พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : สังคมที่อนาคตพร่ามัว แต่ชอบมีคำขวัญวันเด็ก
เป็นที่น่ายินดีที่ปีนี้เป็นปีที่มีคำขวัญวันเด็กจากหลายฝ่าย ทำให้ผมรู้สึกว่าเด็กๆ น่าจะเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้
ผมประชดครับ ฮ่าๆ
ไม่ได้ตั้งใจจะวิจารณ์รัฐบาลนะครับในสัปดาห์นี้ แค่เปิดหัวให้ดูหวือหวาเล็กน้อยเท่านั้นเอง
สำหรับผมแล้วในสังคมที่ยังเน้นให้คนมีอำนาจประกาศคำขวัญวันเด็กนี่ บอกตรงๆ ว่าไม่มีหวังอะไรครับ
วันเด็กสื่อควรทำ Social Listening คือรวบรวมเสียงสะท้อนในสังคมว่าเด็กสมัยนี้เขามีความคิดความใฝ่ฝันอย่างไร
แล้วขอสักวันที่ผู้ใหญ่ในวงการต่างๆ จะออกมาแถลง Commitment หรือพันธสัญญาว่าจะทำให้เด็กได้เติมเต็มความฝันของพวกเด็กน้อยได้อย่างไร
ผมไม่คิดว่าเป็นการหาเสียงนะครับ แต่เป็นความมุ่งมั่นที่เด็กจะได้รับจากคนมีอำนาจ และเมื่อครบปีจะได้ทบทวนว่าผู้มีอำนาจและอิทธิพลต่างๆ ได้ทำไปถึงไหนแล้ว ทั้งผู้มีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม วัฒนธรรม
สังคมที่เน้นเรื่องความเข้าใจจากการรับฟัง และการประกาศคำมั่นสัญญาของผู้ใหญ่ที่มีกับเด็กน่าจะเป็นสังคมที่ตั้งต้นปี และเป็นวันเด็กที่ดี
เรื่องที่สอง คือในช่วงที่ผ่านมามีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงถึงภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงของสังคมและกระแสสังคมอยู่มาก นั่นคือการพูดถึงรุ่น หรือ Generation ของคน
โดยในปีนี้มีการประกาศว่าเด็กที่เกิดใหม่ในปีนี้ถือว่าเป็นรุ่นเบต้า และเป็นรุ่นที่มีความท้าทายต่อการอยู่ในโลกเป็นอย่างมาก
ผมรู้สึกว่าในช่วงชีวิตของผมมีการพูดถึงเรื่องอนาคตอยู่ 3 แบบ เรื่องแรก คือหมอดูว่าในแต่ละปีจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
เรื่องที่สอง คือพวกอนาคตวิทยา ซึ่งเริ่มมีความสำคัญขึ้นเมื่อสักช่วงทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา หนังสือการทำนายอนาคตแบบแปลออกมามาก โดยอิงกับเรื่องของความเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีและเศรษฐกิจในระดับโลก แนวคิดพวกนี้จะเชื่อมโยงเรื่องโลกาภิวัตน์
เรื่องที่สาม ก็ไม่กี่ปีนี้ที่เรื่องของรุ่นกลายเป็นเรื่องใหญ่ในบ้านในเมืองของเรา แน่นอนว่ามันมีเรื่องของรุ่นมาโดยตลอดจากต่างประเทศ แต่มันไม่ค่อยกลายเป็นประเด็นในสังคมบ้านเราเท่าไหร่ จนเมื่อเกิดม็อบเยาวชนนี่แหละ หรือถ้าจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเรื่องของรุ่นและอนาคตมันมาเกี่ยวข้องกับมิติทางการเมืองอย่างจริงๆ จังๆ
และมันไม่ได้จบลงแค่เรื่องของการเมืองบนถนน หรือออนไลน์เท่านั้น แต่การเมืองและความเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้สิ้นสุดลง เพราะว่ามันมีเรื่องของคดีความที่ต่อเนื่องกันไปอีกยาวนาน และเดือดร้อนไปถึงอนาคตของคนรุ่นใหม่ที่สังคมนี้ชอบใช้คำหวานๆ ว่าเป็นอนาคตของประเทศนั่นแหละครับ
