โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

“ขายข้าวเขียว” ย้อนดูวิถีชีวิตชาวนาภาคอีสานยุคสงครามเย็น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 มิ.ย. 2567 เวลา 07.48 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2567 เวลา 04.50 น.
รูปข้าวประกอบ

“ขายข้าวเขียว” ผู้ที่ไม่คุ้นกับการปลูกข้าวทำนาอาจแปลกใจว่าคืออะไร เพราะปกติแล้วการขายข้าวมักจะขายในช่วงที่รวงข้าวเป็นสีเหลืองทอง แต่สำหรับชาว อีสาน บางส่วนแล้ว บางช่วงพวกเขาต้อง ขายข้าวสีดังกล่าว เพื่อหาเงินมาประทังชีวิตให้รอด

“ขายข้าวเขียว” เป็นคำเปรียบเปรยถึงการกู้เงินอย่างหนึ่งซึ่งแพร่หลายอย่างมากในภาค อีสาน โดยชาวนาจะนำ “นาข้าว” ของตนเองที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ไปขายให้พ่อค้าเพื่อนำเงินมาใช้ก่อน และเมื่อถึงเวลาก็ต้องจ่ายคืนเป็นข้าวหรือเงินสด

เหตุผลที่ชาวนาจำนวนมาก “ขายข้าวเขียว” อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ความไม่แน่นอน” ของวิถีชีวิตชาวนา เพราะการทำนาต้องใช้เวลา 3-4 เดือน ระหว่างนั้นก็จำเป็นต้องมีเงินมาใช้จ่าย พวกเขาจึงเลือกจะนำผืนนาไปเป็นหลักประกันในการกู้เงิน

จากงาน หมู่บ้านอีสานยุค “สงครามเย็น” : สังคมวิทยาของหมู่บ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สุเทพ สุทรเภสัช ได้วิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้ชาวนาต้องขายข้าวดังกล่าวไว้ 4 ข้อใหญ่ ๆ คือ

  • มีที่นาน้อย แต่ครอบครัวขนาดใหญ่ไม่สามารถผลิตข้าวได้พอเลี้ยงสมาชิกครอบครัวได้ตลอดปี

2. เกิดความจำเป็นโดยรีบด่วนที่จะต้องใช้เงิน เป็นต้นว่า เจ็บป่วย หรือจำเป็นต้องสร้างหรือซ่อมบ้านเรือนในฤดูแล้ง แต่ไม่มีเงินพอ

3. อยากได้สัตว์ไว้ใช้งาน เพราะในฤดูแล้งวัวควายราคาถูก ต้องการซื้อไว้ใช้ในหน้านา แต่เงินไม่พอจึงต้องยืมนายทุนก่อน โดยขายข้าวเขียว

4. จำเป็นต้องกู้เงินใช้เพราะเสียการพนัน ข้อนี้มีจำนวนน้อยกว่าความจำเป็น 3 ข้อแรก

วิธีการซื้อ-ขายข้าวดังกล่าว จะเป็นพ่อค้าที่เข้าไปหาชาวนาเพื่อตกลงซื้อขายกันก่อนบริเวณลานนวดข้าว เนื่องจากต้องนำเกวียนของตนเองไปแบกขนของกลับมาขายให้โรงสีต่อ ซึ่งการซื้อขายดังกล่าวจะไม่มีราคามาตรฐาน เนื่องจากการขายข้าวเขียวถือได้ว่าเป็นการกู้เงินอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อขายจะตกลงกันว่าอย่างไร หากสนิทชิดเชื้อกันก็จะได้ราคาสูง

การขายข้าวเขียวนั้น หากขายในช่วงต้นปีจะได้ราคาต่ำกว่าปลายปี ซึ่งเป็นไปตามหลักการกู้ เพราะถ้าชาวนาขายข้าวเขียวตั้งแต่ต้นปี ก็จะมีระยะเวลาในการคืนมากกว่าคนที่ขายข้าวเขียวช่วงปลายปี ซึ่งใกล้จะเก็บเกี่ยวแล้ว ทำให้พ่อค้าต้องซื้อข้าวช่วงต้นปีในราคาที่ถูกกว่า เพื่อได้กำไรที่มากกว่า

ด้านการคืน ชาวนาสามารถคืนเงินที่กู้มาจากพ่อค้าได้ทั้งในรูปแบบข้าวหรือเงิน โดยคิดจากราคาข้าวเปลือกขณะทำการซื้อขายเป็นหลัก อย่างที่ สุเทพ อธิบายไว้ว่า

“การส่งคืนข้าวเขียวนั้น ไม่จำเป็นจะต้องส่งคืนเป็นข้าว มีจำนวนมากเหมือนกัน (ครึ่งต่อครึ่ง) ที่ส่งเป็นเงินสด แต่การส่งคืนเป็นข้าวหรือเงินสดก็ตาม ก็ต้องคิดจากราคาข้าวเปลือกในขณะที่ขายข้าวเขียวนั้น เช่น ขายข้าวเขียวเป็นเงิน 100 บาท ในราคาแสน [แสนเป็นหน่วยนับ 1 แสนเท่ากับ 120 กิโลกรัม] ละ 50 บาท ในขณะที่ราคาขายข้าวเปลือกในเวลานั้นแสนละ 80 บาท เวลาส่งเงินคืนก็ต้องคืน 160 บาท เป็นต้น”

การขายข้าวเขียว จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นของชาวนา โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศไม่ส่งผลให้ผลผลิตเติบโตได้เท่าที่ควร อย่างใน พ.ศ. 2507 ข้าวเขียวเพียงหมู่บ้านเดียวถูกขายแก่พ่อค้าคนกลางไปถึง 100,000 กิโลกรัมเลยทีเดียว สะท้อนให้เห็นว่ามีชาวนาภาคอีสานจำนวนไม่น้อยที่ต้องขายข้าวดังกล่าวเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ขายข้าวเขียว” ถึงถูกเรียกแทนคำว่า “ขายข้าวเหลือง” เพราะชาวนาไม่มีโอกาสรอเวลาให้ถึงวันที่รวงข้าวของพวกเขาเป็น “สีเหลืองทอง”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุเทพ สุทรเภสัช. หมู่บ้านอีสานยุค “สงครามเย็น” : สังคมวิทยาของหมู่บ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2544.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ขายข้าวเขียว” ย้อนดูวิถีชีวิตชาวนาภาคอีสานยุคสงครามเย็น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...