ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายมีสมอง
ข้อมูลเบื้องต้น
เธอลืมตาในร่างพระชายาที่ไม่ฉลาดนัก
ถูกสหายปั่นหัวใช้ประโยชน์จากความใจร้อนของตัวเอง
แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้ว นางจะเป็นนางร้ายมีสมอง!
ดวงตาคู่งามค่อยๆ เบิกขึ้น
แม้เมื่อคืนนางจะเห็นเขาไม่ชัดเจนนักเพราะในห้องทั้งมืดสลัวและยังคงมึนงงด้วยพิษไข้ แต่กว่าชั่วยามที่ถูกเขาเคี่ยวกรำอยู่บนเตียง เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะจำอีกฝ่ายไม่ได้หากพบกันอีกครั้ง ที่แท้เขาก็คือสามีของนาง !
“มีอะไร”
มุมปากข้างหนึ่งของชายตรงหน้ายกขึ้น ราวกับรู้ว่านางกำลังคิดเรื่องใดอยู่
มือเล็กยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่บรรจงเขียนขึ้นมาตั้งแต่เมื่อคืน เก็บซ่อนเอาไว้ในอกเสื้อรอคอยจนถึงเวลานี้ เวลาที่จะส่งมอบให้เขากับมือ
“หนังสือหย่า”
⚠️Trigger Warning⚠️
มีฉากหรือเนื้อหาที่โจ่งแจ้งทางเพศ | เลือด | การตาย | ผิดศีลธรรม | การร่วมรักโดยจำยอมเพราะมีเงื่อนไข | การพูดจาทำร้ายจิตใจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไร้ค่า | พยายามฆ่า | ความรุนแรง | ความไม่เท่าเทียม
ซีรี่ย์ ทะลุมิติมามีสามีชั่วช้า
(อ่านแยกได้ เนื้อหาไม่ต่อเนื่องกันจ้า)
ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายมีสมอง 花开富贵
STORY : สมองปลาทู
❤️
ทะลุมิติมาเป็นพระชายาร้ายกาจ 超时空来当强王妃
STORY : ไป๋เจวี๋ย
❤️
ทะลุมิติมาเป็นพระชายาที่ถูกเกลียดชัง 他的妻子被人憎恨
STORY : 爱飛 อ้ายเฟย
❤️
ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงไร้ประโยชน์ 突破维度,成为毫无价值的公主
STORY : อี้ซิน
❤️
ทะลุมิติมาเป็นพระชายาของทรราช 超时空之暴君妃
STORY : มยอนฮวา
❤️
บทนำ (สำคัญ)
คำเตือน เนื้อหามีความรุนแรง การตาย เลือด
บทนำ
เอี๊ยด !!!
เสียงล้อรถยนต์ไถลไปกับพื้นถนนแม้จะเหยียบเบรกจนมิด ตามมาด้วยเสียงชนเข้ากับบางอย่างดังโครมใหญ่ก่อนจะหยุดนิ่งลง เด็กสาววัยสิบเจ็ดยกมือขึ้นกุมศีรษะที่กำลังชา เสียงหวีดหวิวในโสตทำให้เธอยังไม่อาจเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
“อีอี…ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า อีอี เจียงอีอี ?”
แรงเขย่าที่ร่างกายทำให้เด็กสาวพอตั้งสติได้ เธอกวาดสายตามองภาพรอบกาย รถหรูที่มีเธอนั่งมาด้วย ด้านหลังเกือบจะเรียกว่าพังยับเยิน ชายวัยกลางคนที่เธอเรียกว่าพ่อฟุบอยู่กับพวงมาลัย ข้างลำตัวของเขายังมีขวดไวน์ที่ดื่มมาตลอดทางตกอยู่
“แม่ ?”
“เร็วเข้า รีบลงจากรถ”
หญิงมีอายุใบหน้าใจดี ยามนี้ทั้งร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลขีดข่วนที่เกิดจากเศษกระจกจนมีเลือดซึมหลายจุด และแม้จะได้รับบาดเจ็บถึงขนาดนั้นก็ยังมาช่วยพยุงตัวเธอออกจากที่นั่งเบาะหลัง
“แม่คะ ?…”
“เอานี่ โทรเรียกรถฉุกเฉิน แม่จะรีบไปดูคุณพ่อ”
เมื่อพาบุตรสาวมานั่งริมทางเท้า ยื่นโทรศัพท์มือถือให้ด้วยมือสั่นเทา คนเป็นแม่จึงเดินกะเผลกอ้อมไปยังฝั่งคนขับแล้วช่วยสามีออกมาจนสำเร็จ
เจียงอีอีกดวางสายหลังโทรแจ้งรถฉุกเฉินและเรียกทุกอย่างเท่าที่ทำได้พร้อมกับตั้งสติไปพร้อม ๆ กัน เสียงหวีดหวิวในโสตที่เกิดขึ้นเมื่อครู่หายไปแล้ว เพราะมันถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงเซ็งแซ่ของผู้คนที่เริ่มพากันเข้ามามุงดูเหตุการณ์
“อาหยวน อาหยวนลูกแม่ ! ใครก็ได้ช่วยที !”
เสียงความวุ่นวายทำให้หัวใจของเจียงอีอีเต้นแรงขึ้น ร่างผอมบางมองไปยังแสงไฟจากหน้ารถของคุณพ่อที่ยังคงติดอยู่ดวงหนึ่ง ของเหลวสีแดงที่กระเซ็นเป็นวงกว้าง กับจักรยานเด็กคันเล็ก ๆ สภาพยับเยินสะท้อนกับแสงไฟ ทำให้ดวงตาของเธอค่อย ๆ เบิกขึ้น
โทรศัพท์มือถือหล่นออกจากมือ เจียงอีอียันตัวลุกขึ้นยืนแล้วค่อย ๆ ก้าวไปยังกลุ่มคน
ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น ?
เธอกับแม่ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองเปิดบริษัทแห่งที่สองของคุณพ่อ ทุกคนในบริษัทต่างร่วมยินดีกับความสำเร็จในปีที่ผ่านมา พร้อมกับยกแก้วฉลองให้กับความก้าวหน้าในปีต่อ ๆ ไป
ไวน์รสเลิศราคาแพงหูฉี่แก้วแล้วแก้วเล่าถูกยกขึ้นชน เคล้าไปกับเสียงหัวเราะสนุกสนานก่อนงานเลี้ยงจะจบลงราวเที่ยงคืน
“เรียกคนขับรถเถอะค่ะคุณ”
“ไม่ต้อง ! ฉันยังไหว เธอกับลูกรีบขึ้นรถเร็วเข้า”
….โครม !!
ความประมาท ขาดสติและความยับยั้งชั่งใจอันเกิดจากสิ่งมึนเมา ทำให้คนเราไม่คาดถึงผลกระทบหรือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาทีหลัง แน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดเฉพาะกับตัวเราเท่านั้น แต่มันอาจกระทบไปถึงชีวิตและ อนาคตของผู้อื่น รวมไปถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย
ซึ่งเมื่อหากเกิดเรื่องนั้นขึ้น ไม่ว่าจะเงินทอง คำขอโทษ การสำนึกผิด การรับโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย คงไม่มีสิ่งมีค่าใดมากพอจะชดเชยความสูญเสียเหล่านั้นที่เกิดจากความประมาทของคนคนหนึ่งได้
เจียงอีอีตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเอ่อด้วยน้ำใส ก่อนจะทรุดกายล้มลงนั่งกับพื้นอีกครั้งเมื่อเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า
“อีอีลูก…อย่า…อย่ามอง”
คนเป็นแม่กัดฟันหอบร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเข้ามาหาบุตรสาว ย่อตัวลงนั่งดึงเจียงอีอีมากอดไว้แน่น พยายามเข้มแข็งที่สุดทว่าน้ำตาก็ไหลอยู่ดี
มือนุ่มของมารดาแม้จะเหี่ยวย่นตามวัยเลื่อนลงมาปิดดวงตาของเด็กสาวไว้ ไม่ให้เห็นภาพที่อาจจะสร้างบาดแผลในใจไปตลอดชีวิต
“แม่…นั่น…นั่นมัน…”
เห็นได้ชัดว่าเจียงอีอีกำลังช็อก ผู้เป็นแม่ขบริมฝีปากล่าง กลืนเสียงสะอื้นลงคอ
“หลับตาไว้ แม่อยู่นี่แล้วไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว”
….
