โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายมีสมอง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 08.36 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2567 เวลา 10.06 น. • สมองปลาทู
เธอลืมตาในร่างพระชายาที่ไม่ฉลาดนัก ถูกสหายปั่นหัว ใช้ประโยชน์จากความใจร้อนของตัวเอง แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้ว นางจะเป็นนางร้ายมีสมอง!

ข้อมูลเบื้องต้น

เธอลืมตาในร่างพระชายาที่ไม่ฉลาดนัก

ถูกสหายปั่นหัวใช้ประโยชน์จากความใจร้อนของตัวเอง

แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้ว นางจะเป็นนางร้ายมีสมอง!

ดวงตาคู่งามค่อยๆ เบิกขึ้น

แม้เมื่อคืนนางจะเห็นเขาไม่ชัดเจนนักเพราะในห้องทั้งมืดสลัวและยังคงมึนงงด้วยพิษไข้ แต่กว่าชั่วยามที่ถูกเขาเคี่ยวกรำอยู่บนเตียง เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะจำอีกฝ่ายไม่ได้หากพบกันอีกครั้ง ที่แท้เขาก็คือสามีของนาง !

“มีอะไร”

มุมปากข้างหนึ่งของชายตรงหน้ายกขึ้น ราวกับรู้ว่านางกำลังคิดเรื่องใดอยู่

มือเล็กยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่บรรจงเขียนขึ้นมาตั้งแต่เมื่อคืน เก็บซ่อนเอาไว้ในอกเสื้อรอคอยจนถึงเวลานี้ เวลาที่จะส่งมอบให้เขากับมือ

“หนังสือหย่า”

⚠️Trigger Warning⚠️

มีฉากหรือเนื้อหาที่โจ่งแจ้งทางเพศ | เลือด | การตาย | ผิดศีลธรรม | การร่วมรักโดยจำยอมเพราะมีเงื่อนไข | การพูดจาทำร้ายจิตใจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไร้ค่า | พยายามฆ่า | ความรุนแรง | ความไม่เท่าเทียม

ซีรี่ย์ ทะลุมิติมามีสามีชั่วช้า

(อ่านแยกได้ เนื้อหาไม่ต่อเนื่องกันจ้า)

ทะลุมิติมาเป็นนางร้ายมีสมอง 花开富贵

STORY : สมองปลาทู

❤️

ทะลุมิติมาเป็นพระชายาร้ายกาจ 超时空来当强王妃

STORY : ไป๋เจวี๋ย

❤️

ทะลุมิติมาเป็นพระชายาที่ถูกเกลียดชัง 他的妻子被人憎恨

STORY : 爱飛 อ้ายเฟย

❤️

ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงไร้ประโยชน์ 突破维度,成为毫无价值的公主

STORY : อี้ซิน

❤️

ทะลุมิติมาเป็นพระชายาของทรราช 超时空之暴君妃

STORY : มยอนฮวา

❤️

บทนำ (สำคัญ)

คำเตือน เนื้อหามีความรุนแรง การตาย เลือด

บทนำ

เอี๊ยด !!!

เสียงล้อรถยนต์ไถลไปกับพื้นถนนแม้จะเหยียบเบรกจนมิด ตามมาด้วยเสียงชนเข้ากับบางอย่างดังโครมใหญ่ก่อนจะหยุดนิ่งลง เด็กสาววัยสิบเจ็ดยกมือขึ้นกุมศีรษะที่กำลังชา เสียงหวีดหวิวในโสตทำให้เธอยังไม่อาจเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

“อีอี…ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า อีอี เจียงอีอี ?”

แรงเขย่าที่ร่างกายทำให้เด็กสาวพอตั้งสติได้ เธอกวาดสายตามองภาพรอบกาย รถหรูที่มีเธอนั่งมาด้วย ด้านหลังเกือบจะเรียกว่าพังยับเยิน ชายวัยกลางคนที่เธอเรียกว่าพ่อฟุบอยู่กับพวงมาลัย ข้างลำตัวของเขายังมีขวดไวน์ที่ดื่มมาตลอดทางตกอยู่

“แม่ ?”

