โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

CIB เผยคืบหน้า ปมยักยอกทรัพย์"คดีวัดไร่ขิง" ยัน อดีตเจ้าอาวาส รู้ "อรัญญาวรรณ" เอาเงินไปเล่นการพนัน มากกว่า 800 กว่าล้าน

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 22 พ.ค. 2568 เวลา 07.19 น.

CIB เผยคืบหน้า ปมยักยอกทรัพย์"คดีวัดไร่ขิง" ยัน อดีตเจ้าอาวาส รู้ "อรัญญาวรรณ" เอาเงินไปเล่นการพนัน มากกว่า 800 กว่าล้าน พร้อมเปิดคลิปเสียง ย้ำความสัมพันธ์ลึกซึ้งของทั้งคู่ ส่วนสำนักพุทธฯ เตรียมยกระดับการตรวจสอบวัด 4 หมื่นวัดทั่วประเทศ

วันนี้ 22 พ.ค. 2568 ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.), นายคณพศ หงสาวรางกูร ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.3) และเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดีทุจริตยักยอกเงินวัดไร่ขิง ของ "ทิดแย้ม" หรืออดีตพระธรรมวชิรานุวัตร อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงและเจ้าคณะภาค 14 ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาทุจริตและยักยอกเงินวัดไปเล่นการพนันออนไลน์

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว กล่าวเสริมว่า เมื่อ 7 วันก่อน ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นไปแล้ว และตนได้รับมอบหมายให้มาแถลงความคืบหน้าในวันนี้ โดยยอมรับว่าการสืบสวนเบื้องต้นยังไม่ลงลึกในรายละเอียดเท่าที่ควร จึงได้สั่งการให้สืบสวนเพิ่มเติมอย่างละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลตลอด 7 วันที่ผ่านมา และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่มุ่งเน้นการหยุดยั้งการกระทำผิดที่สร้างความเสียหายต่อวัดและประชาชน เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และจะนำข้อมูลที่ตรวจพบส่งให้สำนักพุทธฯ นำไปแก้ไขต่อไป

นายสิริพงษ์ ศรีตุลา กล่าวว่า หลังจากเจ้าอาวาสและผู้เกี่ยวข้องมอบตัวและถูกจับกุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทีมสอบสวนได้ขยายผลสืบสวนทุกมิติ ทั้งการหาบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขยายผลทรัพย์สิน และมุ่งเป้าดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง พร้อมแก้ไขปัญหาระยะยาวในการบริหารจัดการวัดไร่ขิงอย่างเต็มระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ย้อนกลับไปในปี 2564 เจ้าหน้าที่ ปปง. ได้ขยายผลจากข้อมูลเบื้องต้นที่พบเงินกว่า 300 ล้านบาท และจากการตรวจสอบพบความผิดปกติที่ไม่สอดคล้องกับคำให้การของผู้ต้องหา จึงส่งรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในคดีนี้ไปยัง ปปง. เพื่อตรวจสอบระบบการรายงานธุรกรรมจากสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสและบุคคลอื่น ๆ ทั้งหมด

สำหรับรายได้ของวัดไร่ขิงที่มีหลายช่องทาง โดยแบ่งออกเป็น 2 บัญชี คือบัญชีวัดและบัญชีมูลนิธิ พบความผิดปกติในบัญชีวัดหลายรายการ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการทำบัญชีที่ไม่โปร่งใส เช่น รายได้จากการเช่าร้านค้า ที่ปกติปีละประมาณ 30 ล้านบาท แต่ตั้งแต่ปี 2563 เงินไม่ได้ถูกนำเข้าบัญชีวัดตามกระบวนการ แต่กลับถูกนำส่งให้อดีตเจ้าอาวาสแทน ซึ่งตรวจสอบแล้วพบเงินหายไปประมาณ 200 กว่าล้านบาท นอกจากนี้ เงินกฐิน ก็ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสเช่นกัน ส่วนเรื่อง ร้านค้าสวัสดิการ และวัตถุมงคล พบว่าเงินเข้าบัญชีของสองสามีภรรยาผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

