โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อนุสรณ์ ชี้ โอกาส อุปสรรค ความเสี่ยงของไทยก้าวสู่ศูนย์กลางทางการเงินของโลก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 19 ม.ค. 2568 เวลา 07.18 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. 2568 เวลา 07.17 น.

โอกาส ปัจจัยสนับสนุน อุปสรรคและความเสี่ยงของไทยก้าวสู่ศูนย์กลางทางการเงินของโลก เศรษฐกิจสหรัฐฯดีเกินคาด ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเร็วๆนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลฯ (DEIIT-UTTC) ประเมิน แนวโน้มดอลลาร์แข็ง ลดดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกาชะลอยาว บาทอ่อนเล็กน้อยไตรมาสแรกปีนี้ ส่งออกไทยเร่งตัวก่อนสงครามการค้าเปิดฉากเต็มที่

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (DEIIT-UTTC) เปิดเผยว่า โอกาสของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางทางการเงินของโลกอาจเกิดขึ้นได้ภายในหนึ่งทศวรรษข้างหน้าพร้อมกับการเดินหน้าสู่ประเทศรายได้สูงพัฒนาแล้ว ต้องใช้ความมุ่งมั่น ดำเนินการอย่างจริงจังและมีความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย เริ่มต้นต้องผลักดันให้มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการบริการการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมียุทธศาสตร์

มีแนวทางชัดเจนในการพัฒนา “เงินบาท” ให้เป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคเอเชีย ปฏิรูปและปรับเปลี่ยนระบบกฎหมายเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุน เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและภาคการลงทุน รวมทั้งระบบการเงินแบบกระจายศูนย์การเงินแบบดิจิทัล เตรียมพร้อมและพัฒนาบุคลากรทักษะขั้นสูงในภาคการเงินและการลงทุน ยกระดับและพัฒนาตลาดการเงินตลาดทุนของประเทศสู่มาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในการทำธุรกรรมทางการเงินและการลงทุนด้วยมาตรฐานธรรมาภิบาลสากล ระบบการเงินและการลงทุนที่โปร่งใสจะสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก

ส่วนร่างพ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจการเงิน จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางกฎระเบียบ พัฒนาระบบนิเวศต่อการประกอบธุรกิจทางการเงินและการลงทุนใน Financial Hub ที่จะช่วยสนับสนุนให้ “ไทย” พัฒนาสู่ศูนย์กลางทางการเงินในอนาคตได้ โดย “ไทย” มีข้อได้เปรียบในส่วนของค่าใช้จ่ายทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่า ค่าครองชีพถูก เมื่อเทียบกับศูนย์กลางทางการเงินของโลกอย่างนิวยอร์ก ลอนดอน ลอสแอนเจลีส โตเกียว ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือ ดูไบ ไทยมีข้อจำกัดที่ยังคงต้องพัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพสูงทางด้านการเงินและการลงทุนให้เพียงพอ หรืออาจใช้วิธีเปิดกว้างในการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้จากต่างประเทศมาทำงานในไทย รวมทั้งการลงทุนเพิ่มเติมทางด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบเทคโนโลยี ระบบการชำระเงิน ระบบธรรมาภิบาล ที่สามารถเทียบกับมาตรฐานของศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกได้ ขณะเดียวกันจำเป็นต้องออกแบบสิทธิประโยชน์ให้จูงใจสถาบันการเงินระดับโลก