“เร็วเข้า รีบลงจากรถ”

หญิงมีอายุใบหน้าใจดี ยามนี้ทั้งร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลขีดข่วนที่เกิดจากเศษกระจกจนมีเลือดซึมหลายจุด และแม้จะได้รับบาดเจ็บถึงขนาดนั้นก็ยังมาช่วยพยุงตัวเธอออกจากที่นั่งเบาะหลัง

“แม่คะ ?…”

“เอานี่ โทรเรียกรถฉุกเฉิน แม่จะรีบไปดูคุณพ่อ”

เมื่อพาบุตรสาวมานั่งริมทางเท้า ยื่นโทรศัพท์มือถือให้ด้วยมือสั่นเทา คนเป็นแม่จึงเดินกะเผลกอ้อมไปยังฝั่งคนขับแล้วช่วยสามีออกมาจนสำเร็จ

เจียงอีอีกดวางสายหลังโทรแจ้งรถฉุกเฉินและเรียกทุกอย่างเท่าที่ทำได้พร้อมกับตั้งสติไปพร้อม ๆ กัน เสียงหวีดหวิวในโสตที่เกิดขึ้นเมื่อครู่หายไปแล้ว เพราะมันถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงเซ็งแซ่ของผู้คนที่เริ่มพากันเข้ามามุงดูเหตุการณ์

“อาหยวน อาหยวนลูกแม่ ! ใครก็ได้ช่วยที !”

เสียงความวุ่นวายทำให้หัวใจของเจียงอีอีเต้นแรงขึ้น ร่างผอมบางมองไปยังแสงไฟจากหน้ารถของคุณพ่อที่ยังคงติดอยู่ดวงหนึ่ง ของเหลวสีแดงที่กระเซ็นเป็นวงกว้าง กับจักรยานเด็กคันเล็ก ๆ สภาพยับเยินสะท้อนกับแสงไฟ ทำให้ดวงตาของเธอค่อย ๆ เบิกขึ้น

โทรศัพท์มือถือหล่นออกจากมือ เจียงอีอียันตัวลุกขึ้นยืนแล้วค่อย ๆ ก้าวไปยังกลุ่มคน

ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น ?

เธอกับแม่ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองเปิดบริษัทแห่งที่สองของคุณพ่อ ทุกคนในบริษัทต่างร่วมยินดีกับความสำเร็จในปีที่ผ่านมา พร้อมกับยกแก้วฉลองให้กับความก้าวหน้าในปีต่อ ๆ ไป

ไวน์รสเลิศราคาแพงหูฉี่แก้วแล้วแก้วเล่าถูกยกขึ้นชน เคล้าไปกับเสียงหัวเราะสนุกสนานก่อนงานเลี้ยงจะจบลงราวเที่ยงคืน

“เรียกคนขับรถเถอะค่ะคุณ”

“ไม่ต้อง ! ฉันยังไหว เธอกับลูกรีบขึ้นรถเร็วเข้า”

….โครม !!

ความประมาท ขาดสติและความยับยั้งชั่งใจอันเกิดจากสิ่งมึนเมา ทำให้คนเราไม่คาดถึงผลกระทบหรือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาทีหลัง แน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดเฉพาะกับตัวเราเท่านั้น แต่มันอาจกระทบไปถึงชีวิตและ อนาคตของผู้อื่น รวมไปถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย

ซึ่งเมื่อหากเกิดเรื่องนั้นขึ้น ไม่ว่าจะเงินทอง คำขอโทษ การสำนึกผิด การรับโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย คงไม่มีสิ่งมีค่าใดมากพอจะชดเชยความสูญเสียเหล่านั้นที่เกิดจากความประมาทของคนคนหนึ่งได้

เจียงอีอีตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเอ่อด้วยน้ำใส ก่อนจะทรุดกายล้มลงนั่งกับพื้นอีกครั้งเมื่อเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า

“อีอีลูก…อย่า…อย่ามอง”

คนเป็นแม่กัดฟันหอบร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเข้ามาหาบุตรสาว ย่อตัวลงนั่งดึงเจียงอีอีมากอดไว้แน่น พยายามเข้มแข็งที่สุดทว่าน้ำตาก็ไหลอยู่ดี

มือนุ่มของมารดาแม้จะเหี่ยวย่นตามวัยเลื่อนลงมาปิดดวงตาของเด็กสาวไว้ ไม่ให้เห็นภาพที่อาจจะสร้างบาดแผลในใจไปตลอดชีวิต

“แม่…นั่น…นั่นมัน…”

เห็นได้ชัดว่าเจียงอีอีกำลังช็อก ผู้เป็นแม่ขบริมฝีปากล่าง กลืนเสียงสะอื้นลงคอ

“หลับตาไว้ แม่อยู่นี่แล้วไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว”

….

