โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้ว่าธปท. เตือนสงครามภาษีสหรัฐฯ ทำเศรษฐกิจไทยเสียสมดุล แนะอาเซียนร่วมมือแก้เกม “ทรัมป์”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 มิ.ย. 2568 เวลา 13.22 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2568 เวลา 06.22 น.

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าธปท. เผยกับ Nikkei Asia เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 โดยระบุว่า สงครามภาษีสหรัฐฯ ทำเศรษฐกิจไทยเสียสมดุล โดยแนะให้อาเซียนหันมาร่วมมือเพื่อเลี่ยงผลกระทบ "ทรัมป์"

กรุงเทพฯ – ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตือนว่า การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการทะลักของสินค้าที่เข้ามาประเทศไทย อาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของไทย ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจทิ้งรอยแผลเป็นที่ลึกเอาไว้

คลิกอ่าน : From tires to furniture, Thai central bank says tariffs throw economy off balance

คำเตือน ของดร.เศรษฐพุฒิสะท้อนถึงเอเชียด้วย เนื่องจากมาตรการภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้นำมาใช้เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง หลังจากที่สร้างความปั่นป่วนในตลาดการเงินมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา

ดร.เศรษฐพุฒิ ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากไม่สามารถส่งออกไปขายที่ตลาดสหรัฐฯได้ เช่น กลุ่มอาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนรถยนต์ โดยเฉพาะยางรถยนต์

ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดในประเทศก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสินค้าที่ไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯ และถูกเทเข้ามาในประเทศไทยแทน เช่น เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย พลาสติก ปิโตรเคมีภัณฑ์ และเหล็ก

"การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมาจากหลายประเทศ แต่แหล่งที่สำคัญแน่นอนคือจากจีน"

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับไทยสิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือ เอสเอ็มอีที่จะได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่ทะลักเข้ามา เพราะเป็นหมวดสินค้าที่มีอุตสาหกรรม SME จำนวนมาก และเปราะบางกว่ามาก และมีสัดส่วนการจ้างงานที่ค่อนข้างมาก

ตามข้อมูลของทางการศุลกากรจีน การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ ลดลง 21% ในเดือนเมษายน นับตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์ประกาศมาตรการ "ภาษีตอบโต้" เมื่อวันที่ 2 เมษายน ในขณะเดียวกัน การส่งออกทั่วโลกของจีนเติบโต 8% และเป็นการส่งออกไปไทยเพิ่มขึ้น 28%

ผู้ว่าธปท.ได้พบกับ Nikkei Asia เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ซึ่งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีก็เพิ่มขึ้นตั้งแต่ขณะนั้น โดยศาลการค้าของสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งให้ระงับการเก็บภาษีโดยทันทีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว แต่ในวันถัดมา ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางได้คืนสถานะการเก็บภาษีดังกล่าวชั่วคราว

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กว้างขวางเช่นนี้ทำให้ธนาคารกลางคาดการณ์เศรษฐกิจได้ยาก ซึ่งกระตุ้นให้ ธปท. ต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน คือการประมาณการณ์ไว้สองสถานการณ์

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ธปท. ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย โดยคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เป็นไปในทางดีที่สุดคือการเติบโต 2% ในปีนี้ และอีกสถานการณ์คือแย่ที่สุดเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.3%

ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 1.3%-2.3% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 1.8% ในปี 2568

"เราจะเริ่มเห็นผลกระทบของภาษี แสดงผลในไตรมาสที่ 3 และ 4 ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการเจรจาและผลลัพธ์ของการเจรจา ทั้งนี้ได้ประมาณการอัตราการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงสูงกว่า 2%"

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า จากการคาดการณ์ล่าสุดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่าศักยภาพการเติบโต เนื่องจากผลกระทบจากภาษีเป็นอุปสรรการต่อการส่งออกของไทย ซึ่งส่งออกคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ธปท. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้วสองครั้งในปีนี้ โดยอัตราปัจจุบันอยู่ที่ 1.75%

"นโยบายการเงินในปัจจุบันเอื้อต่อการเติบโต ธปท. ไม่ได้พิจารณาเพียงเป้าหมายเงินเฟ้อ ในการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่คำนึงถึงแนวโน้มการเติบโตที่อ่อนแอลงที่เห็นในอนาคต ผมไม่สามารถบอกได้ว่าเราจะลดอัตราดอกเบี้ยอีกเมื่อไร แต่การผ่อนคลายนโยบายการเงินยังคงจำเป็นสำหรับประเทศไทยในตอนนี้"