พ.ต.ต.ภัทราวุธ อ่อนช่วย ผู้กำกับการ 5 บก.ป. อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของคดีมาจากหนังสือร้องเรียนที่พบว่าพระนำเงินวัดไปใช้ส่วนตัวตั้งแต่หลักหมื่นจนถึง 10 ล้านบาท และมีข้อมูลว่าอดีตเจ้าอาวาสน่าจะนำเงินไปใช้ในทางที่ไม่สุจริต หลังจากได้รับคำสั่ง ผู้การฯ จึงให้สืบสวนลับ จัดตั้งคณะทำงาน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และเจ้าหน้าที่ภาคสนาม โดยได้เข้าสอบสวนคนในวัดและดูความเชื่อมโยงของผู้กระทำความผิด เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานจึงเชื่อได้ว่าอดีตเจ้าอาวาสยักยอกเงินวัดไปเป็นของส่วนตัวและใช้ในทิศทางที่ไม่เหมาะสม และยังพบว่าเงินถูกโอนให้นางสาวอรัญญาวรรณ ซึ่งหลังจากได้รับเงิน นางสาวอรัญญาวรรณได้นำไปเล่นการพนัน

ในส่วนของการสอบสวนเพิ่มเติมเรื่องบัญชีธนาคารทั้งหมด ทั้งบัญชีของผู้ที่เกี่ยวข้อง วัด และมูลนิธิ รวมทั้งสิ้น 51 บัญชี โดยเป็นบัญชีส่วนตัวของเจ้าอาวาส 21 บัญชี และของนางสาวอรัญญาวรรณ 12 บัญชี โดยเจ้าหน้าที่มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบเงินหมุนเวียนของนางสาวอรัญญาวรรณ พบว่าตั้งแต่ปี 2559 มีเงินหมุนเวียนกว่า 2,000 ล้านบาท โดยมี 4 ช่องทางหลักในการรับเงิน ได้แก่ การฝากเงินสดเข้าบัญชี, การรับเงินอื่น ๆ, การรับโอนเงินจากอดีตพระเอกพจน์ และการรับโอนเงินจากนายฉัตรชัย

นายคณพศ หงสาวรางกูร ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวเสริมว่า ทาง สตง. ได้จัดทีมเข้าร่วมตรวจสอบมูลนิธิของวัดไร่ขิง 3 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ มูลนิธิหลวงพ่อวัดไร่ขิง มีเงินมากที่สุด และพบว่าประธานมูลนิธิคืออดีตเจ้าอาวาสได้กู้ยืมเงินจากมูลนิธิดังกล่าวไป 35 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2563 และคืนเพียง 5 ล้านบาทในปี 2567 นอกจากนี้ยังมีการยืมเงินจากอีก 1 มูลนิธิจำนวน 9 ล้านบาท และมีการคืนไปประมาณ 1.1 ล้านบาท ทำให้รวมแล้วอดีตเจ้าอาวาสเป็นหนี้มูลนิธิรวม 38 ล้านบาท ส่วนบัญชีอื่น ๆ ก็จะต้องตรวจสอบต่อไป

นายสุทธิศักดิ์ สุมน จาก ปปง. กล่าวว่า ความผิดของอดีตเจ้าอาวาสเข้าข่ายเป็น ความผิดมูลฐานการฟอกเงิน จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินเชิงลึก เพื่อดูว่าอดีตเจ้าอาวาส มีข้อมูลการเชื่อมโยงกับใครบ้าง และจากการตรวจสอบรายชื่อพบว่ามีธุรกรรมการเงินจำนวนมากพอสมควร จึงได้ส่งข้อมูลให้ บก.ปปป. (กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ) ทำการวิเคราะห์ตรวจสอบต่อไป

