โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์กรุงเทพ 1 ใน 8 หุ้นตัวแรก บนกระดานตลาดหุ้นไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 พ.ย. 2567 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2567 เวลา 03.00 น.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในทศวรรษที่ 6สร้างตลาดทุนเพื่อทุกคน เน้นบังคับใช้กฎหมายดีขึ้น เพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนและจำนวนนักลงทุน มุ่งสร้างสมดุลและความเท่าเทียมให้เกิดกับทุกภาคส่วน พร้อมให้ความสำคัญเรื่องเทคโนโลยี AI ย้ำประสิทธิภาพการสื่อสาร ต้องเปิดเผยข้อมูลบริษัทจดทะเบียนอย่างครอบคลุมและเข้าถึงได้รวดเร็ว

ในโอกาสที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังจะก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ Stake holder ของตลาดทุนไทย พร้อมด้วยผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนอีก 2 แห่งที่สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทย และการก้าวไปสู่ตลาดหุ้นไทยยุคใหม่ในทศวรรษที่ 6 โดยมีเป้าหมายในการสร้างตลาดทุนเพื่อทุกคน ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่ดีขึ้น การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และเพิ่มจำนวนนักลงทุน รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเงินการลงทุนมาใช้ประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความสมดุลและเท่าเทียมให้เกิดกับทุกภาคส่วน

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพเป็นหนึ่งใน 8 บริษัทแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเปิดการซื้อ-ขายหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 เพื่อสนับสนุนภาครัฐในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และส่งเสริมบริษัทไทยให้เห็นประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ

ชาติศิริกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญสำหรับธุรกิจแล้ว ยังเป็นแหล่งออมเงินและสร้างรายได้ให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย จากสถิติที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในอัตรา 8-12% ต่อปี ทั้งจากเงินปันผลและจากมูลค่าหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจไทยตลอดมา อย่างเช่นภาคการธนาคารในช่วงปี 2530-2539 กับจีดีพีของประเทศไทยที่เติบโตเฉลี่ย 9.3% ต่อปี โดยเฉพาะปี 2531 ที่เติบโตถึง 13.3% ซึ่งในช่วงนั้นธนาคารพาณิชย์เติบโตได้ถึงประมาณ 2 เท่าของจีดีพี คือประมาณ 20% ต่อปี

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธนาคารสามารถเติบโตได้ในอัตราดังกล่าว คือ ต้องมีเงินทุนที่จะรองรับการขยายธุรกิจได้อย่างเพียงพอ หากจะขยายธุรกิจด้วยทุนจากภายในและกำไรสะสม หรือ Organic Growth คงไม่สามารถสร้างการเติบโตในอัตราดังกล่าวได้ จึงต้องมีการเพิ่มทุนเป็นระยะๆ

ในช่วงนั้น ธนาคารบางแห่งมีอัตราการเติบโตสูงมากและต้องเพิ่มทุนถึงปีละสองครั้ง ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิม ควบคู่กับการเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ในราคาพรีเมี่ยมให้ผู้ลงทุนรายใหม่ ทำให้ธนาคารได้รับเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำสำหรับการขยายธุรกิจ เป็นอานิสงส์จากการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีโครงสร้างและมาตรการการกำกับดูแลที่โปร่งใส และได้รับความเชื่อถือจากผู้ลงทุนทั่วโลก ภาคการธนาคารก็ได้รับอานิสงส์ดังกล่าว ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในขณะที่ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนก็ได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า

ในทางกลับกันเมื่อ เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ เช่น ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ระหว่างปี 2562-2564 บริษัทส่วนใหญ่ต้องหยุดดำเนินการ จึงไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย ทำให้เงินทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างทางการเงินไม่สมดุล บางบริษัทมีเงินทุนไม่เพียงพอที่จะดำเนินกิจการต่อไปและมีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนอย่างเร่งด่วน ซึ่งบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็สามารถดำเนินการได้ในเวลาอันสั้น ด้วยการออกหุ้นสามัญ หรือตราสารหนี้เสมือนทุน เช่น Perpetual Bond

โดยมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทไทยในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมในระดับโลก ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มทุนได้อย่างทันการณ์และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว จนฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและทำกำไรได้ในปี 2566 ที่ผ่านมา ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากความเชื่อถือของผู้ลงทุนต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยได้รับการยอมรับทั่วโลก เป็นตลาดที่มีสภาพคล่อง มีนักลงทุนทั้งในประเทศไทยและนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย จากนโยบายกำกับดูแลและการดำเนินการที่สนับสนุนบริษัทจดทะเบียนให้มีธรรมาภิบาลที่ดี มีผู้บริหารและคณะกรรมการที่เป็นมืออาชีพ มีการตัดสินใจด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ส่งผลให้นักลงทุนมีความไว้วางใจ

จากฐานทุน 1พันล้านบาท สู่ 4หมื่นล้านบาท

ชาติศิริกล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปี 2518 โดยเริ่มต้นจากทุนจดทะเบียนจำนวน 1,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 1,200 ล้านบาทในปีเดียวกัน ความสำเร็จดังกล่าวมีส่วนกระตุ้นให้บริษัทเอกชนอื่นๆ สนใจการเข้าร่วมเป็นบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น

