โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ราคาทองคำจะไปหยุดที่ตรงไหน? ทองไทย-ทองโลกพุ่งทำ All-Time High สูงสุดเป็นประวัติการณ์

Thairath Money

อัพเดต 08 มี.ค. 2567 เวลา 16.37 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2567 เวลา 16.15 น.
ภาพไฮไลต์

ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ปีมังกรทอง 2567 ราคาทองคำทั้งในตลาดโลกและราคาทองคำในประเทศ ได้ขยับปรับตัวในทิศทางขาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยขึ้นมาสร้างตำนาน ทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) นับตั้งแต่มีตลาดซื้อขายทองคำกันในโลก และที่สำคัญย่างเข้าปีนี้มาเพียง 2 เดือนกว่าๆ เท่านั้นราคาทองคำตลาดโลกและราคาทองคำในประเทศได้ทำ All-Time High อย่างต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง โดยล่าสุด ณ คืนวันที่ 8 มี.ค. 2567 ราคาทองคำโลก Gold spot ทะยานขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 2,185 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่งในประเทศขายออกอยู่ที่ 36,350 บาท ต่อน้ำหนัก 1 บาททองคำ

ทั้งนี้ หากโฟกัสเข้ามาจะเห็นว่า ไทม์ไลน์ของราคาทองในประเทศ ได้ส่งสัญญาณการขยับปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. 2567 ที่ราคาทองแท่งในประเทศขึ้นมาแตะที่ 34,550 บาท จากนั้นได้ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องแทบทุกวันทำการ และปรับขึ้นอย่างร้อนแรงจนสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดในวันเสาร์ที่ 2 มี.ค. ที่กราฟผงกหัวขึ้น ดันราคาทองในประเทศทะยานทะลุ 35,000-35,200 บาทขึ้นมา และสัปดาห์ที่ผ่านมายังขึ้นแรงไม่หยุด ขึ้นมายืนสูงสุดอยู่ที่ 36,350 บาท ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับราคาทองตลาดโลก ที่ล่าสุด All-Time High แตะ 2,185 ดอลลาร์สหรัฐ

เศรษฐกิจหด-ลดดอกเบี้ยดันทองขึ้น

เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ราคาทองคำตลาดโลก ทะยานร้อนแรงขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้

ด้านปัจจัยพื้นฐานแน่นอนว่ามาจากข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอและต่ำกว่าที่ตลาดคาด ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดมีความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งแถลงการณ์รอบครึ่งปีของ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ต่อสภาสูง (senate) ยังย้ำถึงการลดดอกเบี้ยเช่นเดิมขณะที่สหรัฐฯ ยังมีหนี้สาธารณะที่สูงมากทำให้ต้องยิ่งลดดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้รัฐบาลถังแตกมากไปกว่านี้ โดยล่าสุดตลาดคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้

นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2565-2566) ธนาคารกลางทั่วโลกได้เข้าซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อปี

ที่สำคัญปัจจัยที่มีผลต่อความผันผวนและความร้อนแรงของราคาทองคำโลกรอบนี้ คือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามอิสราเอล-ฮามาสและวิกฤติทะเลแดง ยังไม่นับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งนำไปสู่กระแส “De-dollarization” ทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น

สงครามอิสราเอล-ฮามาสร้อน! ทองทะยาน

โดยเฉพาะประเด็นสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่กำลังทวีความตึงเครียด โดยสมาชิกคณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอลเตือนกลุ่มฮามาสว่า หากไม่ปล่อยตัวประกันในฉนวนกาซาทั้งหมด ภายในวันที่ 10 มี.ค. 2567 กองทัพอิสราเอลจะบุกโจมตีเมืองราฟาห์ภาคพื้นดินทันที ซึ่งวันที่ 10 มี.ค. นั้น จะตรงกับวันรอมฎอนของชาวมุสลิม หากเกิดขึ้นจริง น่าจะสร้างความไม่พอใจกับประเทศอาหรับ ที่จะทำให้สงครามบานปลายขยายวงความรุนแรงออกไปอีก จะยิ่งกดดันให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นไปอีก แม้จะมีความพยายามให้มีการเจรจายุติสงคราม ล่าสุดอิสราเอลขีดเส้นตายให้ฮามาส บอกชื่อตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่มาก่อน จึงจะเข้าสู่พื้นที่การเจรจา หากฮามาสยังดื้อดึงก็พร้อมโจมตีระลอกใหญ่!!

ลุ้นทองไทยแตะบาทละ 37,000-38,000 บาท

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ราคาทองคำจะพุ่งไปสุดแล้วจะหยุดที่ตรงไหน ซึ่ง "จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี" นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่าช่วงนี้ราคาทองคำในประเทศเพิ่มขึ้นไม่หยุด เป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาทองคำโลกแต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมา ได้ช่วยกดให้ราคาทองในประเทศปรับตัวขึ้นจำกัด มองแนวต้านของราคาทองคำระยะสั้นไว้ที่บาทละ 38,000 บาท แนะนำเก็งกำไรขาขึ้น

สอดคล้องกับ "นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ" ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS) ที่มองแนวต้านราคาทองอยู่ 38,000 บาท แนะเข้าซื้อเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลง

ด้าน "ธนรัชต์ พสวงศ์" ซีอีโอ กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง กรุ๊ป ชี้ว่า เงินบาทก็มีผลกระทบกับราคาทองในประเทศปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเงินบาทที่ปีนี้จากต้นปีอ่อนค่าลง 1.20 บาท มีผลบวกกับราคาทองในประเทศราว 1,100 บาท แต่ขณะนี้เงินบาทเริ่มทรงตัวและแข็งค่าขึ้นมาช่วยให้ราคาทองคำปรับขึ้นได้จำกัด