ดร.เศรษฐพุฒิ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. มาตั้งแต่ปี 2020 วาระ 5 ปีของเขาจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ และไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สองได้ เนื่องจากจะครบอายุ 60 ปีในปีนี้ เขาย้ำว่า ธปท. จะยังคงรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท เพื่อคงนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตและส่งเสริมการเติบโต

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยภาคการธนาคารมากกว่าตลาด และผลกระทบจากภาษีต่อตลาดการเงินของไทยนั้นมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอย่างสหรัฐฯ

"เงินบาทที่อ่อนค่าลงมักจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกในประเทศไทย แม้ว่าคำกล่าวนี้จะเป็นจริง แต่เราไม่มีเป้าหมายหรือระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้ในใจ เราตระหนักดีถึงอันตรายและความเสี่ยงของการพยายามทำมากเกินไปเกี่ยวกับระดับอัตราแลกเปลี่ยน" ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวเสริม โดยอ้างอิงถึงบทเรียนอันหนักหน่วงจากวิกฤตทางการเงินในเอเชียช่วงทศวรรษ 1990

ดร.เศรษฐพุฒิ เปรียบเทียบภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันกับวิกฤตการณ์ครั้งก่อนๆ ว่า ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกินไปเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากประเทศไทยยังมีภาคบริการ ซึ่งคาดว่าจะยังคงอยู่รอดได้แม้จะมีภาษีของทรัมป์ และอาจมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย

"พายุครั้งนี้ไม่เลวร้ายเท่าครั้งที่เราเคยผ่านมา" นายเศรษฐพุฒิกล่าว โดยอ้างถึงช่วงที่ GDP ไทยหดตัว 7.6% ในปี 1997 และเมื่อเศรษฐกิจหดตัว 6.1% ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 การคาดการณ์การเติบโตที่ 1.3% ถึง 2.0% ในปีนี้ ดีกว่ามากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่มืดมนเหล่านั้น เราจะผ่านพ้นพายุลูกนี้ไปได้ เพราะเราเคยผ่านสิ่งที่เลวร้ายกว่ามาแล้ว และเราก็ผ่านมันมาได้"

ดร.เศรษฐพุฒิ เผยว่า คาดว่าต้องใช้เวลาสักระยะในการแก้ไขปัญหาภาษีของทรัมป์ โดยจะขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะจัดการกับการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างไร แต่เมื่อถูกถามว่าปัญหาการค้าจะยืดเยื้อนานเท่าไร เขาตอบว่า "ผมไม่คิดว่ามีใครรู้จริงๆ"

ตราบใดที่แรงกดดันจากภาษียังคงอยู่ ดร.เศรษฐพุฒิแนะนำให้ประเทศยืนหยัดในการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาหนี้สิน เพื่อให้ประเทศมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในยามวิกฤต แทนที่จะหันไปใช้วิธีการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นธุรกิจอยู่เสมอ

"อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ไม่ตรงจุด และส่งผลกระทบต่อหลายสิ่งหลายอย่าง และประสิทธิผลจากการลดอัตราดอกเบี้ยจะค่อยๆ ลดทอนลง โดยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะกระตุ้นให้ผู้คนกู้ยืมมากขึ้น และนั่นอาจทำให้หนี้เพิ่มขึ้นจนเป็นภาระต่อเศรษฐกิจ”

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่งทำให้ธนาคารต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดในการให้สินเชื่อ ซึ่งนำไปสู่การลดลงของอำนาจซื้อสินค้าคงทน โดยเฉพาะรถยนต์ โดยยอดขายรถยนต์ปี 2024 ลดลง 26%

โดยหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 95.5% ในปี 2021 เมื่อประเทศไทยยังคงต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ธปท. ได้ดำเนินมาตรการลดหนี้ครัวเรือนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และส่งผลให้สามารถลดหนี้ลงเหลือ 88.4% ของ GDP ณ สิ้นปี 2024

"อย่างน้อยที่สุด ทิศทางก็กำลังไปในทางที่ถูกต้อง แต่ 88% ก็ยังถือว่าสูงเกินไป" ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวถึงหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพี

ผู้ว่าการธปท.กล่าวด้วยว่า การหยุดชะงักทางการค้าที่เกิดจากภาษีของทรัมป์อาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับอาเซียนในการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นในภูมิภาค ท่ามกลางช่วงเวลาที่โลกกำลังมองหาสมดุลทางการค้าใหม่ สิ่งหนึ่งที่ผมหวังว่าจะเกิดขึ้น คือ การรวมกลุ่มในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะภายในอาเซียน รวมทั้งประเทศพันธมิตร

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวถึงญี่ปุ่นที่ถือว่าเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่พิเศษสำหรับประเทศไทยด้วยว่า "เศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จในอดีต ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนจากญี่ปุ่น เราซาบซึ้งใจมาก" (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...