ธปท.ชี้เศรษฐกิจเสี่ยงโตต่ำกว่า 2% อย่างน้อยปีครึ่ง กนง.พร้อมปรับนโยบาย ถ้า Downside Risk เกิดขึ้น
Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2/2025 ของ ธปท. โดย (จากซ้าย) นางสาวบัณณรี ปัณณราช ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน
วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัด Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2/2568 เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนความเห็นกับนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ และสื่อมวลชน ในประเด็นผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อล่าสุด รวมทั้งประเด็นสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงิน โดยนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน และนางสาวบัณณรี ปัณณราช ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค
กนง.พร้อมปรับนโยบายรับความไม่แน่นอน
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า วันนี้ธปท.ได้เผยแพร่รายงานนโยบายการเงินฉบับย่อและรายงานนโยบายการเงินไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ซึ่งในรายงานนโยบายการเงินมีสองบทความพิเศษ คือ การท่องเที่ยวและการปรับตัวของภาคธุรกิจจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการหารือกับผู้ประกอบการ
นายสักกะภพสรุป 2 ประเด็นสำคัญ โดยประเด็นแรกพัฒนาการของการจัดเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐ การบังคับ ใช้ภาษีที่ก็บในอัตราที่เท่ากัน (reciprocal tariff) จากเดิมก็จะบังคับใช้วันนี้ (9 กรกฎาคม 2568) เป็นวันที่ 1 สิงหาคม สหรัฐได้ส่งจดหมายถึง 14 ประเทศรวมถึงไทยด้วย เพื่อแจ้งอัตรา Reciprocal Tariff ซึ่งไม่ได้รวมถึงภาษีที่เรียกเก็บรายหมวดสินค้าที่อาจจะยังไม่ได้เพิ่ม เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากวันนี้ถึงวันที่ 1 สิงหา ก็ยังมีโอกาสที่ประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยจะมีการเจรจาในแง่อัตราภาษีลง
สำหรับปฏิกิริยาของตลาด นายสักกะภพกล่าวว่า ตลาดการเงินไม่ว่าตลาดการเงินโลก ตลาดเงินไทยได้มีคาดการณ์การขยายการบังคับใช้ไประดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นยังต้องติดตามความชัดเจนภาษีในระยะต่อไป ยังเป็นความไม่แน่นอน
ประเด็นที่สองเศรษฐกิจไทย ในครึ่งปีแรกจนถึงเดือนมิถุนายนตัวเลขก็เริ่มทยอยเข้ามา โดยมีตัวเลขจริงจนถึงเดือนพฤษาคม เครื่องชี้เร็วยังเห็นว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวไปได้ ยังไม่ได้เห็นการสะดุดรุนแรง แต่สิ่งที่อยากจะเน้นว่าสำคัญมากกว่าคือมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีความท้าทายอยู่หลายด้าน ภาษีจะกระทบกับการส่งออกซึ่งจะทอดไปที่การลงทุน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงอาจจะโตได้ช้ากว่าที่เคยคาดไว้
“ทั้งสองประเด็นการส่งออกลงทุนรวมถึงการท่องเที่ยว สุดท้ายก็จะกระทบกับการบริโภคในระยะต่อไป ในไตรมาสที่สองแล้วก็ทอดยาวไปสู่ในปีหน้า ซึ่งทั้งหมดนี้ในการประชุมกรรมการนโยบายการเงินครั้งที่ผ่านมา ก็ได้มีการพูดคุยแล้วก็ได้รวมปัจจัยการชะลอตัวดังกล่าวในการประชุม รวมถึงการประเมินแนวโน้มของนโยบายไปแล้วในเรื่องเศรษฐกิจ”
นายสักกะภพเน้นว่า ลักษณะของแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากภาษีที่อาจจะไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยกระทบแบบรุนแรงเร็วๆและตกลงไปแบบเร็วๆในระยะสั้นเหมือนในช่วงโควิดที่มีการกระทบการผลิต เกิดภาวะชะงัก แต่ลักษณะของแรงกระแทกในครั้งนี้จะเป็นการทอดยาวเพราะผลกระทบหลักๆ จะมาจากในกลุ่มที่ส่งออกไปสหรัฐเป็นหลัก
“เราจะเห็นการผลของมันจะทอดยาวแล้วก็ลักษณะของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ก็จะขึ้นอยู่กับการปรับตัวของภาคธุรกิจด้วย”
“ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินคณะกรรมการกนง. ก็ยังเห็นว่าควรที่จะผ่อนคลาย สนับสนุนเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าสูง คณะกรรมการนโยบายการเงินมีความพร้อมที่จะปรับนโยบายเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น ถ้าเห็นว่ามีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงเริ่มมีความชัดเจนเพิ่มสูงขึ้น”
ระยะข้างหน้าเศรษฐกิจเสี่ยงโตต่ำกว่า 2% อย่างน้อยปีครึ่ง
นางสาวบัณณรี ปัณณราช ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค
นางสาวบัณณรี ปัณณราช ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ให้รายละเอียดภาพเศรษฐกิจที่คณะกรรมการกนง.ใช้ในการพิจารณาดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา โดยในมุมมองของของธปท.ข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาในช่วงปัจจุบันพบว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกค่อนข้างที่จะขยายตัว ซี่งการขับเคลื่อนมาจากภาคการผลิตและการส่งออกสินค้า แต่มุมมองในระยะข้างหน้าประเมินว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจจะชะลอตัว เนื่องจากว่าได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องไปยังทั้งภาคการลงทุนและการบริโภคในประเทศ
