชื่อมโยงระบบและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่อยู่ภายในองค์กร (on-premise) บนพับลิกคลาวด์ และไพรเวตคลาวด์ได้อย่างไร้รอยต่อ หรือ Develop Once and Deploy Anywhere เพื่อให้เดินหน้าพัฒนา หรือปรับเปลี่ยนแอปพลิเคชั่นและระบบต่าง ๆ ได้รวดเร็ว

“โควิด-19 ทำให้การเปลี่ยนไปเป็นดิจิทัลสูงกว่า 10 สิบปีที่ผ่านมา หลัก ๆ ที่ลูกค้าต้องการ คือทำอย่างไรถึงจะปรับให้เร็ว และต้องยืดหยุ่น ทั้งในแง่บิสซิเนสโมเดล และเทคโนโลยี เพราะพฤติกรรมลูกค้า สภาพแวดล้อม และซัพพลายเชนต่าง ๆ เปลี่ยนไป ล่าสุดยังมีความเสี่ยงจากสงครามอีก ทุกธุรกิจต้องมีแอปพลิเคชั่น แอป คือธุรกิจ ธุรกิจคือแอป

ซึ่งต้องการอินฟราสตรักเจอร์, ซอฟต์แวร์ และสกิลใหม่ ๆ เพราะหลังโควิดคนไม่อยากกลับมาทำงานในสิ่งแวดล้อมแบบเดิมจึงเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรม เมื่อธุรกิจต่าง ๆ ต้องทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ในแต่ละองค์กรจะไม่มีแพลตฟอร์มเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอีกอย่าง คือ มีข้อมูลเพิ่มขึ้นมากมาย หลายธุรกิจต้องการใช้เดต้าเพิ่มขีดความสามารถ มีการนำเอไอมาใช้ จึงเป็นโอกาสของไอบีเอ็มในการเข้าไปช่วย”

และจุดแตกต่างที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันให้แต่ละองค์กรได้ คือความสามารถในการไขรหัส และมุมมองเชิงลึกที่ซ่อนอยู่ใน “ข้อมูล” มหาศาล และปีนี้ ไอบีเอ็มจะมุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีเอไอสำหรับธุรกิจ (AI for Business) ตั้งแต่อนาไลติกส์ ออโตเมชั่น AIOps เทคโนโลยีการคาดการณ์

และแจ้งเตือนการซ่อมบำรุงระบบ เป็นต้น พร้อมซีเคียวริตี้ระดับโลกจาก IBM Security เข้ามาสนับสนุนเพื่อให้องค์กรก้าวข้ามความท้าทายในการใช้และเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ ภายใต้ปัจจัยผันผวนรอบด้านที่กระทบธุรกิจ

สำหรับการพัฒนาคนในปีนี้ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จะวางแผนร่วมกับพันธมิตรเร่งสร้างและผลิตทรัพยากรบุคคลด้านไอที และดิจิทัล รองรับการเติบโตก้าวกระโดดของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในประเทศไทย ขณะเดียวกันยังจะสนับสนุนการสร้างทักษะที่จำเป็นในสองแนวทางหลัก คือ

1.ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ภายใต้โครงการ Academic Initiative หรือหลักสูตรการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยี อาทิ AI, Machine Learning, การใช้งานระบบเมนเฟรม เป็นต้น พร้อม Train the Trainer และส่งผู้เชี่ยวชาญของไอบีเอ็มเป็นวิทยากรให้ความรู้ และ 2.เดินหน้าโครงการ P-TECH สร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะเชิงบูรณาการ ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อให้ตรงความต้องการของภาคธุรกิจ ภายใต้หลักสูตร 5 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...