ชายเหนือร่าง 1/1

คำเตือน : มีฉากร่วมรักโดยที่อีกฝ่ายไม่มีสตินัก

เรือนมู่เฉิน เรือนไม้หลังเล็กสร้างอย่างไม่ประณีตเท่าใดนัก แม้แต่ไม้ทำผนังยังเป็นไม้ธรรมดาไม่อาจต้านทานลมหนาวได้ดีนัก ภายในมีเครื่องเรือนนับชิ้นได้ นอกเสียจากโต๊ะชา เตียงไม้ยกสูงจากพื้นขนาดสองคนนอนและของใช้อีกสองสามชิ้น ของประดับตกแต่งอย่างอื่นที่ไม่จำเป็นล้วนไม่พบเห็นที่นี่

ความเป็นอยู่ของหญิงเจ้าของเรือนนับว่าลำบาก แม้นางจะได้ชื่อว่าเป็นสะใภ้คนหนึ่งของสกุลเสวี่ย หรือเรือนมู่เฉินจะตั้งอยู่ในเขตจวนอันโอ่อ่าแห่งนี้ก็ตาม

เหตุผลที่ต้องมาอาศัยในเรือนซอมซ่อเช่นนี้ ส่วนหนึ่ง จิ่วจงเอ๋อ ทำตนเอง

ดึกสงัดภายในห้องที่ทั้งชื้นทั้งเย็น มีเพียงแสงจากตะเกียงรำไร จิ่วจงเอ๋อหลับใหลยาวนานกว่าทุกครั้ง เปลือกตาของนางปิดสนิทกระทั่งเกิดความรู้สึกบางอย่างกับร่างกาย

เมื่อครู่ลมหนาวพัดมากระทบผิวจนรู้สึกเย็นวูบหนึ่ง เป็นเพราะผ้าห่มของนางถูกเปิดออก ก่อนต่อมาจะรู้สึกอบอุ่นอีกคราหากแต่อึดอัดขึ้นจนใบหน้างดงามเริ่มบิดเบี้ยว ร่างแบบบางในสภาพกึ่งเปลือยพลันเคลื่อนไหวไถลไปกับเตียงที่ปูด้วยผ้าในจังหวะขึ้นลงถี่เสมอ

หญิงสาวที่รู้สึกไม่สบายตัวนักห่อหัวคิ้วเข้าหากัน นอกจากความไม่สบายที่ร่างกายยังมีความรู้สึกหลากหลายเจือปน กระทั่งภายในโสตเริ่มได้ยินเสียงลมหายใจที่มิใช่เพียงของตนเอง

“อืม”

เสียงคำรามต่ำในลำคอทำให้รู้ว่าคนที่อยู่เหนือร่างของนางคือบุรุษไม่ผิดแน่

ความจุกและอึดอัดที่ช่องท้องทำให้ดวงตาคู่งามค่อย ๆ ลืมขึ้น มองเห็นแผ่นอกกำยำผ่านอาภรณ์ที่ถูกคลายออก คนตรงหน้ามีรูปร่างน่าเกรงขาม แม้แสงจากตะเกียงจะทำให้นางเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัดเจนนัก แต่ก็รู้ว่าหล่อเหลามากทีเดียว หากทว่า…

แล้วเขามาทำอะไรอยู่บนร่างกายของเธอล่ะ?

เจียงอีอี ลืมตาตื่นจากความฝันอันยาวนานพบกับความเป็นจริงอันน่าตกใจ เธอคือหญิงสาววัยยี่สิบกว่าปีที่มีความเชื่อมั่นที่ว่า ‘ผู้ชายไม่เห็นจำเป็นตรงไหน?’ ยามนี้กลับมีผู้ชายกำลังเสพสุขกับร่างกายของเธออยู่

เจ้าของร่างแบบบางไม่อาจมั่นใจว่าภาพที่เห็นเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่ เพราะถึงแม้จะเห็นอยู่ตำตาว่าชายตรงหน้ากำลังขยับสะโพกส่งตัวตนเข้ามาในร่างกายของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เธอกลับขยับตัวไม่ได้ดั่งใจคิด แม้แต่ปากที่อ้าอยู่นอกจากเสียงครางแผ่วเบาก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีก

