ภูเก็ตบูม! “ล่องเรือหรู” ไลฟ์สไตล์มาแรง ดัน “ท่าจอดเรือ” รับทรัพย์ อยากจะเป็น “ฮับ” ต้องแตกต่าง
หากจะเอ่ยว่า “ภูเก็ต” เป็นบ้านหลังที่สองของชาวต่างชาติ ก็คงไม่ผิดเพี้ยน เพราะนอกจากจะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันเข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น จำนวนคนที่พำนักพักอาศัยในระยะยาว และกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการจองห้องพัก-โรงแรม ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตก็ดูเหมือนกับว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบิน ค่าครองชีพ อสังหาริมทรัพย์ร้อนแรงไม่แพ้กรุงเทพฯ เลยก็ว่าได้ จนทำให้ใครๆ ต่างก็ขนานนามว่า เมืองไข่มุกแห่งอันดามัน สวยตรึงใจระดับ World Class“ไม่เริด ไม่ไฮ ไม่มีเงิน เที่ยวภูเก็ตไม่ได้นะจ๊ะ”
ทั้งนี้ข้อมูลตัวเลขนักท่องเที่ยว 2 เดือนแรกของปี 2567 จาก ท่าอากาศยานภูเก็ต ระบุว่า มีนักท่องเที่ยวเข้าภูเก็ตแล้ว 1,036,667 คน เติบโตจากจากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า 27% ซึ่ง 10% ของจำนวนนี้เดินทางมายัง รอยัล ภูเก็ต มารีน่า โดยเป็นต่างชาติ 98% รัสเซียเป็นอันดับหนึ่งตามมาด้วย USA และจีน ส่วนอีก 2% คือนักท่องเที่ยวชาวไทย
นั่นจึงทำให้ ผู้พัฒนารายใหญ่จากกรุงเทพฯ และในพื้นที่ต่างพากันเปิดตัวโครงการใหม่กันอย่างคึกคัก และหลายโครงการสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว นั่นจึงทำให้ใครๆ ต่างก็หมายปองที่จะเข้ามาปักธงชิงทำเลทอง ยึดหัวหาดสร้างพอร์ตรายได้
แต่กระนั้นการที่จะเข้าไปแข่งขันในสมรภูมินี้เห็นจะไม่ง่ายนัก เพราะมีนักพัฒนาที่ดินท้องถิ่นรายใหญ่ๆ ประกอบกับเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์หลายราย ต่างจับจองทำเลฮอตไปแล้วทั้งสิ้น หากไม่มีดีอยู่พอตัว ก็คงจะต้องอาศัยของที่มีอยู่ในมือ เพื่อสร้างความแตกต่างและช่วงชิงกำลังซื้อนั้นมาให้ได้
“ฮับ” ของคนปรารถนาความลักชัวรี่
โอกาสนี้ #Thairath Money ได้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กูลู ลัลวานี” เจ้าพ่อแห่ง รอยัล ภูเก็ต มารีน่า (RPM) ท่าจอดเรือยอชต์ชั้นนำ ที่เปรียบเสมือนประตูสู่อ่าวพังงาและทะเลอันดามันลัลวานี ฉายภาพว่า รอยัล ภูเก็ต มารีน่า มีพื้นที่ทั้งหมด 185 ไร่ มูลค่าที่ดิน อยู่ที่ 6,400 ล้านบาท โดย RPM มีเกาะอยู่รอบๆ กว่า 32 เกาะ เสมือนเป็นฮับของภูเก็ตเลยก็ว่าได้
ซึ่งนอกจากจะมีบริการที่จอดเรือแล้ว ยังมีที่พักระดับ 5 ดาว ตั้งแต่อพาร์ตเมนต์ เพนต์เฮาส์ ไปจนถึงวิลล่าและอวามิเนียม (ที่พักพร้อมท่าจอดเรือส่วนตัว) โดยแบ่งสัดส่วนเป็น ท่าจอดเรือ 60% โดยมีที่จอดเรือมากถึง 250 ลำ, เรสสิเดนท์ 30% และ 20% เป็นรีเทลที่มีออฟฟิศ ธุรกิจเรือ และร้านอาหาร โดยตอนนี้เรสสิเดนท์นั้น Sold out หมดแล้ว มีบางยูนิตที่เป็น Resale ซึ่งตอนนี้ผู้ที่อยู่อาศัยรวมๆ 6 พูลวิลล่า ราคาเริ่มต้นที่ 165 ล้าน ส่วนคอนโดฯ 81 ห้อง เริ่มต้นที่ 154 ตารางเมตร เริ่มต้นที่ 13.5 ล้านบาท ไปจนถึง 872 ตารางเมตร ที่เป็นเพนต์เฮาส์ ทั้งนี้ในพื้นที่แห่งนี้มีการพัฒนาเพียงแค่ 30% แต่ยังเหลืออีก 70% ที่ยังรอรับการพัฒนา
ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการต่อวันจะอยู่ที่ 1,800-2,000 คน แบ่งเป็นกรุ๊ปทัวร์ และ FIT ปัจจุบันมีบริษัททัวร์ พาร์ตเนอร์ 8 บริษัท ส่วน Yacht Charter Business มี 3 ราย
“เรือ” อีกเทรนด์หนึ่งของตลาดลักชัวรี่มาแรง !