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นเฉพาะหน้า รัฐบาลไทยต้องจัดการกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงทางไซเบอร์ การหลอกหลวงทางการเงินผ่านขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้มีฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนทั้งเมียนมา กัมพูชาและลาว ในช่วงสามปีที่ผ่านมาสร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 70,000-80,000 ล้านบาท มีความจำเป็นต้องแก้กฎหมายเพื่อให้ “สถาบันการเงิน” และ “บริษัทบริการโทรคมนาคม” ร่วมรับผิดชอบความเสียหายทางการเงินกรณีถูกหลอกลวงจากอาชญากรทางไซเบอร์ การแก้กฎหมายดังกล่าวจะทำให้สถาบันการเงินและบริษัทบริการโทรคมนาคมลงทุนเพื่อพัฒนาระบบความมั่นคงทางไซเบอร์ให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีประสิทธิภาพในการติดตามทรัพย์สินทางการเงินที่ถูกหลอกลวง ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็น เรื่องความมั่นคงปลอดภัยของระบบการเงิน การทำธุรกรรมทางการเงินและการลงทุน หากไม่มีความมั่นใจต่อระบบความมั่นคงปลอดภัยของระบบการเงิน ย่อมไม่สามารถเป็น ศูนย์กลางทางการเงินได้ สิ่งเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ คือ การสั่งการให้ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” “กลต” “ตลาดหลักทรัพย์” และ “บริษัทบริการโทรคมนาคม” เข้ามาร่วมจัดการระบบป้องกันการหลอกลวงและทำธุรกรรมทางการเงิน การลงทุนอย่างผิดกฎหมาย ผ่าน ระบบธนาคาร สถาบันการเงินและสถาบันการลงทุนต่างๆ และ ต้องกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันระหว่าง ระบบสถาบันการเงิน กิจการบริการโทรคมนาคม เพื่อกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันความเสียหายทางทรัพย์สินทางการเงินของประชาชนผู้เป็นเป้าหมายของการหลอกลวง

ในปี พ.ศ.2531 (ค.ศ.1988) เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราเลขสองหลักคือร้อยละ 13.2 ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่ยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว อันได้แก่ เกาหลีใต้ (ร้อยละ11.3) และสิงคโปร์ (ร้อยละ 11.0) นอกจากนี้จากตัวเลขในปี พ.ศ.2532 (ค.ศ.1989) เศรษฐกิจไทยก็มีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับร้อยละ 12.2 ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับอัตราของประเทศอื่นๆ ของโลก ที่สำคัญก็คือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่รักษาระดับอัตราความเจริญเติบโตให้อยู่ในระดับเลขสองหลักได้ (ประเทศที่ขยายตัวเร็วรองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์) โดยที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันอัตราการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่า ถึงแม้ว่าประเทศในกลุ่ม ASEAN-4 ยังเติบโตในเกณฑ์ที่สูงและน่าพึงพอใจ

แต่มีสิ่งที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง ก็คือ อัตราการเติบโตในกลุ่ม Asian NIEs มีแนวโน้มลดลงค่อนข้างชัดเจนในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฮ่องกง และเกาหลีใต้ ซึ่งมีอัตราลดลงจากร้อยละ 7.3 และ 11.3 ในปี พ.ศ.2531 (ค.ศ.1988) เป็นร้อยละ 2.5 และ 6.7 ในปี พ.ศ.2532 (ค.ศ.1989) ตามลำดับ กลุ่มประเทศ ASEAN-4 ยังคงก้าวต่อไป ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2530 โดยที่หลายฝ่ายมองว่าไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่รายต่อไปในเอเชีย การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรีทางการเงินและการลงทุน การเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนและไทย การส่งออกเป็นปัจจัยผลักดันการเติบโตของระบบเศรษฐกิจของไทย

ปัจจัยดังกล่าวเองทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจมีลักษณะเปิดกว้างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายทศวรรษที่ 2530 ประเทศไทยเผชิญปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ปัญหาหนี้เสียและความไม่โปร่งใสในระบบสถาบันการเงิน ตลอดจนปัญหาการส่งออกจากความถดถอยของความสามารถในการแข่งขันจากการแข็งค่าของเงินบาท อันนำมาสู่วิกฤตการณ์เงินตราและวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินในที่สุด การเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเนื่องจากผู้ดำเนินนโยบายการเงินยึดมั่นถือมั่นต่อระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้าเงิน (แบบคงที่)