ชายเหนือร่าง 1/1
คำเตือน : มีฉากร่วมรักโดยที่อีกฝ่ายไม่มีสตินัก
เรือนมู่เฉิน เรือนไม้หลังเล็กสร้างอย่างไม่ประณีตเท่าใดนัก แม้แต่ไม้ทำผนังยังเป็นไม้ธรรมดาไม่อาจต้านทานลมหนาวได้ดีนัก ภายในมีเครื่องเรือนนับชิ้นได้ นอกเสียจากโต๊ะชา เตียงไม้ยกสูงจากพื้นขนาดสองคนนอนและของใช้อีกสองสามชิ้น ของประดับตกแต่งอย่างอื่นที่ไม่จำเป็นล้วนไม่พบเห็นที่นี่
ความเป็นอยู่ของหญิงเจ้าของเรือนนับว่าลำบาก แม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นสะใภ้คนหนึ่งของสกุลเสวี่ย หรือเรือนมู่เฉินจะตั้งอยู่ในเขตจวนอันโอ่อ่าแห่งนี้ก็ตาม
เหตุผลที่ต้องมาอาศัยในเรือนซอมซ่อเช่นนี้ ส่วนหนึ่ง จิ่วจงเอ๋อ ทำตนเอง
ดึกสงัดภายในห้องที่ทั้งชื้นทั้งเย็น มีเพียงแสงจากตะเกียงรำไร จิ่วจงเอ๋อหลับใหลยาวนานกว่าทุกครั้ง เปลือกตาของนางปิดสนิทกระทั่งเกิดความรู้สึกบางอย่างกับร่างกาย
เมื่อครู่ลมหนาวพัดมากระทบผิวจนรู้สึกเย็นวูบหนึ่ง เป็นเพราะผ้าห่มของนางถูกเปิดออก ก่อนต่อมาจะรู้สึกอบอุ่นอีกคราหากแต่อึดอัดขึ้นจนใบหน้างดงามเริ่มบิดเบี้ยว ร่างแบบบางในสภาพกึ่งเปลือยพลันเคลื่อนไหวไถลไปกับเตียงที่ปูด้วยผ้าในจังหวะขึ้นลงถี่เสมอ
หญิงสาวที่รู้สึกไม่สบายตัวนักห่อหัวคิ้วเข้าหากัน นอกจากความไม่สบายที่ร่างกายยังมีความรู้สึกหลากหลายเจือปน กระทั่งภายในโสตเริ่มได้ยินเสียงลมหายใจที่มิใช่เพียงของตนเอง
“อืม”
เสียงคำรามต่ำในลำคอทำให้รู้ว่าคนที่อยู่เหนือร่างของนางคือบุรุษไม่ผิดแน่
ความจุกและอึดอัดที่ช่องท้องทำให้ดวงตาคู่งามค่อย ๆ ลืมขึ้น มองเห็นแผ่นอกกำยำผ่านอาภรณ์ที่ถูกคลายออก คนตรงหน้ามีรูปร่างน่าเกรงขาม แม้แสงจากตะเกียงจะทำให้นางเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัดเจนนัก แต่ก็รู้ว่าหล่อเหลามากทีเดียว หากทว่า…
แล้วเขามาทำอะไรอยู่บนร่างกายของเธอล่ะ?