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวปิดท้ายว่า หลังเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สำนักพุทธฯ ได้นำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมมหาเถรสมาคม และได้มีมติ 4 ประการ พี่จะใช้ในการตรวจสอบวัดจำนวน 40,000 วัดทั่วประเทศประกอบไปด้วย 1. จัดตั้งคณะอนุกรรมการวางแนวทางการจัดการทรัพย์สินของวัด โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการ มส. และประธานฝ่ายสาธารณูปการของ มส. เป็นประธาน 2. จัดทำแนวทางบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดให้ทันสมัยและตรวจสอบได้ โดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ 3. รณรงค์ให้ทุกวัดใช้ระบบ E-Donation ในการรับบริจาคจากพุทธศาสนิกชน และ 4. ปรับปรุงโครงสร้างของ พศ. ในการจัดตั้ง กองศาสนสมบัติวัด ขึ้นมาดูแลการจัดการศาสนสมบัติของวัดโดยเฉพาะ

ซึ่งภายหลังจากการแถลงข่าวภาพรวมแล้ว ได้มีการเปิดคลิปเสียงที่ อดีตเจ้าอาวาสคุยกับอรัญญาวรรณโดยเนื้อหา คล้ายกับว่าอรัญวรรณพยายามขอเงินแต่ อดีตเจ้าอาวาส บอกว่าไม่มีเงินจะให้แล้ว ซึ่งน้ำเสียงที่ใช้คุยเป็นน้ำเสียงออดอ้อน

ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ อธิบายว่าคลิปดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อปลายปี 67 นางสาวอรัญญาวรรณพยายามจะขอเงินอดีตเจ้าอาวาสเพื่อจะนำไปใช้ในการเล่นการพนัน โดยในคลิปมีการพูดถึงเงิน 4 งวด จำนวนรวม 2 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่า อดีตเจ้าอาวาสรู้อยู่แล้วว่าอรัญญาวรรณขอเงินเพื่อไปเล่นการพนัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าอดีตเจ้าอาวาสเล่นการพนันด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง

ส่วนแนวทางการสอบสวนพบว่าความสัมพันธ์ ระหว่างอรัญญาวรรณและอดีตเจ้าอาวาสมี 2 ช่วงคือช่วงหวานและช่วงขม ช่วงหวานเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนปี 63 อรัญญาวรรณมีการเข้ามายืมเงินอดีตเจ้าอาวาสจำนวน 5-6 หมื่นบาท จนมีการพัฒนาความสัมพันธ์โดยมีการแลกไลน์กันไว้ และมีการพูดคุยในเชิงชู้สาวมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เงินของวัดถูกโอนออกไปเรื่อยๆเช่นเดียวกัน

ส่วนการรู้จักกันเริ่มต้นจากนางสาวอรัญญาวรรณเป็นเด็กที่อาศัยอยู่แถววัดไร่ขิง และเรียนอยู่ในโรงเรียนแถววัด ซึ่งเคยพบหน้าเจ้าอาวาสตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กแล้ว อรัญญาวรรณสมัยยังเป็นเด็กเคยทำกิจกรรมให้กับวัดจนได้เครื่องรางของขลังเป็นแหวนวัดไร่ขิง ซึ่งเจ้าอาวาสเคยบอกไว้ว่าใครที่มีแหวนวัดไร่ขิงหากมีเรื่องเดือดร้อนสามารถเข้ามาขอความช่วยเหลือกับทางวัดได้

จากนั้นช่วงปลายปี 67 คือช่วงที่ความสัมพันธ์ของอดีตเจ้าอาวาสและอรัญญาวรรณเริ่มขื่นขม ซึ่งเป็นช่วงที่อดีตเจ้าอาวาสไม่มีเงินแล้ว ประกอบกับอรัญญาวรรณและแฟนหนุ่มถูกตำรวจไซเบอร์จับกุม ในคดีเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ โดยอรัญญาวรรณจะวรรณได้ติดต่อไปหาอดีตเจ้าอาวาสและอ้างว่ามีคลิปที่คุยกับอดีตเจ้าอาวาสในเชิงชู้สาวอยู่ในโทรศัพท์ ถ้าไม่อยากให้คลิปดังกล่าวถูกนำไปเปิดเผย ให้โอนเงินมาให้ตนวิ่งเต้นคดี