ทั้งที่ระบบนี้ไม่เหมาะสมต่อเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว กระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าออกของไทยในตลาดโลก นอกจากนี้การลงทุนอย่างมหาศาลในประเทศก่อให้เกิดการผลิตต่ำกว่าความสามารถ มีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลือจำนวนมาก (Overcapacity) ชี้ให้เห็นว่าการลงทุน ที่ล้นเกิน (Overinvestment) ในช่วงเศรษฐกิจเติบโตสูง และสิ่งนี้คงถึงจุดสิ้นสุดและชะลอตัวในที่สุด

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเคยฝันว่าเราจะเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคก่อนวิกฤติปี 2540 แต่เราไปไม่ถึงเป้าหมายเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินขึ้นมาก่อน ทุกอย่างจึงสดุดลง หากเราสามารถเรียนรู้จากบทเรียนจากความผิดผลาดในการดำเนินนโยบายการเงินก่อนวิกฤตปี 40 ได้ดีพอและปิดจุดอ่อนให้ได้ทั้งหมด เป้าหมายในการก้าวสู่ศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคเป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินฝัน บทเรียนที่เราสามารถสรุปได้จากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี พ.ศ. 2540 ประกอบไปด้วย

1. การพึ่งพิงเงินทุนจากต่างประเทศในอัตราสูงไม่ใช่ปัญหา หากมีการบริหารจัดการที่ดีไม่ให้มีสัดส่วนของเงินกู้ต่างประเทศระยะสั้นมากเกินไป เงินทุนที่ไหลเข้าก่อนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี พ.ศ. 2540 สองสามปีมีสัดส่วนของการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment) น้อย การลงทุนเข้ามาถือหุ้นร่วมกิจการก็น้อยเมื่อเทียบกับเงินไหลเข้าในรูปของเงินกู้และที่สำคัญเงินกู้เหล่านี้กว่าครึ่งหนึ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้น ทางด้านสถาบันการเงินก็ต้องมีระบบการปล่อยสินเชื่อที่มีมาตรฐานและโปร่งใสไม่ดีพอ

2. ผู้กำหนดนโยบายการเงินไม่ยืดหยุ่น ยึดมั่นถือมั่นต่อการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่มากเกินไปทั้งที่ระบบนี้ต้องปรับเปลี่ยนตั้งแต่การเห็นสัญญาณจากการขาดดุลบัญชีสะพัดจำนวนมหาศาล ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากเกินไป เช่นเดียวกับในขณะนี้ที่ ผู้กำหนดนโยบายการเงินใช้มาตรการการเงินเข้มงวดเกินไปในภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อต่ำ ถือเป็นการขาดการยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤติปี 2540

3. การเปิดเสรีการเงินผ่านการเปิดเสรีวิเทศธนกิจ มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระบบสถาบันการเงินไทยจำนวนมาก ทำให้สถาบันการเงินในประเทศมีการขยายสินเชื่อในอัตราเร่ง คุณภาพสินเชื่อเริ่มลดลง อัตราส่วนระหว่างการปล่อยสินเชื่อต่อปริมาณเงินฝากสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์เพิ่มจากระดับต่ำกว่า 1 ในปี พ.ศ. 2533 สูงขึ้นจนถึงระดับ 1.35 เมื่อสิ้นไตรมาสสองของปี พ.ศ. 2538

4. ช่องว่างระหว่างระดับการออมและระดับการลงทุนและ การลงทุนเกินตัวทำให้ต้องอาศัยเงินออม (กู้เงิน) จากต่างประเทศ

5. การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย) ขณะที่ยังคงใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่พร้อมกับยังมีการเติบโตร้อนแรงอยู่ในภาคการลงทุนส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศยิ่งสร้างแรงผลักดันให้กู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้นและดึงดูดเงินทุนไหลเข้ามากขึ้นในรูปเงินกู้ระยะสั้น