หลังจากนั้น ธนาคารได้เพิ่มทุนจดทะเบียนตามภาวะตลาดอีกหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มในอัตราเท่าตัว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเอื้ออำนวยอย่างมาก เช่น เพิ่มจาก 3,000 ล้านบาท ในปี 2525 เป็น 5,000 ล้านบาท ในปี 2530 เพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท ในปี 2534 และเพิ่มเป็น 20,000 ล้านบาท ในปี 2536 ปัจจุบัน ธนาคารมีทุนจดทะเบียนจำนวน 40,000 ล้านบาท

ในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เผชิญวิกฤติการณ์หลายครั้ง ทั้งจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ และจากปัจจัยจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น วิกฤติการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี 2533 วิกฤติการณ์ต้มยํากุ้ง ปี 2540 วิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์ หรือ Sub-prime Crisis ปี 2549-2552 และวิกฤติการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ปี 2563-2565 ท่ามกลางวิกฤติการณ์ต่างๆ ธนาคารกรุงเทพได้ใช้กลไกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการลดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ธนาคารกรุงเทพมีเครือข่ายสาขาในประเทศ ประมาณ 800 สาขา และเครือข่ายสาขาต่างประเทศ 241 สาขา ครอบคลุม 14 เขตเศรษฐกิจของโลก ทั้งในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

แนวทางธุรกิจแบงก์กรุงเทพในทศวรรษหน้า

สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของธนาคารกรุงเทพในทศวรรษหน้านี้ ยังคงมุ่งเน้นใน 4 ด้าน ได้แก่

1. การขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค (Regionalization) โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายสาขาต่างประเทศที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาคอาเซียนและบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในตลาดท้องถิ่นของแต่ประเทศที่ธนาคารมีสาขา เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงโอกาสในการขยายธุรกิจ และสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างราบรื่นในทุกพื้นที่ประกอบการของลูกค้า

2. การเติบโตไปกับการขยายตัวของเมือง (Urbanization) โดยธนาคารมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการทุกขนาด ทุกภาคธุรกิจ รวมทั้งการสนับสนุนชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมต่อกันทางเศรษฐกิจและการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ระหว่างเมืองหลักและเมืองรอง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ประชาชนได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วย

3. การก้าวสู่ยุคดิจิทัล (Digitalization) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ในระบบงานของธนาคาร เพื่อยกระดับการให้บริการที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้ายุคใหม่

4. การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) โดยยึดมั่นแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ยึดถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ใส่ใจดูแลและพัฒนาศักยภาพของพนักงาน เตรียมพร้อมรับมือกับภาวะวิกฤติภายใต้ความเสี่ยงและความเปลี่ยนแปลงของโลก และดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ

ทั้งนี้ ในระยะต่อไป การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศไทยมาจากหลายปัจจัย ทั้งจากการลงทุนของภาครัฐในระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะเครือข่ายการคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม และธุรกิจค้าปลีก การสนับสนุนอุตสาหกรรมไฮเทคและนวัตกรรม ภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 เพื่อปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

รวมถึง การย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีนมายังประเทศไทยและประเทศที่มีศักยภาพสูงในอาเซียน ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยธนาคารกรุงเทพพร้อมสนับสนุนลูกค้าที่ต้องการลงทุนในโครงการที่จะได้รับประโยชน์จากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น

ทิศทางตลาดหลักทรัพย์ไทยในทศวรรษที่ 6

ชาติศิริกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและดำเนินงานด้วยความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ มีหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่มีมาตรฐานและมีความเป็นสากล ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯมีการพัฒนาระบบการซื้อขายหลักทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และประสิทธิภาพการให้บริการ จากยุคแรก เป็นการซื้อขายด้วยมือเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ จนปัจจุบัน นักลงทุนสามารถซื้อ-ขายหลักทรัพย์ผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟนได้อย่างสะดวกสบาย

กล่าวได้ว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีความเป็นสากลทัดเทียมตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในต่างประเทศ เป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญในฐานะตลาดทุนชั้นนำแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย และมีการดำเนินงาน หลักเกณฑ์การกำกับดูแลและระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นมาตรฐานสากล

“การดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงต่อไป ธนาคารเชื่อว่าจะมีทิศทางที่สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมโลกในปัจจุบัน นั่นคือ การส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินกิจการอย่างมีความรับผิดชอบและมีความยั่งยืน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลการระดมทุนให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมทั้งกับบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุน สามารถใช้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลควบคู่กับการให้ความรู้ เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนให้บริษัทจดทะเบียนปรับตัวไปตามลำดับเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล”

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังสามารถเพิ่มบทบาทของการเป็นผู้ให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ให้ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เพื่อให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการเงิน ตั้งแต่รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ขยายผล โดยการส่งเสริมค่านิยมการออมและให้ความรู้ด้านการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อสร้างรายได้ประจำในระยะยาวและเตรียมเงินไว้สำหรับใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในวัยเกษียณ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ประชาชนตัดสินใจผิดในเรื่องการเงินและการลงทุน หรือตกเป็นเหยื่อของการโน้มน้าวชักจูงไปในทางที่จะสูญเสียเงินออมที่สะสมมาทั้งชีวิตอย่างที่เป็นข่าวอยู่เนืองๆ

อ่าน Cover Story : SET ก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 ตลาดหุ้นไทยยุคใหม่ ฉบับเต็ม

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤศจิกายน 2567 ฉบับที่ 510 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...