โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รอบชิงที่ใครแชมป์เหมาะสมเท่ากัน

Soccersuck

เผยแพร่ 27 ก.พ. 2565 เวลา 21.22 น. • Soccersuck

ก่อนจะเข้าเนื้อหาใดๆผมขอ standing ovation ปรบมือสดุดีให้ทั้ง เชลซี และ ลิเวอร์พูล ที่ช่วยกันขีดเขียดประวัติศาสตร์รอบชิงที่น่าจดจำเกมหนึ่งเอาไว้ร่วมกัน
การลากสังขารหาผู้ชนะด้วยการยิงจุดโทษเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเกมที่เปิดแลกตลอด 120 นาทีจนแฟนบอลเครียดไปตามๆกัน
ยอมรับว่าในฐานะ เดอะ ค็อป ผมถอดใจและเผื่อใจแพ้ไว้ที่ราวๆ 60% หลังเห็น โธมัส ทูเคิ่ล ส่ง เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ลงมาเพื่อดวลจุดโทษ
มันเป็นจิตวิทยาขู่นักเตะ “หงส์แดง” ทุกคนเพราะนายทวารวัย 27 ปีเก่งในเรื่องการอ่านหน้าเท้าเซฟจุดโทษจนช่วย เชลซี คว้าแชมป์ ซูเปอร์ คัพ เมื่อปีที่แล้ว
ผมเชื่อว่าตัวนักเตะเองก็อยากแก้ตัวหลังเคยดราม่าขัดคำสั่ง เมาริซิโอ ซาร์รี่ อดีตผู้จัดการทีมที่รอเปลี่ยน วิลลี่ คาบาเญโร่ ลงดวลจุดโทษกับ แมนฯซิตี้ ในรายการเมื่อปี 2019 นี้ก่อนแพ้ไปในที่สุด
แต่ผิดแผนตรงที่ว่าการยิงจุดโทษยืดเยื้อจนถึงคิวผู้รักษาประตู กลายเป็นว่า เกป้า ตกเสียเปรียบทันทีเนื่องจาก “ลูกหมี” ควีวิน เคลเลเฮอร์ เคยเป็นกองหน้ามาก่อน(ตอนอายุ 14) ซึ่งแน่นอนเล่นบอลด้วยเท้าดีกว่าอยู่แล้ว (แถมถนัดทั้ง 2 ข้างอีกต่างหาก) และที่สำคัญที่สุดน้องแกยิงเข้าไปก่อนด้วย
ดังนั้นความกดดันที่ต้องยิงเข้าเพื่อต่อชีวิตกับตำแหน่งผู้รักษาประตู (ที่งานหลักคือใช้มือ) จึงเป็นเรื่องที่ขออะไรมากกว่านี้ก็ไม่ได้และคงกล่าวโทษอะไรไม่ได้เช่นกัน
โดยส่วนตัวผมคิดว่าหาก เกปา ยิงจุดโทษเข้าแล้วยื้อกันไปเรื่อยๆฝั่งที่ได้เปรียบน่าจะเป็น “สิงห์บลู” เพราะ เคลเลเฮอร์ โดนหลอกง่ายมาก พุ่งแบบเข่าอ่อนหลงทางแทบทุกลูก
เมื่อผลลัพท์ออกมาเช่นนี้ เกปา อาจต้องใช้เวลา “ฮีล” ตัวเองอีกพักใหญ่เพราะปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าอีกนัยนึงอดีตประตู แอธเลติก บิลเบา ลงสนามมามอบแชมป์ให้ “หงส์แดง”
แต่หากย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเวลาปกติ นี่คือเกมที่ฝืนธรรมชาติเอามากๆที่จบลงด้วยผลเสมอ 0-0 ในเกมที่แลกกันจนคนดูเหนื่อยตลอด 120 นาที