สิ่งที่ผลุบโผล่เข้ามาในร่างกายชวนให้หัวใจรู้สึกสั่นสะท้าน ความรู้สึกที่ทั้งจุกเจ็บและวาบหวามเริ่มทำให้เจียงอีอีคิดว่านี่คงมิใช่ความฝันแล้วจริง ๆ ขณะที่กำลังสับสนอยู่นั้น ภาพความทรงจำที่ไม่รู้ว่าเป็นของใครหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอไปพร้อม ๆ กัน

“พลิกตัว”

ฝ่ามือเปี่ยมกำลังจับร่างงามพลิกนอนคว่ำอย่างง่ายดายราวกับกิ่งหลิว ก่อนจะทาบทับลำตัวอีกครั้ง ส่งสิ่งบ่งบอกความเป็นชายแทรกเข้าไปแล้วขยับด้วยความเร็วคราแล้วคราเล่า

เสียงเนื้อกระทบกันเริ่มได้ยินถนัดหู เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังพอใจและไม่อาจควบคุมความปรารถนาในเรือนร่างสตรีนางนี้ได้

“…ไม่…ไม่ไหว…”

นั่นคือถ้อยคำแรกที่ออกจากลำคอแห้งผากของหญิงสาว แต่มันไม่ดังพอให้อีกฝ่ายได้ยิน สะโพกแกร่งยังคงบดทับเข้ามาอย่างไม่ผ่อนปรน บั้นท้ายงามถูกตรึงด้วยมือสองข้าง นัยน์ตาคมกริบหลุบมองแผ่นกายงดงามก่อนจะก้มลงขบเม้มที่ไหล่ของอีกฝ่ายไปพร้อม ๆ กับขยับร่างกายท่อนล่างให้ลื่นไหลอย่างชำนาญ

เจียงอีอีถูกจับเปลี่ยนท่วงท่าพลิกไปมาอยู่เป็นนานโดยไม่อาจต้านทานแรงของอีกฝ่ายได้ และการที่นางไม่ต่อต้านหรือปฏิเสธการเข้าหาของเขานั่นแหละที่ทำให้ชายหนุ่มพอใจ มาครั้งนี้นับว่าไม่เสียเปล่า หญิงนางนี้ก็พอมีดีให้เขารู้สึกหายเบื่ออยู่บ้าง

ร่างกายของนางตอบสนองได้ดีเยี่ยม เจ้าของร่างหนาใหญ่เชิดคาง กัดกรามจนขึ้นสันนูน รวบขาทั้งสองข้างกอดไว้แนบอกแล้วขยับสะโพกรัวถี่

ตัวของนางเกร็งกระตุกครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งโอบรัดตัวตนของเขาไว้แน่นจนท้ายที่สุดบุรุษจึงปลดปล่อยหยาดน้ำสีขุ่นที่กักเก็บเอาไว้จนทะลักล้นออกมาเปรอะเปื้อนแต่ยังคงไม่ยอมผละตัวตนที่เชื่อมอยู่ออก

เสียงลมหายใจของหญิงใต้ร่างดังไม่สม่ำเสมอ นางเหนื่อยแม้จะไม่ได้ทำอะไรเลย เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายทำทุกอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากทำอีก หากไม่เพราะพรุ่งนี้เช้ามีงานสำคัญที่มิอาจหลีกเลี่ยง เขาคงอยู่กับนางทั้งคืนอย่างแน่นอน

คิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงผละตัวออก ลุกจากเตียงมาจัดแต่งเสื้อผ้าบนร่างกายตนเองให้เรียบร้อยแล้วหันมาเอ่ยกับร่างกึ่งเปลือยที่นอนหอบอยู่บนเตียง

“เจ้าก็พอใช้ได้”

เขาเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะเปิดประตูเดินออกจากเรือนมู่เฉินไป

เจียงอีอีมองตามแผ่นหลังของชายแปลกหน้าจนลับสายตา ร่างกายของเธอไร้เรี่ยวแรงมากกว่าเดิมเสียอีก

ดวงตาที่หรี่ลงเหลือเพียงครึ่งคล้ายคนกำลังจะหมดสติลงทุกขณะ เหตุผลมิได้เพียงเพราะการร่วมรักที่เอาแต่ได้ของชายคนเมื่อครู่เท่านั้นที่รีดเร้นแรงกายของเธอไปจนหมด แต่เป็นเพราะความทรงจำของใครไม่รู้ที่หลั่งไหลเข้ามาในหัว ท้ายที่สุดเจียงอีอีก็หมดสติไป