เจียงอีอี ลืมตาตื่นจากความฝันอันยาวนานพบกับความเป็นจริงอันน่าตกใจ เธอคือหญิงสาววัยยี่สิบกว่าปีที่มีความเชื่อมั่นที่ว่า ‘ผู้ชายไม่เห็นจำเป็นตรงไหน?’ ยามนี้กลับมีผู้ชายกำลังเสพสุขกับร่างกายของเธออยู่
เจ้าของร่างแบบบางไม่อาจมั่นใจว่าภาพที่เห็นเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่ เพราะถึงแม้จะเห็นอยู่ตำตาว่าชายตรงหน้ากำลังขยับสะโพกส่งตัวตนเข้ามาในร่างกายของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เธอกลับขยับตัวไม่ได้ดั่งใจคิด แม้แต่ปากที่อ้าอยู่นอกจากเสียงครางแผ่วเบาก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีก
สิ่งที่ผลุบโผล่เข้ามาในร่างกายชวนให้หัวใจรู้สึกสั่นสะท้าน ความรู้สึกที่ทั้งจุกเจ็บและวาบหวามเริ่มทำให้เจียงอีอีคิดว่านี่คงมิใช่ความฝันแล้วจริง ๆ ขณะที่กำลังสับสนอยู่นั้น ภาพความทรงจำที่ไม่รู้ว่าเป็นของใครหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอไปพร้อม ๆ กัน
“พลิกตัว”
ฝ่ามือเปี่ยมกำลังจับร่างงามพลิกนอนคว่ำอย่างง่ายดายราวกับกิ่งหลิว ก่อนจะทาบทับลำตัวอีกครั้ง ส่งสิ่งบ่งบอกความเป็นชายแทรกเข้าไปแล้วขยับด้วยความเร็วคราแล้วคราเล่า
เสียงเนื้อกระทบกันเริ่มได้ยินถนัดหู เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังพอใจและไม่อาจควบคุมความปรารถนาในเรือนร่างสตรีนางนี้ได้
“…ไม่…ไม่ไหว…”
นั่นคือถ้อยคำแรกที่ออกจากลำคอแห้งผากของหญิงสาว แต่มันไม่ดังพอให้อีกฝ่ายได้ยิน สะโพกแกร่งยังคงบดทับเข้ามาอย่างไม่ผ่อนปรน บั้นท้ายงามถูกตรึงด้วยมือสองข้าง นัยน์ตาคมกริบหลุบมองแผ่นกายงดงามก่อนจะก้มลงขบเม้มที่ไหล่ของอีกฝ่ายไปพร้อม ๆ กับขยับร่างกายท่อนล่างให้ลื่นไหลอย่างชำนาญ
เจียงอีอีถูกจับเปลี่ยนท่วงท่าพลิกไปมาอยู่เป็นนานโดยไม่อาจต้านทานแรงของอีกฝ่ายได้ และการที่นางไม่ต่อต้านหรือปฏิเสธการเข้าหาของเขานั่นแหละที่ทำให้ชายหนุ่มพอใจ มาครั้งนี้นับว่าไม่เสียเปล่า หญิงนางนี้ก็พอมีดีให้เขารู้สึกหายเบื่ออยู่บ้าง
ร่างกายของนางตอบสนองได้ดีเยี่ยม เจ้าของร่างหนาใหญ่เชิดคาง กัดกรามจนขึ้นสันนูน รวบขาทั้งสองข้างกอดไว้แนบอกแล้วขยับสะโพกรัวถี่
ตัวของนางเกร็งกระตุกครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งโอบรัดตัวตนของเขาไว้แน่นจนท้ายที่สุดบุรุษจึงปลดปล่อยหยาดน้ำสีขุ่นที่กักเก็บเอาไว้จนทะลักล้นออกมาเปรอะเปื้อนแต่ยังคงไม่ยอมผละตัวตนที่เชื่อมอยู่ออก
เสียงลมหายใจของหญิงใต้ร่างดังไม่สม่ำเสมอ นางเหนื่อยแม้จะไม่ได้ทำอะไรเลย เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายทำทุกอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากทำอีก หากไม่เพราะพรุ่งนี้เช้ามีงานสำคัญที่มิอาจหลีกเลี่ยง เขาคงอยู่กับนางทั้งคืนอย่างแน่นอน
คิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงผละตัวออก ลุกจากเตียงมาจัดแต่งเสื้อผ้าบนร่างกายตนเองให้เรียบร้อยแล้วหันมาเอ่ยกับร่างกึ่งเปลือยที่นอนหอบอยู่บนเตียง