“ผู้ประกอบการธุรกิจเรือมีกำลังจ่าย เนื่องจากมีค่าจอด ค่าบำรุงรักษา ทำให้เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเรือถือเป็นลักชัวรี่โปรดักต์ที่ไม่มีภาษีนำเข้า ไม่เหมือนซุปเปอร์คาร์ และ 4-5 ปีที่ผ่านมีคนไทยนำเข้ามามากขึ้น โดยเรือทั้งหมดใน RPM 50% คนไทยเป็นเจ้าของ”
ทั้งนี้ค่าจอดเรือของ RPM ถือได้ว่าราคาถูกสุดเมื่อเทียบกับในภูมิภาคอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง ที่ราคาเหยียบล้าน เพราะราคาที่ดินแพง ขณะที่ RPM เริ่มต้นเพียงหลักแสน ทั้งนี้ท่าเรือที่ภูเก็ตมีทั้งหมด 6 แห่ง แบ่งเป็นของเอกชนและภาครัฐ
ทำให้ ลัลวานี เริ่มมองเห็นทิศทางที่จะไปต่อได้ จึงได้มีการวางแผนที่จะขยายโครงการเพิ่มขึ้น โดยใน ปี 67 จะเริ่มก่อสร้างพื้นที่โรงแรม คาดว่า 300-400 ห้อง ในระดับ 5 ดาว โดยเป็นลักษณะของพูลวิลล่าที่มีท่าจอดเรือเป็นของตัวเอง รวมทั้งพัฒนาบอร์ดวอล์ก สู่การเป็นไลฟ์สไตล์เดสติเนชัน และจะใช้เงินลงทุนในเรื่องของวิลล่า และโรงแรมอีก 1.5 พันล้านบาท ที่จะลงทุนในอนาคต เฟส 5 อยู่ที่ระยะเวลา 2 ปีโดยประมาณ ซึ่งคาดว่าในเดือนตุลาคมจะมีการประกาศแผนอย่างเป็นทางการ
“ไลฟ์สไตล์เดสติเนชัน จิ๊กซอว์ยังไม่ครบ จะเป็นการเติมแม็กเนส ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยปรับเปลี่ยนทางเข้า เพิ่ม F&B ภายในสิ้นปี 67 จากมีแค่ 2-3 ยูนิต จะเพิ่มเป็น 29-30 ยูนิต ความตั้งใจคืออยากมีร้านอาหาร เอาต์เล็ตโดยรอบบอร์ดวอล์ก เพราะห้องอาหารที่ดีกระจุกตัวที่บางเทาเป็นหลัก ดังนั้นจึงอยากจะเนรมิตเป็นไลฟ์สไตล์เดสติเนชัน ส่วนขนาดก็ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการ ซึ่งน่าจะเป็นฮับใหม่ในการ Check-in point โดยคาดว่าจะเป็นการนำร้านจากกรุงเทพฯ สิงคโปร์ ฮ่องกง มารวมไว้ที่นี่”
เทรนด์ "ยั่งยืน" มาแรง ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
ทั้งหมดนี้จะทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตใน RPM จะเปลี่ยนไป นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาในนี้ได้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จากการที่นักท่องเที่ยวมักจะใช้เวลาอยู่ที่ภูเก็ตประมาณ 2 อาทิตย์ ส่วนค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 6-7 พันบาท เน้น Entertainment เป็นหลัก ขณะที่การใช้จ่ายใน RPM อยู่ที่ราว 4 พันบาทต่อคน
ทั้งนี้ ลัลวานี ยังได้บอกอีกว่า รอยัล ภูเก็ต มารีน่า ไม่เพียงแต่เป็นท่าจอดเรือระดับลักชัวรี่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นท่าเรือปลอดคาร์บอนแห่งแรกของเอเชีย ซึ่งที่ผ่านมาได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนอาคารที่จอดเรือในร่ม สามารถจ่ายพลังงานได้มากกว่า 40% ต่อวัน แต่ในอนาคตจะมีการขยายเป็น 100% นอกจากนี้ยังมีแนวทางที่จะลดใช้ขวดพลาสติกในกิจกรรมการเดินเรือทุกประเภท หากสำเร็จจะสามารถช่วยลดขวดพลาสติกไปได้ราวๆ 4 ล้านขวดต่อปี เพื่อจุดมุ่งหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และ Net Zero ในปี 2608
“เพราะเทรนด์นักเที่ยวเริ่มเปลี่ยนสู่อีโคมากขึ้น ดังนั้นภูเก็ตยังไปได้อีกมากทั้งเที่ยวบิน และเศรษฐกิจ ฉะนั้นเรื่องของ “ความยั่งยืน” จะเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กสำคัญที่นอกจากเพื่อเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยเรื่องสังคมได้อีกด้วย” ลัลวานี กล่าวทิ้งท้าย
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภูเก็ตบูม! “ล่องเรือหรู” ไลฟ์สไตล์มาแรง ดัน “ท่าจอดเรือ” รับทรัพย์ อยากจะเป็น “ฮับ” ต้องแตกต่าง
ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath