โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องช่องโหว่ "ทุจริตเงินวัด" ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ต้องแก้ไข

SpringNews

อัพเดต 16 พ.ค. 2568 เวลา 11.42 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 06.29 น.

วัดในสังคมไทยมีบทบาทสำคัญมากกว่าเพียงแค่ศาสนสถาน แต่ยังเป็นสถาบันทางสังคมและวัฒนธรรมที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยอย่างลึกซึ้ง วัดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางชุมชน เป็นสถานศึกษา แหล่งเผยแผ่ศิลปวัฒนธรรม และที่พึ่งทางจิตใจและสังคมสงเคราะห์ ความผูกพันนี้เป็นรากฐานสำคัญของ วัฒนธรรมการทำบุญและการบริจาคทานแก่วัดอย่างกว้างขวาง ซึ่งกลายเป็น แหล่งรายได้หลักของวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ วัดหลายแห่งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้วัดไม่ได้เป็นเพียงองค์กรทางศาสนา แต่มีสถานะเป็น หน่วยเศรษฐกิจและสังคมที่มีพลวัต การทำความเข้าใจระบบการเงินของวัดจึงมีความสำคัญยิ่งยวด เพราะสถานะทางการเงินและความโปร่งใสส่งผลกระทบกว้างขวางต่อสังคม รายงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับระบบการเงินของวัดพุทธในประเทศไทย โดยเน้นบทบาทของเงินบริจาค แหล่งรายได้อื่นๆ กรอบธรรมาภิบาล ความท้าทายด้านความโปร่งใสและความรับผิดชอบ และเสนอแนวทางการปฏิรูป

แหล่งรายได้ของวัดทั่วประเทศไทย

ผลการวิเคราะห์ยืนยันว่าเงินบริจาคเป็น แหล่งรายได้หลักของวัดทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี การประมาณการหนึ่งชี้ว่าคนไทยบริจาคเงินให้วัดประมาณ 54,417 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 54,000 ล้านบาทต่อปี คำนวณจากค่าเฉลี่ยการบริจาคของชาวพุทธที่ 827 บาทต่อคนต่อปีในปี 2561 ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึง ขนาดและความสำคัญของเงินบริจาค อีกข้อมูลหนึ่งจากปี 2557 ระบุว่ายอดเงินฝากในระบบธนาคารที่มาจากวัดมีประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งอาจรวมถึงเงินสะสมและเงินทุนหมุนเวียนทั้งหมด แรงจูงใจหลักในการบริจาค มาจากการทำบุญ (ทาน) เพื่อสั่งสมบุญบารมีและความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ความสะดวกในการบริจาคและคุณค่าทางจิตใจก็เป็นปัจจัยส่งเสริม อย่างไรก็ตาม การพึ่งพิงเงินบริจาคเป็นหลักทำให้ สถานะทางการเงินของวัดเปราะบางและอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน

นอกจากเงินบริจาคแล้ว วัดยังมีรายได้จากแหล่งอื่นๆ อีกหลายประการ ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน จากการจัดประโยชน์ที่ดินธรณีสงฆ์ การจำหน่ายวัตถุมงคล ศาสนวัตถุ และสิ่งพิมพ์ วัดที่มีชื่อเสียงหรือมีวัตถุมงคลยอดนิยมจะมีรายได้ส่วนนี้สูง งานวิจัยหนึ่งพบรายรับเฉลี่ยจากการสร้างพระเครื่องบูชาประมาณ 1.4 ล้านบาทต่อปีต่อวัด ตลาดวัตถุมงคลโดยรวมอาจมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ค่าธรรมเนียมการประกอบศาสนพิธีและบริการ เช่น งานทอดกฐินและผ้าป่า เงินอุดหนุนและการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยหลักมาจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เช่น งบประมาณบูรณะวัด หรือเงินอุดหนุนทั่วไป รายได้จากการลงทุนและกิจกรรมทางการเงิน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนจากการลงทุนความเสี่ยงต่ำ กิจกรรมเชิงพาณิชย์อื่นๆ โดยเฉพาะวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น ค่าจอดรถ ค่าเข้าชม หรือบริการเฉพาะทาง เช่น การนวดแผนไทยที่วัดโพธิ์

แหล่งรายได้ที่หลากหลายนำไปสู่ประเด็น "พุทธพาณิชย์" ซึ่งก่อให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใส ระบบ e-Donation เองก็ไม่นับ "ค่าเช่าวัตถุมงคล" เป็นเงินบริจาคที่ลดหย่อนภาษีได้ อีกประเด็นคือ ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ระหว่างวัดต่างๆ โดยรายได้มีแนวโน้มกระจุกตัวในวัดขนาดใหญ่หรือมีชื่อเสียง ขณะที่วัดขนาดเล็กในชนบทยังมีปัญหาทางการเงิน