“เจ้าก็พอใช้ได้”
เขาเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะเปิดประตูเดินออกจากเรือนมู่เฉินไป
เจียงอีอีมองตามแผ่นหลังของชายแปลกหน้าจนลับสายตา ร่างกายของเธอไร้เรี่ยวแรงมากกว่าเดิมเสียอีก
ดวงตาที่หรี่ลงเหลือเพียงครึ่งคล้ายคนกำลังจะหมดสติลงทุกขณะ เหตุผลมิได้เพียงเพราะการร่วมรักที่เอาแต่ได้ของชายคนเมื่อครู่เท่านั้นที่รีดเร้นแรงกายของเธอไปจนหมด แต่เป็นเพราะความทรงจำของใครไม่รู้ที่หลั่งไหลเข้ามาในหัว ท้ายที่สุดเจียงอีอีก็หมดสติไป
…
ชายเหนือร่าง 1/2
…
เช้าแล้ว บนเตียงที่เต็มไปด้วยคราบแห้ง ๆ ไม่มีร่างของหญิงสาวนอนอยู่ เมื่อคืนเจียงอีอีหมดสติไปสองชั่วยาม ปลายยามอิ๋น (เกือบตีห้า) เธอลืมตาตื่นอีกครั้งพร้อมกับเรี่ยวแรงที่เริ่มฟื้นคืน จากนั้นก็นั่งอยู่หน้ากระจกมาตั้งแต่นั้น
ภาพใบหน้าของหญิงสาวที่สะท้อนให้เห็น คือใบหน้าของเธอไม่ผิดแน่ เพียงแต่อ่อนเยาว์กว่าปัจจุบันอยู่หลายปี เจียงอีอีใช้เวลาหลายชั่วยามทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ในความทรงจำที่นั่งเรียบเรียงอยู่ทั้งคืนบอกกับเธอว่า แม้ยามนี้ร่างกายภายนอกจะเหมือนเธอทุกประการ แต่แท้จริงแล้วเจ้าของร่างนี้มีนามว่า จิ่วจงเอ๋อ ที่น่าตกใจกว่านั้นคือจิ่วจงเอ๋อคนที่ว่า อยู่ในยุคสมัยที่เจียงอีอีคุ้นเคยผ่านซีรี่ย์หรือหนังสือนิยายที่อ่านยามว่างเท่านั้น!
สามเดือนก่อนหน้า จิ่วจงเอ๋อมีปากเสียงกับผู้อาวุโสในจวนสกุลเสวี่ย แสดงความก้าวร้าว นิสัยแรกเริ่มนางเป็นสตรีร้ายกาจไม่ยอมคน เย่อหยิ่ง ด้วยมีพี่สาวเป็นถึงกุ้ยเฟย พระสนมที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานอยู่ในขณะนั้น ทว่าหลงลำพองตนได้เพียงไม่นานจิ่วกุ้ยเฟยก็สิ้นพระชนม์
จิ่วจงเอ๋อไร้ที่พึ่งพิงอย่างที่ผ่านมา ฐานะในจวนตระกูลเสวี่ยเริ่มตกต่ำ กลายเป็นสะใภ้ไร้ประโยชน์เมื่อสิ้นบารมีของพระสนมจิ่วกุ้ยเฟย จากที่มีคนเกรงใจนับถืออยู่บ้าง ยามนี้กลับถูกไล่ให้มาอยู่เรือนไม้ซอมซ่ออย่างที่เห็น
นี่ก็คืออย่างแรกที่เจียงอีอีทำความเข้าใจได้คร่าว ๆ หลังลืมตาขึ้นมาอยู่ในร่างนี้ ส่วนอย่างที่สอง…
“นายหญิง รีบล้างหน้าล้างตาเถอะเจ้าค่ะ อย่าลืมว่าวันนี้จวนเสวี่ยมีงานสำคัญ”
เจียงอีอีสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีหญิงอายุราวสามสิบกลาง ๆ เดินถืออ่างไม้และผ้าสะอาดเข้ามา เดิมทีเธอไม่คิดว่ามีใครอยู่ร่วมเรือนด้วยอีก กระทั่งเห็นหน้า ถงถง ความทรงจำที่มีร่วมกับบ่าวนางนี้จึงหลั่งไหลเข้ามา
แบบนี้นี่เอง…
เมื่อพบหน้าหรือเอ่ยถึงใครที่ร่างนี้มีความเกี่ยวพัน ความทรงจำเกี่ยวกับคนคนนั้นก็จะปรากฏขึ้นในหัว หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดกับชายคนเมื่อคืนกลับมีเพียงความว่างเปล่า แสดงว่าชายคนนั้นกับจิ่วจงเอ๋อเป็นคนแปลกหน้าต่อกันงั้นหรือ?