ชายเหนือร่าง 1/2

เช้าแล้ว บนเตียงที่เต็มไปด้วยคราบแห้ง ๆ ไม่มีร่างของหญิงสาวนอนอยู่ เมื่อคืนเจียงอีอีหมดสติไปสองชั่วยาม ปลายยามอิ๋น (เกือบตีห้า) เธอลืมตาตื่นอีกครั้งพร้อมกับเรี่ยวแรงที่เริ่มฟื้นคืน จากนั้นก็นั่งอยู่หน้ากระจกมาตั้งแต่นั้น

ภาพใบหน้าของหญิงสาวที่สะท้อนให้เห็น คือใบหน้าของเธอไม่ผิดแน่ เพียงแต่อ่อนเยาว์กว่าปัจจุบันอยู่หลายปี เจียงอีอีใช้เวลาหลายชั่วยามทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ในความทรงจำที่นั่งเรียบเรียงอยู่ทั้งคืนบอกกับเธอว่า แม้ยามนี้ร่างกายภายนอกจะเหมือนเธอทุกประการ แต่แท้จริงแล้วเจ้าของร่างนี้มีนามว่า จิ่วจงเอ๋อ ที่น่าตกใจกว่านั้นคือจิ่วจงเอ๋อคนที่ว่า อยู่ในยุคสมัยที่เจียงอีอีคุ้นเคยผ่านซีรี่ย์หรือหนังสือนิยายที่อ่านยามว่างเท่านั้น!

สามเดือนก่อนหน้า จิ่วจงเอ๋อมีปากเสียงกับผู้อาวุโสในจวนสกุลเสวี่ย แสดงความก้าวร้าว นิสัยแรกเริ่มนางเป็นสตรีร้ายกาจไม่ยอมคน เย่อหยิ่ง ด้วยมีพี่สาวเป็นถึงกุ้ยเฟย พระสนมที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานอยู่ในขณะนั้น ทว่าหลงลำพองตนได้เพียงไม่นานจิ่วกุ้ยเฟยก็สิ้นพระชนม์

จิ่วจงเอ๋อไร้ที่พึ่งพิงอย่างที่ผ่านมา ฐานะในจวนตระกูลเสวี่ยเริ่มตกต่ำ กลายเป็นสะใภ้ไร้ประโยชน์เมื่อสิ้นบารมีของพระสนมจิ่วกุ้ยเฟย จากที่มีคนเกรงใจนับถืออยู่บ้าง ยามนี้กลับถูกไล่ให้มาอยู่เรือนไม้ซอมซ่ออย่างที่เห็น

นี่ก็คืออย่างแรกที่เจียงอีอีทำความเข้าใจได้คร่าว ๆ หลังลืมตาขึ้นมาอยู่ในร่างนี้ ส่วนอย่างที่สอง…

“นายหญิง รีบล้างหน้าล้างตาเถอะเจ้าค่ะ อย่าลืมว่าวันนี้จวนเสวี่ยมีงานสำคัญ”

เจียงอีอีสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีหญิงอายุราวสามสิบกลาง ๆ เดินถืออ่างไม้และผ้าสะอาดเข้ามา เดิมทีเธอไม่คิดว่ามีใครอยู่ร่วมเรือนด้วยอีก กระทั่งเห็นหน้า ถงถง ความทรงจำที่มีร่วมกับบ่าวนางนี้จึงหลั่งไหลเข้ามา

แบบนี้นี่เอง…

เมื่อพบหน้าหรือเอ่ยถึงใครที่ร่างนี้มีความเกี่ยวพัน ความทรงจำเกี่ยวกับคนคนนั้นก็จะปรากฏขึ้นในหัว หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดกับชายคนเมื่อคืนกลับมีเพียงความว่างเปล่า แสดงว่าชายคนนั้นกับจิ่วจงเอ๋อเป็นคนแปลกหน้าต่อกันงั้นหรือ?