ในบรรดาเรื่องการพูดถึงอนาคตผ่านคำทำนายแบบโหราศาสตร์ แบบอนาคตที่วางบนเทคโนโลยี และผ่านเรื่องการจำแนกรุ่น ผมเชื่อเรื่องโหราศาสตร์มากที่สุด เพราะถ้าเป็นโหราศาสตร์ที่มีหลักวิชามันกลับเป็นศาสตร์ที่มีชุมชนแห่งความรู้ที่เขาตรวจสอบกันได้ เพราะเขามีศาสตร์ว่าด้วยเรื่องดวงดาวจริงๆ จังๆ ไม่ใช่พวกทรงเจ้าเข้าผี
ชุมชนโหราศาสตร์เขามีความเป็นศาสตร์ที่ตรวจสอบ ถกเถียงกันได้ว่าแต่ละสำนักตีความเรื่องเหล่านี้อย่างไร บางส่วนอาจตีความไม่เหมือนกัน แต่เช็กได้ว่ากรอบหลักคืออะไร
ส่วนพวกทำนายผ่านเทคโนโลยีและเรื่องรุ่นนี่ผมว่าเป็นเรื่องข้อสังเกตมากกว่าเรื่องของศาสตร์อะไรจริงๆ จังๆ
มาสู่ประเด็นที่สอง คือในช่วงที่ผ่านมาในฐานะที่เป็นคนสูงอายุแล้วในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังถือว่าเป็นเจนเอ็กซ์ ผมมีโอกาสได้พบปะผู้คนจำนวนไม่น้อยในรุ่นเดียวกัน และหนึ่งในหัวข้อสนทนายอดนิยมคือคำถามที่ว่า เด็กสมัยนี้เป็นอย่างไร
คำถามพื้นๆ แบบนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นหลังสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้น่าสนใจยิ่ง
เพราะคนที่ถามก็คือพ่อแม่ของเด็กน้อยที่เรียนในมหาวิทยาลัยนั่นแหละครับ
พูดง่ายๆ ก็คือ “เด็กสมัยนี้” ที่คุยกันก็คือเด็กประมาณที่เป็นเยาวชน และที่น่าสนใจคือเป็นลูกเป็นหลานพวกเขาเอง
คำถามที่ถามผมในฐานะผู้สอนและเป็นคนรุ่นเดียวกับที่ถาม เป็นทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นมากกว่าได้รับคำตอบ
หรือบางส่วนก็ต้องการได้รับคำตอบด้วย เพราะว่าพวกเขาอาจรู้จักลูกหลานของเขาที่บ้าน แต่เขาคาดหวังว่าผมจะรู้จักลูกหลานของเขาในชั้นเรียนและในมหาวิทยาลัย
แต่เอาเข้าจริงเรากลับไม่รู้อะไรทั้งหมดหรอกครับ เพราะชีวิตของเด็กๆ มีหลายส่วน และทุกอย่างที่สัมพันธ์กับเราในฐานะพ่อแม่และผู้สอน มันก็มีเรื่องของการแสดงออก (Performative) ที่อาจไม่ได้เป็นธรรมชาติทั้งหมด
เขาปิดบัง เปิดเผย สื่อสารบางสิ่งบางอย่างกับเราเท่าที่เขาไว้ใจนั่นแหละครับ
อีกประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจก็คือ จากข้อสังเกตของผมจากการพูดคุยกับพ่อแม่เด็กที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว และจากภาพกว้างที่สัมผัสกับผู้ปกครองของนิสิต ผมพบว่ามันไม่ใช่เรื่องเดียวกับบรรยากาศที่พูดกันว่าความขัดแย้งของรุ่นนั้นมันมีโอกาสจะแตกหักด้วยเรื่องทางการเมือง
เมื่อเข้ามาสู่ในระดับจุลภาคคือครอบครัวแล้ว ผมพบว่าพ่อแม่เจนเอ็กซ์ดูจะเข้าใจลูกหลานของเขาในระดับหนึ่ง
ในระดับที่ว่า เข้าใจว่า (กรู) ไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ (ฮา)
แต่พวกเขาไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ ตีโพยตีพายอะไรมากนัก
นั่นหมายความว่าในฉากทัศน์ทางการเมืองที่เราชอบวิเคราะห์กันนั้น เมื่อเข้ามาอยู่ในบ้าน มันไม่ได้จะแตกหักกันขนาดนั้นหรอกครับ
และถ้าย้อนกลับไปเมื่อสักสิบปีก่อน เรื่องราวผมว่ากลับตาลปัตรกันมากกว่า