คิดได้เช่นนั้นร่างกายก็เย็นสะท้าน จิ่วจงเอ๋อ…เธอพึ่งนอนกับผู้ชายที่ไม่รู้จักเข้าเสียแล้ว
มือเล็กวักน้ำอุ่นขึ้นชำระล้างใบหน้าและกลั้วปาก น้ำในถังไม้อุ่นมาก แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของบ่าวหญิงนางนี้ได้เป็นอย่างดี
“ขอบใจ”
หญิงอายุมากกว่าตกใจเล็กน้อยที่ได้ยินคำนี้ แต่ก็ยื่นผ้าสะอาดให้ผู้เป็นนายเช็ดใบหน้าก่อนที่นางจะสางผมและช่วยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้จนเสร็จสรรพ ถงถงยังฉวยโอกาสลอบมองนายของตนผ่านกระจกอยู่หลายครา ก่อนเอ่ยด้วยความโล่งใจ
“นายหญิงจับไข้หนาวสั่นอยู่หลายวัน ไม่นึกเลยว่าจะดีขึ้นแล้วจริง ๆ เนื้อตัวก็ไม่ร้อนแล้ว แปลกมากเลยนะเจ้าคะ ก่อนนี้นายหญิงกินยาต้มอาการไข้ก็ไม่ทุเลา กลับมีไข้หนักจนฝันร้าย ตอนนี้กินยาต้มหม้อเดิมแต่กลับหายเป็นปลิดทิ้ง ขอบคุณสวรรค์”
ไม่ใช่…จิ่วจงเอ๋อมิได้หายไข้ แต่ตายไปแล้วต่างหาก หญิงสาวที่กำลังมองตนเองผ่านกระจกบานเดิมกล่าวในใจ
ความทรงจำสุดท้ายของร่างนี้คือจิ่วจงเอ๋อสิ้นใจอย่างทรมานด้วยพิษไข้ เพราะร่างกายถูกไอเย็นมากเกินไป แต่ยังคงดื้อรั้นคิดว่าไม่เป็นไรจนอาการทรุดหนักในยามค่ำคืน
และในวันที่จิ่วจงเอ๋อสิ้นใจ ก็คือเมื่อคืนที่หญิงสาวจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างเธอลืมตาขึ้นมาในร่างนี้ อาการไข้ที่พรากชีวิตของจิ่วจงเอ๋อนั่นเอง ที่เป็นเหตุให้เจียงอีอีไม่มีแรงขยับร่างกายไปชั่วขณะ…จนพลาดท่า
“มิใช่สวรรค์หรอก แต่เป็นเพราะปรโลกไม่อยากต้อนรับข้ากระมัง”
อีกอย่างที่เจียงอีอีพึ่งค้นพบ คือเธอสามารถใช้การสื่อสารที่เจ้าของร่างนี้ใช้โดยไม่ต้องดัดแปลงอะไร เพียงคิดแล้วเอ่ย ถ้อยคำที่ออกจากปากก็กลมกลืนเข้ากับยุคสมัย
ดวงหน้างามของผู้เป็นนายพลันหมองลง ถงถงย่นหัวคิ้วรีบย่อตัวลงจับขาผู้เป็นนาย
“ปรโลกอะไรกันเจ้าคะ นายหญิงอย่าเอ่ยคำที่ไม่เป็นมงคลต่อหน้ากู้ฮูหยินเป็นอันขาด โดยเฉพาะวันนี้”
“เข้าใจแล้ว”
ที่ถงถงต้องกำชับอยู่บ่อยครั้ง นั่นเพราะงานสำคัญของจวนเสวี่ยบ่ายวันนี้ที่ว่าก็คือ งานฉลองต้อนรับการกลับมาของหลานชายคนรอง เสวี่ยอู๋เหล่ย หรือรองแม่ทัพอาชาทมิฬ
เขาก้าวออกจากจวนได้เกือบสองปี ยามนี้หวนกลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยชื่อเสียงและนำเกียรติยศมาสู่สกุลเสวี่ยอย่างยิ่งยวด
ยามนี้เสวี่ยอู๋เหล่ยมิใช่เพียงรองแม่ทัพเท่านั้น ศึกที่เขาคว้าชัยเหนือศัตรู นำความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แคว้นสือเหลียง ทำให้เขาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ หย่งอ๋อง จากองค์จักรพรรด์ หลังพิธีรับตำแหน่งในวังเสร็จสิ้น ยามบ่ายของวันนี้หย่งอ๋องจะกลับมาถึงจวนเสวี่ย
เรื่องที่ว่านี้ถงถงบังเอิญได้ยินจากคนในจวนจึงนำมารายงานแก่ผู้เป็นนายเมื่อสองวันก่อน และชายที่มีนามว่าเสวี่ยอู๋เหล่ยหรือหย่งอ๋องคนที่ว่านี้แหละ ที่จิ่วจงเอ๋อต้องเรียกเขาว่า…สามี