ด้าน พ.ต.ท.สิริพงษ์ (ป.ป.ท.) ได้ให้ข้อมูลเสริมว่า อดีตเจ้าอาวาสวัดเป็นเหมือนเจ้าพนักงานที่ต้องควบคุมดูแลทรัพย์สินภายในวัด แต่มีการนำเงิน ออกจากวัดไปให้คนอื่น ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ส่วนทางอรัญญาวรรณที่มีการรับเงินจากอดีตเจ้าอาวาส เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ไม่ถือว่าเป็นการทำความผิดร่วมกัน

จากการตรวจสอบมีการฝากถอนเงินของวัดไปสู่บุคคลอื่นมากกว่า 20,000 รายการ ซึ่งจากประสบการณ์การทำคดี คดีในลักษณะดังกล่าวจะไม่สามารถติดตามนำเงินกลับคืนมาได้ ซึ่งตอนนี้ตรวจพบว่ามีการนำเงินของวัดไปซื้อที่ดิน แถวปากช่องและเขาใหญ่ นอกจากนี้ยังมีบุคคลอื่นที่มาเกี่ยวข้อง การกระทำความผิดนี้อีกซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบในเชิงลึกให้มากขึ้นต่อไป

ขณะที่เรื่องของหมอเตยและแฟนหมอเตย ตรวจสอบเชิงลึกพบว่าทั้งคู่ได้เข้ามารู้จักกับอดีตเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 51 ซึ่งหมอเตยไม่ใช่แพทย์แต่เป็นร่างทรง และทราบว่ามีอิทธิพลอย่างมากในการบริหารจัดการเรื่องเงินภายในวัด ซึ่งอิทธิพลของหมอเตยที่มีต่อเจ้าอาวาสนั้น ตำรวจสอบสวนกลางเองก็อยากจะทราบเหตุผลเช่นเดียวกัน ว่าทำไมหมอเตยถึงมีอิทธิพลมากขนาดนี้

ซึ่งหมอเตยทำหน้าที่ในการจัดการเรื่องร้านค้าสวัสดิการภายในวัด นอกจากนี้ พบว่าอดีตเจ้าอาวาสยังมีการเปิดร้านกาแฟให้กับหมอเตย ซึ่งร้านกาแฟดังกล่าวถูกร้องเรียนจากชาวบ้าน เนื่องจากการสแกนคิวอาร์โค้ดของร้านเป็นบัญชีของหมอเตย ไม่ใช่ของวัด

ซึ่งตำรวจพยายามหาข้อมูลจากบุคคลใกล้ชิดของหมอเตย ทำไมใบเตยมีอิทธิพลกับอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งเท่าที่ได้ข้อมูลมา พบว่าหมอเตยเคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับอดีตชาติ โดยอ้างว่าชาติก่อนของหมอเตยและอดีตเจ้าอาวาสมีความเชื่อมโยงกันจึงทำให้อดีตเจ้าอาวาสลงเชื่อและได้รู้จักกัน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการใช้เงินเพื่อซื้อตำแหน่งเจ้าคณะภาค 14 จริงหรือไม่ ตัวแทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาบอกว่า ไม่ทราบเรื่อง ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ที่ผ่านมาสำนักงานพระพุทธศาสนาไม่เคยระแคะระคาย เข้าไปตรวจสอบวัดไร่ขิงเลยหรือ โดยสำนักพุทธบอกว่าตั้งแต่ปี 61 ถึง 67 วัดไร่ขิงมีการรายงานบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดเป็นปกติ ทั้ง 4 บัญชี จึงไม่รู้สึกระแคะระคาย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...