‘หมอยง’ รวมทุกเรื่อง ‘อหิวาตกโรค’ อาการ วิธีรักษา ป้องกันได้
The Bangkok Insight
อัพเดต 26 ธ.ค. 2567 เวลา 02.15 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2567 เวลา 02.15 น. • The Bangkok Insight"หมอยง" ย้อนรอย "อหิวาตกโรค" เคยระบาดมานานแล้วหลายร้อยปี ปัจจุบันระบบสาธารณสุขไทยพัฒนา รักษา ป้องกันได้
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan เรื่อง อหิวาตกโรค โดยระบุว่า
อหิวาตกโรคไม่ใช่โรคใหม่ รู้จักกันและเคยระบาดมานานมากแล้วหลายร้อยปี เคยระบาดใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 2 ในปี 2363 ที่เรียกว่า ห่าลงปีมะโรง มีการบันทึกโดย กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งประชากรขณะนั้นน่าจะมีประมาณ 3 ล้านคน
ความเห็นส่วนตัว คาดว่าเสียชีวิตประมาณ 3 หมื่นคน หรือประมาณ 1% ทำให้เผาศพไม่ทัน จึงมีการไปทิ้งไว้ริมแม่น้ำ และเป็นที่มาของแร้งวัดสระเกศ โดยศพที่ทิ้งน่าจะอยู่แถวบริเวณวัดสังเวช (ความเข้าใจของตัวเอง) การระบาดเป็นอยู่ 1 ปีก็สงบ จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่
หลังจากนั้น โรคก็มีการพบมาโดยตลอด ยังจำได้ว่าในสมัยเป็นเด็ก ๆ อหิวาตกโรคระบาดบ่อยมากโดยเฉพาะในฤดูร้อน ในช่วงมีการระบาด มีคำขวัญหรือให้ท่อง ผักดิบผักสดงดเสียดีกว่า หากใช้น้ำท่า ควรต้มเสียก่อน
จนในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาก็ยังมีการพบอหิวาตกโรค แต่สายพันธุ์ที่พบจะเป็น eltor มากกว่า classical และมีความรุนแรงน้อยกว่า สำหรับบ้านเราเมื่อพบก็จะบอกว่าเป็นโรคท้องเสียอย่างรุนแรง
ปัจจุบันสุขอนามัยดีขึ้นมาก น้ำกินน้ำดื่ม อาหารที่ใช้น้ำประปาที่ใช้ เราเห็นได้ชัดเจน เด็กรุ่นใหม่คงไม่เคยกินนั้นจากขัน ตักน้ำจากตุ่ม มารับประทานกันแล้ว ไม่เหมือนสมัยผมที่ยังเป็นเด็ก ใช้ขันเดียวกันกินน้ำ ไม่ได้มีการถือน้ำขวดอย่างในปัจจุบัน
อหิวาตกโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่ไวรัส เชื้อชื่อ Vibrio Cholera มีขนาดใหญ่กว่าไวรัสเป็นพันเท่า ระยะฟักตัวตั้งแต่ 12 ชั่วโมงจนถึง 5 วัน และมีอาการซึ่งขับถ่ายเชื้อเป็นจำนวนมากในช่วง 1-10 วัน
อาการหลักก็จะมีคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง และท้องเสียถ่ายเป็นน้ำอย่างรุนแรง ทำให้เสียน้ำจำนวนมากอย่างรวดเร็ว รายที่รุนแรงการเสียน้ำออกได้เป็นลิตร ๆ จึงทำให้ขาดน้ำและเสียชีวิตได้ ถ้าให้น้ำกับคืนไม่ทัน ในปัจจุบันการแพทย์และสาธารณสุขดีมาก โรคนี้รักษาได้มีทั้งยาปฏิชีวนะ และการให้น้ำเกลือทดแทนการสูญเสียน้ำที่ออกไปอย่างมาก จึงทำให้การเสียชีวิตต่ำมาก
ในที่ชนบทห่างไกลเรายังสอนการให้สารละลายน้ำเกลือแร่เข้าไปชดเชย เรามีองค์ความรู้อย่างมากในการรักษา ทำให้ในปัจจุบันอัตราตายจึงต่ำมาก การดูแลรักษาที่ดีในปัจจุบันนี้ถึงนอนโรงพยาบาลก็อยู่สั้นมาก 1-3 วัน
เรามียาปฏิชีวนะที่ดีที่สามารถฆ่าแบคทีเรีย โดยมีจุดมุ่งหมายลดการแพร่กระจายของเชื้อออกไปสู่ชุมชน
ปัจจุบันมีวัคซีนในการป้องกัน แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนไม่ได้สูงมากนัก เป็นวัคซีนชนิดรับประทาน ซึ่งแตกต่างกับสมัยก่อนที่ใช้ฉีด ผมจำได้ว่าสมัยก่อนฉีดแต่ละครั้งแขนบวมยกแขนไม่ขึ้น
ปัจจุบันใช้รับประทานต้องให้ 2 ครั้ง ในผู้ที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป ห่างกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไปแต่ไม่ควรเกิน 6 เดือน วัคซีนที่ใช้มีความปลอดภัย อาการข้างเคียงที่พบเล็กน้อยได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน อาจจะไม่สบายท้องบ้าง ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีนจะกันได้ไม่นานเกิน 3 ปี
ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุด ก็คงจะเป็นเรื่องของสุขอนามัย ความสะอาดของน้ำดื่ม อาหารที่กิน โดยเฉพาะผักดิบผักสด ต้องล้างให้สะอาดจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ควรกินอาหารที่สุก สะอาด ปราศจากแมลงวันตอม ดูแลสุขภาพ ล้างมืออยู่เป็นนิจ
การพัฒนาในเรื่องเศรษฐกิจสังคม สุขภาพ สุขอนามัย มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้โรคอหิวาตกโรคในประเทศไทยเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก และไม่มีการระบาดใหญ่มานานแล้ว เรามักจะได้ยินข่าวการระบาดของอหิวาตกโรค ในประเทศที่ยากจน มีภัยสงคราม หรือเกิดมหันตภัยทางธรรมชาติ
ถึงแม้ว่าโรคนี้เป็นโรคระบาดที่ยังไม่หมดไป โรคนี้ก็ยังเป็นโรคที่รักษาได้ มียาที่ใช้รักษา มีน้ำเกลือที่ลดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ มีวัคซีนในการป้องกัน การให้การศึกษาเรื่องดูแลสุขภาพอนามัย จึงทำให้โรคนี้มีโอกาสน้อยที่จะระบาดในประเทศไทย
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'หมอยง' เผยธรรมชาติของ 'โนโรไวรัส' ระบาดเพิ่มทุกปี ทุกฤดูหนาว
- 'เชื้อโนโรไวรัส' ล่องลอยในอากาศ ภัยเงียบโรงพยาบาล-สถานรับเลี้ยงเด็ก
- อหิวาตกโรค VS ท้องเสียโนโรไวรัส อาการและแนวทางการรักษา
ติดตามเราได้ที่