การกำกับดูแลและแนวปฏิบัติในการจัดการการเงิน

การบริหารจัดการการเงินของวัดอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบหลายฉบับ:พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ กำหนดให้เจ้าอาวาสรับผิดชอบการจัดทำบัญชี และนิยาม "ศาสนสมบัติของวัด" กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) กำหนดให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ทำบัญชีรับจ่ายและสรุปตอนสิ้นปี กฎกระทรวงว่าด้วยการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ กำหนดให้ พศ. ออกแบบบัญชีและให้คำแนะนำ ระเบียบมหาเถรสมาคม (มส.) ว่าด้วยการจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด พ.ศ. ๒๕๕๗ กำหนดหลักเกณฑ์และอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายตามจำนวนเงิน โดยวงเงินที่เจ้าอาวาสอนุมัติได้จำกัดอยู่ที่ 50,000-90,000 บาท (ขึ้นอยู่กับการตีความ) หากเกินกว่านั้นต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าคณะระดับสูงขึ้นไป และเกิน 500,000 บาท ต้องผ่าน มส. มติมหาเถรสมาคมที่ 407/2558 กำหนดให้วัดทุกวัดต้องจัดทำรายงานการเงิน (บัญชีรายรับ-รายจ่าย) และจัดทำฐานข้อมูลศาสนสมบัติ และส่งรายงานเป็นประจำทุกปีเพื่อความโปร่งใส

ในทางปฏิบัติ การนำกรอบกฎระเบียบไปใช้ยังมีความซับซ้อน วัดจำนวนมากยังคงใช้ ระบบบัญชีเงินสดแบบง่าย ๆ ซึ่งไม่เพียงพอและ ขาดระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐานชัดเจน แม้ พศ. จะมีแบบบัญชีและคู่มือไวยาวัจกร แต่การปฏิบัติตามยังไม่ทั่วถึง เงินของวัดที่เกิน 100,000 บาท ควรนำฝากธนาคารในนามวัด

เจ้าอาวาสมีอำนาจและความรับผิดชอบสูงสุดในการบริหารจัดการการเงิน ไวยาวัจกรมีหน้าที่จัดทำบัญชีรายวัน และคณะกรรมการวัดควรมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลและความเป็นอิสระของไวยาวัจกรและคณะกรรมการวัดแตกต่างกันไป วัดมีหน้าที่จัดทำบัญชีรายเดือนและงบปี และ พศ. มีบทบาทรับรายงานและอาจตรวจสอบ แต่การตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีอิสระจากภายนอก ยังไม่ได้เป็นมาตรฐานทั่วไป และการควบคุมภายในยังอ่อนแอ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีอำนาจตรวจสอบวัดได้ แต่โดยทั่วไปจะทำเมื่อมีเหตุอันควร

ช่องว่างสำคัญระหว่างกฎระเบียบกับการปฏิบัติจริง เช่น การขาดระบบบัญชีที่โปร่งใส การบันทึกบัญชีแบบง่าย การลงบัญชีที่ไม่สอดคล้องกัน และการขาดการตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานสากล เกิดจากข้อจำกัดด้านทรัพยากร/ความเชี่ยวชาญ การกำกับดูแลที่ไม่เข้มแข็งของ พศ. (ซึ่งดูแลวัดกว่า 42,000 แห่ง) และการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง อำนาจที่รวมศูนย์อยู่ที่เจ้าอาวาส หากขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิดได้
ความท้าทายด้านความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจของสาธารณชน

การบริหารการเงินของวัดเผชิญความท้าทายสำคัญที่บั่นทอนความไว้วางใจ

ข้อบกพร่องด้านความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล: การขาดระบบบัญชีมาตรฐาน การใช้ระบบพื้นฐาน การไม่เปิดเผยรายงานการเงินต่อสาธารณะ และการที่ส่วนใหญ่ไม่ผ่านการตรวจสอบบัญชีจากผู้สอบบัญชีภายนอก เป็นปัญหาที่พบบ่อย ผลสำรวจชี้ว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยมองว่าการเงินวัดขาดความโปร่งใส (46.40%) ซึ่งยิ่งบั่นทอนศรัทธา

การบริหารจัดการที่ผิดพลาดและการทุจริต: ข่าวการทุจริตปรากฏเป็นระยะ เช่น กรณีอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงยักยอกกว่า 300 ล้านบาท หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์ยักยอก 32.3 ล้านบาท กรณีเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจควบคุมการเงินเพื่อประโยชน์ส่วนตน บางกรณียังมีเจ้าหน้าที่ พศ. เกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินอุดหนุน ปัญหาเหล่านี้เกิดจาก ช่องโหว่เชิงระบบ เช่น อำนาจเบ็ดเสร็จของเจ้าอาวาสที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล การขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี/การเงินในวัด ระบบควบคุมภายในที่อ่อนแอ การขาดการตรวจสอบภายนอก และระบบการเงินสงฆ์ที่ค่อนข้างปิด

ความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎระเบียบและการกำกับดูแล: พศ. เผชิญความยากลำบากในการบังคับใช้มาตรฐานกับวัดเกือบ 42,000 แห่ง รวมถึงการผลักดันระบบบัญชีใหม่ตามมติ มส. มีรายงานถึงความไม่เต็มใจของ พศ. ในการเปิดเผยข้อมูลบัญชีวัด นอกจากนี้ พศ. อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบุคลากรในการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ และ สตง. ไม่ได้ตรวจสอบวัดทุกแห่งประจำ กลไกการลงโทษทางวินัยภายในคณะสงฆ์เองก็อาจยังขาดประสิทธิภาพ
ความท้าทายเหล่านี้สร้าง วงจรของปัญหา: การขาดความโปร่งใสทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย เมื่อเกิดกรณีอื้อฉาว ก็ยิ่งบั่นทอนศรัทธาและความไว้วางใจ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อรายได้หลักคือเงินบริจาค ปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ชี้ว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กร

หนทางสู่การเสริมสร้างความซื่อสัตย์ทางการเงิน: ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูป

การแก้ไขปัญหาต้องอาศัย แนวทางการปฏิรูปที่ครอบคลุมหลายมิติ:การเสริมสร้างความเข้มแข็งของกรอบกฎหมายและกฎระเบียบทบทวนแก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ฯ ให้เข้มแข็งขึ้นด้านความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการตรวจสอบที่เป็นอิสระ พิจารณายกร่าง "พระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ" ให้ทรัพย์สินวัดเป็นของพระพุทธศาสนาโดยรวมและให้พุทธบริษัท 4 มีส่วนร่วม แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 เรื่องทรัพย์สินพระภิกษุเมื่อมรณภาพ กำหนดให้มีการตรวจสอบบัญชีวัดโดยผู้สอบบัญชีอิสระจากภายนอกภาคบังคับ

การปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีและแนวปฏิบัติในการตรวจสอบบัญชี

พัฒนาระบบบัญชีมาตรฐานระดับชาติสำหรับวัดโดยเฉพาะ ให้ซับซ้อนกว่าระบบเงินสดแบบเดิม จัดฝึกอบรมบุคลากรวัดด้านบัญชีและการเงิน กำหนดให้วัดที่มีรายได้/ทรัพย์สินเกินเกณฑ์ต้องได้รับการตรวจสอบบัญชีจากผู้สอบบัญชีอิสระเป็นประจำ และเปิดเผยผลการตรวจสอบ

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

ส่งเสริมและขยายการใช้งาน ระบบ e-Donation เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการรับบริจาค พัฒนาและนำ ฐานข้อมูลทรัพย์สินวัดดิจิทัล ที่ครอบคลุมมาใช้ตามมติ มส. 407/2558 ควรเข้าถึงได้และเปิดเผยต่อสาธารณะในระดับเหมาะสม ส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์จัดการทางการเงินและเครื่องมือดิจิทัลในวัด และอาจใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการระดมทุน/เปิดเผยข้อมูล

การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการกำกับดูแลโดยภาคประชาชน

นำข้อเสนอให้ พุทธบริษัท 4 มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในคณะกรรมการการเงินและการกำกับดูแลของวัด มาปฏิบัติ โดยสร้างหลักประกันความเป็นอิสระและอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน พัฒนากระบวนการคัดเลือก บทบาท และความรับผิดชอบของฆราวาสในระบบธรรมาภิบาล ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบโครงการและการใช้จ่ายเงิน สนับสนุนให้วัดเปิดเผยรายงานสถานะการเงินต่อชุมชนท้องถิ่น การปฏิรูปเหล่านี้มีความซับซ้อนและต้องการแนวทางที่หลากหลาย การแก้ไขปัญหาต้องทำอย่างเป็นระบบ การปรับปรุงกฎหมายต้องควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานบัญชี เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของชุมชน ความสำเร็จขึ้นอยู่กับ เจตจำนงและความมุ่งมั่นอย่างจริงจังจากทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร

การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าระบบการเงินของวัดในประเทศไทยมีเงินบริจาคเป็นแหล่งรายได้หลักและมีทรัพย์สินรวมมหาศาล ซึ่งสะท้อนศรัทธาอันแรงกล้า แต่ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำความจำเป็นในการบริหารจัดการด้วย ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และธรรมาภิบาล ความท้าทาย เช่น การขาดมาตรฐานบัญชี การตรวจสอบที่ไม่ทั่วถึง ช่องว่างในการบังคับใช้กฎระเบียบ และกรณีทุจริต ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญ การปฏิรูปตามแนวทางที่เสนอ ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐานบัญชี การใช้เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาสถาบันวัดให้สามารถปรับตัวและดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความคาดหวังของสังคมที่สูงขึ้น การบริหารการเงินที่เปี่ยมด้วยธรรมาภิบาลจึงไม่ใช่เพียงภาระหน้าที่ทางธุรการ แต่เป็นพื้นฐานโดยตรงที่เชื่อมโยงกับ ความสามารถของวัดในการบรรลุพันธกิจทางศาสนาและสังคม และการธำรงไว้ซึ่งความน่าเลื่อมใส

อ้างอิง

จัดระเบียบการเงินวัด / มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / CUSRI / สถาบันดำรงราชานุภาพ /
สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ / ลงทุนแมน / HRACK / Indepht / TCIJ / BrandInside / Justic / OMB / ONAB / อิศรา /

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...