พลังกลุ่มประเทศโลกใต้ในการกำกับดูแลระดับโลก: การส่งเสริมโลกสู่อนาคต
พลังกลุ่มประเทศโลกใต้ในการกำกับดูแลระดับโลก: การส่งเสริมโลกสู่อนาคต
ดร.ฐณยศ โล่ห์พัฒนานนท์
- ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- กรรมการและอาจารย์ประจำหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (นานาชาติ) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อย่างที่ทราบกันดี แนวโน้มการพัฒนาทั่วโลกมุ่งเป้า SDGs หรือ การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยองค์การสหประชาชาติริเริ่มการพัฒนาแนวทางนี้เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ดังปรากฏในคำประกาศ 2030 Agenda for Sustainable Development องค์การสหประชาชาติเห็นว่า การพัฒนาในรอบทศวรรษก่อนหน้าเต็มไปด้วยการผูกขาดโอกาสโดยบางกลุ่มอำนาจ การบริโภคและใช้ทรัพยากรเกิดขึ้นอย่างสิ้นเปลือง ผลกระทบทางสุขภาพและสังคมของผู้คนก็กระจายเป็นวงกว้าง เป้าการพัฒนายุคใหม่จึงอุบัติขึ้นภายใต้คำประกาศขององค์การสหประชาชาติจำนวน 17 ข้อ การขจัดความยากจน ความอยู่ดีมีสุข คุณภาพการศึกษาระดับสูง ฯลฯ คือตัวอย่างของหมุดหมายที่ว่า
ความน่าสนใจอยู่ที่การขยับย่างของประเทศมหาอำนาจใหม่อย่างจีน โดยจีนพยายามมองในเชิงปฏิบัติมากกว่ายึดโยงทฤษฎี ในสายตาจีน ความยั่งยืนสำหรับโลกจะเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัย 2 ประการเป็นอย่างน้อย หนึ่ง การรวมตัวของกลุ่มประเทศโลกใต้ซึ่งมักถูกกีดกันออกจากบทบาทการพัฒนา สอง ความรู้เท่าทันความเป็นไปในปริภูมิทางอำนาจของกลุ่มประเทศโลกเหนือ เพราะการพัฒนาของกลุ่มประเทศโลกเหนือส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมีนัยสำคัญจนแทบจะสรุปได้ว่า ความไม่ยั่งยืนในกาลก่อนมาจากบทบาทรวมทั้งการผูกขาดของกลุ่มประเทศโลกเหนือเป็นหลัก
ณ จุดนี้ควรทราบก่อนว่า “กลุ่มประเทศโลกใต้” คืออะไร ทำไมเกิดเป็นคำเรียกขานในทางภูมิรัฐศาสตร์และมีความสำคัญในบริบทนี้
จริง ๆ แล้วกลุ่มประเทศโลกใต้ หมายถึง ประเทศที่ตั้งตามแนวซีกโลกใต้ ประมาณเส้นศูนย์สูตรลงไปจนจรดขั้วโลกใต้ ประเทศส่วนใหญ่มีประวัติการพัฒนาด้อยกว่ากลุ่มประเทศโลกเหนือ หรือ ที่ตั้งในระหว่างซีกโลกเหนือซึ่งมีความเหนือชั้นทางอุตสาหกรรม ความมั่งคั่ง และเทคโนโลยี กลุ่มประเทศโลกเหนือพบได้ในยุโรป อเมริกาเหนือ และบางส่วนของเอเชีย ความเป็นกลุ่มโลกใต้และเหนือจึงมีความแตกต่างกันใน 2 นัย นอกจากภูมิศาสตร์แล้วก็เป็นเรื่องทางเศรษฐกิจการเมือง โดยกลุ่มโลกใต้มักถูกพูดถึงในเชิงต่ำชั้นกว่ากลุ่มโลกเหนือแม้อาจจะไม่ทั้งหมด เพราะสิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฯลฯ ก็จัดอยู่ในหมวดหมู่ประเทศพัฒนาแล้วเหมือนกับกลุ่มโลกเหนือ
แต่ ณ ปัจจุบันกลุ่มประเทศโลกใต้กลับมีสถานะเป็นประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจอย่างที่เห็นในกรณีของจีน อินเดีย และบราซิล ทั้งยังมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดโดยเฉพาะจีน บางประเทศอาจจะยังเป็นประเทศรายได้ต่ำ เช่น ในเอเชียใต้และแอฟริกาแนวใต้ทะเลทรายซาฮาร่าลงมา แต่ประเทศเหล่านี้กลับมีศักยภาพที่จะยกระดับตัวเองด้วยทุนมนุษย์กับทรัพยากรที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ซึ่งเป็นสิ่งที่จีนให้ความสำคัญมาตลอด
จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมการทูตจีนยุคใหม่เน้นความร่วมมือกับประเทศเหล่านี้ ต่างจากสมัยก่อนที่แต่ละประเทศล้วนมุ่งหากลุ่มโลกเหนือประหนึ่งโอกาสถูกกำหนดให้อยู่ในพื้นที่ของโลกเหนือเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ โลกจึงได้เห็นความร่วมมือใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ เช่น Forum on China-Africa Cooperation หรือ China-CELAC Forum อย่างหลังมีประเทศละตินอเมริกาและแคริบเบี้ยนเข้าร่วม การทูตของจีนยังเดินหน้าด้วยการสานต่อโครงการเชื่อมโยงทางสายไหม (BRI) ซึ่งหลายคนมองเป็นเพียงการเชื่อมโยงทางรถไฟ หรือ การเดินสมุทร แต่จริง ๆ แล้วมันคือการเชื่อมโยงในทุกมิติโดยมีทางรถไฟและการเดินเรือเป็นสัญลักษณ์ ทั้งการค้า การศึกษา วิทยาศาสตร์ การสื่อสาร ฯลฯ จีนทำหน้าที่ประหนึ่งผู้ประสานงานและพยายามให้ปลอดการแบ่งแยกความเป็นกลุ่มโลกเหนือ หรือ ใต้ในการเชื่อมโยงดังกล่าว
แต่นั่นยังไม่ใช่ที่สุดของความร่วมมือ คำประกาศข้อริเริ่มระดับโลกในช่วงกลางทศวรรษ 2560 ช่วยตอกย้ำเจตจำนงของจีนในเรื่องความร่วมมือเพื่อบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืน เริ่มจากข้อริเริ่มการพัฒนาระดับโลก ปี 2564 ตามมาด้วยข้อริเริ่มความมั่นคงระดับโลก ปี 2565 และข้อริเริ่มอารยธรรมระดับโลก ปี 2566 ข้อริเริ่มแรกเดินตามทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เน้นการขจัดความยากจน ความมั่นคงอาหาร การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การปราบโรคระบาด และอีกมากมาย ข้อริเริ่มถัดมามุ่งความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ ส่งเสริมความเข้าใจกัน เน้นความร่วมมือและเจรจา อิงหลักความเคารพในอธิปไตยของกันและกัน ไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งหักล้างแนวทางเดิมของประเทศโลกเหนือที่เน้นการใช้กำลังปราบปราม กดดัน มองข้ามความเคารพและเข้าใจกัน ขณะที่ข้อริเริ่มสุดท้ายว่าด้วยการยึดมั่นในหลักการร่วม นั่นคือ การเรียนรู้ความหลากหลายทางอารยธรรม เปิดกว้างให้แก่ความแตกต่างทางสังคม วัฒนธรรม ระเบียบเศรษฐกิจ และให้น้ำหนักแก่การอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตสำหรับทุกกลุ่มอารยธรรม นั่นแปลว่า ทุกประเทศมีเกียรติและศักดิ์เท่าเทียมกัน ปริมาณรายได้ หรือ ศักยภาพทางทหารไม่ใช่ตัวชี้วัดความสูงต่ำ
จะเห็นได้ว่า ข้อริเริ่มเหล่านี้ไม่ต่างจากความพยายามต่อยอดแนวทางของสหประชาชาติ โดยมุ่งเป้าการพัฒนาแนวใหม่ แล้วเสริมด้วยหลักการที่จะทลายกลไกบางอย่างที่อาจบั่นทอนความยั่งยืน โดยเฉพาะกลไกด้านการสู้รบ หรือ การสร้างข้อพิพาท น่าสนใจที่ข้อริเริ่มรวมทั้งการเชื่อมโยงข้างต้นไม่ไช่ความเคลื่อนไหวสำหรับจีนกับกลุ่มประเทศชั้นนำ ทว่าเป็นแนวทางที่เปิดอาณาบริเวณให้แก่กลุ่มโลกใต้ด้วยเช่นกันด้วยแนวคิดว่า การรวมตัวกันของกลุ่มโลกใต้จะสร้างความเข้มแข็งได้มากกว่า และส่งเสริมให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนาอย่างสันติ
คล้อยหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ รอบล่าสุด มีความเป็นไปได้ที่ความร่วมมือกลุ่มโลกใต้จะเบ่งบานยิ่งขึ้น เพราะนโยบายของว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่เน้นการลดสงคราม แล้วกลับไปฟื้นฟูระเบียบกิจการภายใน ภาพความเป็นชาตินิยมอาจจะกลับมาอีกครั้งในกลุ่มโลกเหนือโดยเฉพาะในสหภาพยุโรปซึ่งเจอพิษเศรษฐกิจกับสงครามยูเครน แต่นั่นจะไม่กระทบต่อการรวมตัวของกลุ่มโลกใต้ซึ่งยึดแนวทางโลกาภิวัตน์มาเนิ่นนานและมองว่า ความร่วมมืออย่างเที่ยงธรรมคือทางออกของทุกกลุ่มวัฒนธรรม