คิดได้เช่นนั้นร่างกายก็เย็นสะท้าน จิ่วจงเอ๋อ…เธอพึ่งนอนกับผู้ชายที่ไม่รู้จักเข้าเสียแล้ว

มือเล็กวักน้ำอุ่นขึ้นชำระล้างใบหน้าและกลั้วปาก น้ำในถังไม้อุ่นมาก แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของบ่าวหญิงนางนี้ได้เป็นอย่างดี

“ขอบใจ”

หญิงอายุมากกว่าตกใจเล็กน้อยที่ได้ยินคำนี้ แต่ก็ยื่นผ้าสะอาดให้ผู้เป็นนายเช็ดใบหน้าก่อนที่นางจะสางผมและช่วยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้จนเสร็จสรรพ ถงถงยังฉวยโอกาสลอบมองนายของตนผ่านกระจกอยู่หลายครา ก่อนเอ่ยด้วยความโล่งใจ

“นายหญิงจับไข้หนาวสั่นอยู่หลายวัน ไม่นึกเลยว่าจะดีขึ้นแล้วจริง ๆ เนื้อตัวก็ไม่ร้อนแล้ว แปลกมากเลยนะเจ้าคะ ก่อนนี้นายหญิงกินยาต้มอาการไข้ก็ไม่ทุเลา กลับมีไข้หนักจนฝันร้าย ตอนนี้กินยาต้มหม้อเดิมแต่กลับหายเป็นปลิดทิ้ง ขอบคุณสวรรค์”

ไม่ใช่…จิ่วจงเอ๋อมิได้หายไข้ แต่ตายไปแล้วต่างหาก หญิงสาวที่กำลังมองตนเองผ่านกระจกบานเดิมกล่าวในใจ

ความทรงจำสุดท้ายของร่างนี้คือจิ่วจงเอ๋อสิ้นใจอย่างทรมานด้วยพิษไข้ เพราะร่างกายถูกไอเย็นมากเกินไป แต่ยังคงดื้อรั้นคิดว่าไม่เป็นไรจนอาการทรุดหนักในยามค่ำคืน

และในวันที่จิ่วจงเอ๋อสิ้นใจ ก็คือเมื่อคืนที่หญิงสาวจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างเธอลืมตาขึ้นมาในร่างนี้ อาการไข้ที่พรากชีวิตของจิ่วจงเอ๋อนั่นเอง ที่เป็นเหตุให้เจียงอีอีไม่มีแรงขยับร่างกายไปชั่วขณะ…จนพลาดท่า

“มิใช่สวรรค์หรอก แต่เป็นเพราะปรโลกไม่อยากต้อนรับข้ากระมัง”

อีกอย่างที่เจียงอีอีพึ่งค้นพบ คือเธอสามารถใช้การสื่อสารที่เจ้าของร่างนี้ใช้โดยไม่ต้องดัดแปลงอะไร เพียงคิดแล้วเอ่ย ถ้อยคำที่ออกจากปากก็กลมกลืนเข้ากับยุคสมัย

ดวงหน้างามของผู้เป็นนายพลันหมองลง ถงถงย่นหัวคิ้วรีบย่อตัวลงจับขาผู้เป็นนาย

“ปรโลกอะไรกันเจ้าคะ นายหญิงอย่าเอ่ยคำที่ไม่เป็นมงคลต่อหน้ากู้ฮูหยินเป็นอันขาด โดยเฉพาะวันนี้”

“เข้าใจแล้ว”

ที่ถงถงต้องกำชับอยู่บ่อยครั้ง นั่นเพราะงานสำคัญของจวนเสวี่ยบ่ายวันนี้ที่ว่าก็คือ งานฉลองต้อนรับการกลับมาของหลานชายคนรอง เสวี่ยอู๋เหล่ย หรือรองแม่ทัพอาชาทมิฬ

เขาก้าวออกจากจวนได้เกือบสองปี ยามนี้หวนกลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยชื่อเสียงและนำเกียรติยศมาสู่สกุลเสวี่ยอย่างยิ่งยวด

ยามนี้เสวี่ยอู๋เหล่ยมิใช่เพียงรองแม่ทัพเท่านั้น ศึกที่เขาคว้าชัยเหนือศัตรู นำความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แคว้นสือเหลียง ทำให้เขาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ หย่งอ๋อง จากองค์จักรพรรด์ หลังพิธีรับตำแหน่งในวังเสร็จสิ้น ยามบ่ายของวันนี้หย่งอ๋องจะกลับมาถึงจวนเสวี่ย

เรื่องที่ว่านี้ถงถงบังเอิญได้ยินจากคนในจวนจึงนำมารายงานแก่ผู้เป็นนายเมื่อสองวันก่อน และชายที่มีนามว่าเสวี่ยอู๋เหล่ยหรือหย่งอ๋องคนที่ว่านี้แหละ ที่จิ่วจงเอ๋อต้องเรียกเขาว่า…สามี

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...