อธิบายได้ว่าในช่วงของสงครามสีเสื้อ เหลือง-แดง ผมฟังเสียงจากเด็กมากกว่าพ่อแม่ของเขา
คาดว่าพวกพ่อพวกแม่เขาไม่ค่อยจะชอบหน้าผมเท่าไหร่ (แต่ก็น่าจะแก่กว่าผมสักสิบปี) หรือมองว่าผมมีอิทธิพลกับเด็กเสียกระมัง ขนาดทหารที่ทำรัฐประหารยังเชื่อเลย เพราะผมถูกเชิญไปกินข้าวหมูแดงในค่ายทหารและขอความร่วมมือให้ดูแลเด็กๆ ไม่ให้ถูกผู้มีอิทธิพลทางความคิดบางท่านครอบงำ ซึ่งผมเองก็งงๆ ว่านั่นคือทัศนคติของฝ่ายความมั่นคงสมัยนั้น
ประเด็นในยุคนั้นน่าจะเป็นเรื่องเด็กมากกว่า ที่หันมาบ่นกับผมว่าเขาไม่เข้าใจพ่อแม่เขาที่วันๆ อินแต่กับการเมือง ไม่ว่าจะเหลือง หรือแดง
ขณะที่พวกเขาไม่อินกับเรื่องเหล่านั้นเท่าไหร่
เรื่องนั้นพอเข้าใจได้ เพราะในยุคนั้นฐานของการสื่อสารทางการเมืองคือทีวีดาวเทียม จะพบว่าในยุคนั้นเด็กๆ จะเล่าให้ฟังว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ใช่สีเดียวกันก็อาจจะถึงกับแยกห้อง แยกทีวีดูกันทีเดียว
ส่วนพวกเขาไม่ต้องหวังว่าจะได้ดูทีวีหรอกครับ และก็เป็นยุคที่โปรแกรมคุยกันออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม และชุมชนออนไลน์เริ่มจะเฟื่องฟู
เรื่องนึงที่ไม่เหมือนกันก็คือ สมัยนั้นพ่อแม่อินกับการเมืองอาจจะไม่ได้สนใจว่าลูกจะคิดอะไรเท่าไหร่ และลูกๆ ก็มีโลกของเขามาสักพักใหญ่
ส่วนที่เหมือนกันก็คือ เด็กๆ ก็จะบ่นว่าไม่เข้าใจพ่อแม่เขาว่าจะอินอะไรกันนักหนา บางทีพวกเขาก็อดเป็นห่วงพ่อแม่ไม่ได้
โลกมันหมุนไวครับ จากรุ่นสู่รุ่น
ยังมีอีกหลายเรื่องที่เล่าสู่กันฟังได้ แต่เรื่องที่ผมคิดว่าไม่ค่อยพูดกัน เพราะมัวแต่เห่อกับเอไอว่าจะมีผลกับเด็กรุ่นต่อไปหรือไม่
สิ่งที่น่ากังวลคือ ความเปราะบางทางจิตใจของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน
สิ่งที่ต้องขอขอบคุณคือการรายงานข่าวของมติชน จากการแถลงข่าวของ สสส. ก็คือเรื่องของอาการซึมเศร้าของเด็กและเยาวชน และการขาดแคลนระบบการให้บริการสุขภาพจิต โดยเฉพาะการขาดแคลนแพทย์ และการกระจุกตัวของบุคลากรในกรุงเทพฯ
ประเด็นนี้ผมคิดว่าน่าสนใจยิ่ง และควรขยายวงให้มากกว่าเรื่องของการแพทย์และการรักษา
ผมเห็นว่าแม้แต่ในสถานศึกษาเอง บุคลากรทางการศึกษาและสถานศึกษาก็ไม่ได้พร้อมจะรองรับเรื่องของความเปราะบางทางอารมณ์ของเด็กและเยาวชนสักเท่าไหร่
เรื่องเหล่านี้จึงไม่ได้ง่ายๆ แค่ว่าเด็กและเยาวชนเกิดอาการเกิดปัญหาแล้วเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพจิตในทางการเแพทย์
แต่ในทางสังคมเอง ในระบบครอบครัวและโรงเรียน รวมถึงชุมชน เรื่องเหล่านี้ไม่ได้มีอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหวั่นใจมาก
ไว้ปีหน้าคงมาทบทวนกันดูครับว่า เรื่องที่ผมนำเสนอในปีนี้มันจะคืบหน้าไปในทางไหนกันบ้างครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : สังคมที่อนาคตพร่ามัว แต่ชอบมีคำขวัญวันเด็ก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th