แฟนบอลอาจได้นอนไวไม่เป็นภาระสภาพร่างกายไปนานแล้วหาก เมสัน เมาท์ เปลี่ยนโอกาส 2 ครั้งจะแจ้งให้เป็นประตู ขี้หมูขี้หมาก็ต้องมีซักลูกจากจังหวะหลุดล้ำหน้าไปดวลเดี่ยลในนาที 49 คือยิงกี่ครั้งมันต้องเป็นประตูแล้ว
รวมไปถึงการเช็ก VAR ประตูของ โรเมลู ลูกากู ในนาที 98 ต้องบอกว่าเป็นช็อตกระชากวิญญาณ เดอะ ค็อป จริงๆเพราะดูครั้งแรกยังไงก็ไม่ล้ำ ลูกนี้ถ้าขึ้นเส้นเขียวคือ “สิงห์บลู” แชมป์แน่ๆครับในสภาพทั้ง 2 ทีมแทบหมดแรงกันแล้ว
ชื่อของ เมนดี้ กำลังเป็นประเด็นที่แฟนบอลเอามาถกกันหลังเกมเพราะวันนี้แกลงยันต์ช่วยชีวิตทีมเอาไว้ได้แบบเหลือเชื่อจริงๆไม่ว่าจะลูกนอนเซฟจ่อๆของ ซาดิโอ มาเน่ ในนาที 30, ปัดลูกโหม่ของ เวอร์กิล ฟาน ไดคจ์
ในความเป็นจริงแล้ว “หงส์แดง” ต่างหากที่มีโอกาสสวยๆนับครั้งได้คือนอกจาก 2 จังหวะข้างต้นที่ได้กล่าวไปแล้วก็มีลูกโหม่งของ โจเอล มาติ๊ป ที่ถูก VAR ริบ
ส่วน openplay อื่นๆที่นึกไวๆเป็น หลุยส์ ดิอาซ ที่วันนี้เล่นดีสุดใน 3 ตัวบน (หลุดไปยิงกะให้ลอดดาก เมนดี้) ตรงกันข้ามกับ โม ซาลาห์ ที่ถูก อันโตนิโอ รูดิเกอร์ เก็บใส่กระเป๋าหายจ้อย ได้บอลน้อยมาก ยิ่งเล่นยิ่งหมดความมั่นใจ เลี้ยงบอลกระเด้งกระดอน
เมื่อดาวซัลโวและตัวแบกเล่นไม่ออก ตัวที่จะยิงก็แทบนับชื่อได้ว่าจะมีใครบ้าง ตัวรองลงมาที่ยิงเยอะที่สุดอย่าง ดิโอโก้ โชต้า ก็ไม่เต็ม 100 นั่งสำรอง
ในเกมที่ใช้พละกำลังเยอะๆแบบนี้น่าเสียดายที่ ธิอาโก้ เจ็บตอนวอร์ม (ถึงขั้นร้องไห้) ทำให้วิชั่นการจ่ายบอลขวางและเปลี่ยนรุกเป็นรับไวๆไม่มีเลย
แถมทิ้งช่องโหว่ตรงแดนมิดฟิลด์ซึ่ง นาบิล เกอิต้า เข้าบอลหลวมและช้าทำให้ถูกวางบอลข้ามหนีล้ำหน้าเหนื่อยแบ็คโฟว์หลายต่อหลายหน
การเชียร์ “หงส์แดง” ยุคนี้คุณต้องเหนื่อยมากครับกับการมานั่งลุ้นว่าจังหวะหลุดของตัวรุกฝั่งตรงข้าม “ล้ำหรือไม่ล้ำ” แม้ % ไม่ล้ำมีมากกว่าแต่ถ้าล้ำคือหลุดถึงประตูซึ่ง “ลูกหมี” ยังอ่านเกมออกมาไม่เร็วเท่า อลิสซอน
แท็คติกส์ของ ทูเคิ่ล จะมาเหมือนกันทั้ง 2 ครึ่งคือต้นครึ่งแรกและครึ่งหลังจะให้เด็กๆเพรสสูงทำให้ “หงส์แดง” ขึ้นเกมลำบาก
พอผ่านไปซักระยะจะเริ่มถอยร่นเพื่อ “ล่อ” ให้เซนเตอร์ ลิเวอร์พูล ดันกินแดนขึ้นมาแล้วอาศัยตัวไวๆสวนกลับด้วยการวางยาว