6. สภาพคล่องที่ผ่อนคลายและปริมาณเงินขยายตัวในระดับสูงในช่วงก่อนเกิดวิกฤติผสานเข้ากับความร้อนแรงของการลงทุนและการเก็งกำไรทำให้ราคาที่ดินและหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นกว่าปัจจัยพื้นฐานมากจนเกิดปัญหาฟองสบู่

7. ขาดเสถียรภาพทางการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยหลังการรัฐประหารปี 2534 การผสานนโยบายการคลังและการเงินเพื่อหยุดยั้งภาวะฟองสบู่ไม่มีประสิทธิผล

8. เงินบาทของไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานเป็นเป้าหมายของนักเก็งกำไรในการโจมตีค่าเงิน และ ยังมีความผิดผลาดในการปกป้องค่าเงินบาท การโจมตีครั้งที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2540 การปกป้องค่าเงินบาทที่ผิดผลาดและไม่เท่าทันต่อเกมการเงินโลกทำให้ทุนสำรองสุทธิลดลงจากระดับ 24.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ในที่สุดต้องถูกตลาดการเงินกดดันให้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 ก.ค. 2540

9. ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่เมื่อมีสภาวะที่ปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่สามารถใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดจำกัดอุปสงค์รวมได้อย่างมีประสิทธิผล เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศสูง ผู้ลงทุนจะหันไปกู้เงินจากต่างประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า

10.เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงปลายทศวรรษที่ 2530 ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะบรรเทาลงและไม่เป็นเป้าถูกโจมตีค่าเงินก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้เชื่อว่าประเทศสามารถจ่ายหนี้ได้ในอนาคต และสามารถรักษาระดับเงินทุนไหลเข้าเพื่อชดเชยการขาดดุลได้

11. การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยหลักใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากการใช้ปัจจัยการผลิตมากขึ้นมิใช่มาจากการยกระดับผลิตภาพและเทคนิคการผลิต ประเทศไทยยังมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่อ่อนมากเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วและปัจจุบันก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชียด้วยกัน ทั้งในแง่ของจำนวนนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวนนักวิจัย งบประมาณเพื่อการวิจัย

รศ. ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลฯ (DEIIT-UTTC) ประเมิน เศรษฐกิจสหรัฐฯดีเกินคาด ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเร็วๆนี้ อัตราเงินเฟ้อ CPI เป็นไปตามคาด อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ต่ำกว่าคาดการณ์เล็กน้อย มีผลทำให้ “เงินดอลลาร์” ชะลอแข็งค่าเล็กน้อย อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีลดลงต่ำกว่า 4.7% ผลกำไรไตรมาสสี่ของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐฯสูงกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น CitiGroup, JP Morgan Chase, Blackrock, Well Fargo, Goldman Sachs เป็นต้น

แนวโน้มดอลลาร์ยังแข็งค่าต่อไปได้ หากการลดดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกาชะลอยาว บาทอาจอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ส่งออกไทยเร่งตัวก่อนสงครามการค้าเปิดฉากเต็มที่ โดยการส่งออกของสินค้าบางประเภท เช่น ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ โซลาร์เซลล์ อาจเร่งตัวขึ้นก่อนจะมีการปรับเพิ่มกำแพงภาษี แต่ทั้งปีแล้ว สินค้ากลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากการปรับภาษีนำเข้าอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ปี พ.ศ. 2568 ยังคงเป็นปีทองของการส่งออกอาหาร สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรต่อเนื่องจากปีที่แล้ว มีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอาจชะลอตัวลง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ยาง แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศและเคมีภัณฑ์น่าจะขยายตัวได้ดี ทำให้อัตราการขยายตัวส่งออกทั้งปีน่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 2.5% คิดเป็นมูลค่าส่งออกทั้งปีไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อนุสรณ์ ชี้ โอกาส อุปสรรค ความเสี่ยงของไทยก้าวสู่ศูนย์กลางทางการเงินของโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...