หากวันที่ 10 มี.ค. เกิดการโจมตีที่รุนแรงของอิสราเอล โอกาสราคาทองคำน่าจะดีดขึ้นไปได้อีกแน่นอน แต่ก็จะเป็นโอกาสให้มีแรงขายทำกำไร ก็อาจทำให้ราคาทองอ่อนตัวลงมาได้บ้าง ระยะสั้นให้เป้าหมายของราคาทองตลาดโลกที่ 2,000-2,250 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองแท่งในประเทศอยู่ที่ 37,000-37,500 บาท แนะนำคนที่มีทองอยู่แล้วให้ถือไว้ก่อนยังไม่ต้องรีบขาย เพราะมองระยะสั้นและระยะยาวทองยังขยับขึ้นได้อีก แต่ระยะสั้นยังต้องติดตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางใกล้ชิด

"ช่วงที่ราคาทองคำขยับและทะยานขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนั้น พบว่านักลงทุนเข้ามาซื้อมากกว่าขายออก เพราะส่วนใหญ่ยังมองว่าราคาทองมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก จึงเข้ามาซื้อมากกว่าที่จะขายออกทำกำไร สำหรับคนที่มีทองคำ แนะนำถือต่อไป (Let Profit Run) ยังไม่ต้องรีบขาย"

ซิตี้แบงก์เคาะทองโลกไปดาวอังคาร 3,000 ดอลล์/ออนซ์ ปี 68

ขณะที่มุมมองของบรรดากูรูสำนักต่างประเทศนั้น ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์จากธนาคารซิตี้แบงก์ Aakash Doshi หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของซิตี้แบงก์เคยออกมาคาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจพุ่งแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐ (de-dollarization), ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง ซึ่งขณะนั้น ราคาทองคำอยู่ที่ 2,016 ดอลลาร์/ออนซ์ มองว่ามีแนวโน้มพุ่งขึ้นไปได้อีก 50% หากธนาคารกลางประเทศต่างๆ เพิ่มปริมาณการซื้อทองคำเข้าคลังสำรอง รวมถึงการเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนักทั่วโลก

ทีมนักวิเคราะห์ซิตี้แบงก์ ยังมองว่า “ปัจจัยที่อาจทำให้ราคาทองคำแตะระดับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ได้มากที่สุด คือ การเร่งกระบวนการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์ (de-dollarization) ให้เร็วขึ้นในกลุ่มธนาคารกลางของประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤติความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และอาจเพิ่มปริมาณการซื้อทองคำของธนาคารกลางเป็นสองเท่า”

อีกปัจจัยที่จะหนุนให้ราคาทองคำแตะ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ คือเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างหนัก ที่อาจหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็ว

ด้าน JP Morgan เคยออกบทวิเคราะห์ เมื่อช่วง ม.ค. 2567 คาดว่าราคาทองคำจะแตะ 2,175 ดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาส 4 ปีนี้ และจะทำ All-Time High ที่ 2,300 ดอลลาร์ในไตรมาส 3 ปีหน้า!!

ทองไทยจะไป 44,500 บาท!!!!

ผู้เขียน "ตัวจี๊ดสนามข่าว" เห็นราคาทองคำโลก ที่ซิตี้แบงก์เคาะว่าจะพุ่งไปดาวอังคาร 3,000 ดอลลาร์/ออนซ์ในปี 2568 จึงได้ไปสอบถามความเห็นของพี่ๆ กูรูทองคำหลายท่าน จึงทราบว่า ได้เคยมีการประเมินราคาทองคำ แต่เป็นการประเมินด้านเทคนิคไว้ที่ราคาเดียวกันนี้มาแล้วเช่นกัน

โดยกราฟเทคนิคจะเป็นเหมือนรูปถ้วยกาแฟ ท่านอธิบายว่า คือก่อนที่ราคาจะขึ้นทะยานไปถึงดาวอังคาร 3,000 ดอลลาร์ นั้นอาจต้องใช้เวลานานหลายปี เพราะมันจะต้องร่วงลงมาหนักๆ นิ่งๆ หลายขยัก ก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปได้ แต่ที่ซิตี้แบงก์ให้เหตุผลปัจจัยหนุนดันราคาล้วนเป็นเรื่องของปัจจัยพื้นฐานล้วนๆ หากเกิด 3 ปัจจัยหลักที่ว่า ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้!!

ว่าแต่ว่า ถ้าราคาทองโลกทะยานไปถึง 3,000 ดอลลาร์ แล้วราคาทองคำสยามประเทศจะขึ้นไปอยู่ตรงไหน จึงขอให้พี่กูรูช่วย คิดคำนวณ ดีดลูกคิด เคาะเครื่องคิดเลขแล้วได้ผลลัพธ์มาว่า หากค่าเงินบาทยังอยู่ที่ระดับปัจจุบัน คือ 35.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองคำแท่งของไทยจะอยู่ที่ปลายดาวหางฮัลเลย์ ที่บาทละ 44,500 บาท!!!! โอ้ยเน้าะ นอยยยยยย…อ่าาาาาาา

สำหรับนักลงทุนทองคำและผู้สนใจ สามารถติดตามอัปเดตราคาทองคำล่าสุด วิเคราะห์แนวโน้ม สถิติราคาทองคำย้อนหลัง กราฟราคาทอง ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment/gold

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...