การส่ง ติโม แวร์เนอร์ และ ลูกากู ลงมาพร้อมกันคือการวัดใจเพื่อนรักชาวเยอรมันที่อีก 6 นาทีต่อมาจึงต้องรีบเปลี่ยนเอา “ท่านรอง” เจมส์ มิลเนอร์ มาแทน เกอิต้า เพื่อชะลอกลางแทบจะทันที
ครับ การได้ถ้วยเล็กสุดใน 3 ใบมันเหมือนไม่ยิ่งใหญ่อะไรแต่ดูจากการห้ำหั่นกันของทั้ง 2 ทีมบอกในตัวเองแล้วนะครับว่ายุคนี้ที่เป็นเงินเป็นทองกันไปหมดแล้ว การครองพื้นที่สื่อโซเชี่ยลเป็นการตลาดที่ทำเงินที่ดีที่สุด
เงินรางวัลรายการนี้พูดตรงๆก็คือเศษเงินสมัยนี้ไปแล้วครับคือแชมป์ได้แค่ 100,000 ปอนด์ รองแชมป์แค่ 5 หมื่น (แชมป์ เอฟเอ คัพ 1.8 ล้านปอนด์)
แต่อย่างที่บอกครับทีมที่ลงทุนเพื่อคว้าแชมป์มันมากหน้าหลายตาเพิ่มขึ้นทุกปีแต่จำนวนโทรฟีย์แชมป์มันจะอยู่เท่าเดิมไปตลอด ทุกๆรายการจึงสำคัญเอามากๆ
แม้กระทั่ง คอมมูนิตี้ ชิลด์ หรือ ชาริตี้ ชิลด์ ในชื่อเดิมที่เมื่อก่อนจะขนเด็กลงสนาม ปรองดองถึงขนาดให้ครองแชมป์ร่วมกันแต่สมัยนี้ต่างแย่งกันเพื่อ “เจิม” ไว้ในตู้เก็บในสโมสรกันทั้งนั้น
ในแง่ของจิตวิทยาผมเชื่อว่าจะส่งผลดีภายในทีม “หงส์แดง” ที่เหมือนถูกระตุ้นให้กระหายในการไล่ล่าอีก 3 แชมป์ที่เหลือเพราะพวกเขาเป็นทีมเดียวที่ยังได้ลุ้นแชมป์ 4 รายการ
สำหรับ “สิงห์บลู” ในฐานะแชมป์สโมสรโลกพวกเขาสามารถเดินออกจากสนามโดยไม่ต้องก้มหน้าหรือหลบซ่อนสายตาใดๆ ทุกๆหยาดเหงื่อในเกมนี้แฟนบอลทุกคนล้วนแล้วมีแต่ความภาคภูมิใจครับ…
สถิติ สถิติ สถิติ

เยอร์เก้น คล็อปป์ คว้าแชมป์รายการที่ 10 ในอาชีพผู้จัดการทีมโดย 5 กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (บุนเดสลีกา 2, เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ 2 และเดเอฟเบ โพคาล) อีก 5 กับ ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก, แชมเปี้ยนส์ลีก, ซูเปอร์คัพ, สโสมรโลก และล่าสุด ลีก คัพ)

“หงส์แดง” คว้าแชมป์ ลีก คัพ เป็นสมัยที่ 9 แซงหน้า แมนฯซิตี้ ที่ได้ 8 สมัยไปเรียบร้อยแล้ว

การเอาชนะดวลจุดโทษ 10-11 ของ ลิเวอร์พูล เหนือ เชลซี เป็นสถิติยิงจุดโทษสูงที่สุดของสโมสรใน อังกฤษ

นี่เป็นครั้งแรกที่ 2 ผู้จัดการทีมมาจากชาติเดียวกันใน ลีก คัพ นับตั้งแต่ปี 2012 (เคนนี่ ดัลกลิช vs มัลกี้ แม็คเคย์)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...