ขณะเดียวกันรายรับของภาคการท่องเที่ยวมีแรงชะลอตัวเพิ่มอีก ในส่วนของนักท่องเที่ยวจีนที่อาจจะชะลอลง แต่มีบางส่วนที่ชดเชยจากนักท่องเที่ยวในกลุ่มระยะไกลที่ยังมีรายจ่ายอยู่พอสมควร
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวมาจากภาคการผลิต โดยเครื่องชี้ที่ธปท.มีจนถึงปัจจุบันคือถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเป็นข้อมูลจริงที่ผ่านมาแล้ว พบว่าในองค์ประกอบที่สำคัญของเศรษฐกิจในแต่ละด้าน ทั้งด้านการส่งออก การผลิต การบริโภคและการลงทุน หรือรายรับของภาคการท่องเที่ยวของข้อมูลสองเดือนสุดท้ายในไตรมาส 2 ยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นจากระดับเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ส่วนนี้จึงเป็นแรงส่งของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี แรงส่งที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกบางส่วนเป็นการเร่งตัว( Front Load) ของการผลิตและส่งออก
“เมื่อมองไปในระยะข้างหน้าแนวโน้มเศรษฐกิจคาดว่าจะชะลอลงพอสมควร โดยเมื่อเทียบการเติบโตครึ่งปีแรกกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน (Year on Year) ครึ่งปีแรกอาจจะโตประมาณใกล้ๆ 3% ประมาณ 2.9% แต่ในระยะข้างหน้าการเติบโตจะชะลองพอสมควรอยู่ที่ประมาณ 1.6% แล้วปีหน้าอยู่ที่แค่ประมาณ 1.7% ซึ่งก็เป็นความท้าทายของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่จะมีอัตราเติบโตที่ต่ำกว่า 2% ในช่วงเป็นอย่างน้อยปีครึ่งไปข้างหน้า”
ส่งออกติดลบครึ่งหลังของปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า
ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอลง คือ ผลกระทบจากการส่งออกที่คาดว่าจะหดตัวรุนแรงและได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐที่จะมีความชัดเจนขึ้นในระยะข้างหน้า แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามสถานการณ์เป็นระยะและการเจรจาของภาครัฐ
นางสาวบัณณรีกล่าวว่า การส่งออกในช่วงไตรมาส 2 ได้รับแรงส่งจากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นส่วนที่ยังมีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้ถูกเก็บภาษีจากมาตรการภาษีของสหรัฐ นอกจากนี้ยังความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก เช่น เพื่อนำไปใช้ในกลุ่มที่เป็น Data Center ซึ่งกำลังซื้อกลุ่มนี้ในตลาดโลกยังคงมีอยู่ต่อเนื่องทั้งปีนี้และปีหน้า โดยคาดการณ์อุปสงค์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในกลุ่ม Data Center ขยายตัวเลขสองหลักต่อเนื่อง ทั้งปีนี้และปีหน้า ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้การส่งออกในส่วนนี้ยังคงมีแรงขับเคลื่อน
แต่การส่งออกส่วนอื่นคาดว่าจะชะลอลงในระยะข้างหน้าจากผลกระทบของมาตการภาษีที่อาจจะเริ่มมีผลในช่วงครึ่งหลังของปี นี้ โดยในภาพรวมการส่งออกสินค้าหลังจากที่มีการเร่งบางส่วนในช่วงครึ่งแรกของปีไปแล้ว จะลดลงรุนแรงตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป ต่อจากนั้นจะทำให้ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ติดลบถึง 4% และยังติดลบต่อเนื่องไปถึงปีหน้าที่ 2%
“ผลของมาตรการภาษีจะเห็นชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี นี้จนถึงปีหน้า จากที่ผ่านมาแล้วยังไม่เห็นมากนัก เนื่องจากมีการเร่งส่งออกบางส่วน”
นางสาวบัณณรี กล่าวว่า อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนหนึ่งเศรษฐกิจที่อาจจะมีความสำคัญในช่วงที่ผ่านมา แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่าแรงส่งส่วนนี้ชะลอลงบ้าง คือ รายรับภาคท่องเที่ยวที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อน ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ที่มาของแรงขับเคลื่อนของภาคนี้ก็อาจจะปรับเปลี่ยนไปบ้าง ก่อนหน้านี้คาดว่าแรงขับเคลื่อนส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวระยะสั้น และ จีน
ข้อมูลล่าสุดพบว่าแรงขับเคลื่อนจากนักท่องเที่ยวจีนก็อาจจะชะลอลงบ้างจากความไม่มั่นใจต่อการเดินทาง แต่ก็มีนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มระยะไกล กลุ่มประเภทยุโรปยังคงมีความต้องการมาท่องเที่ยว กลุ่มนี้ก็ช่วยชดเชยรายรับของภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลงจากนักท่องเที่ยวจีนได้ โดยค่าใช้จ่ายของกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลสูงมากเกินครึ่งของนักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย
การที่ที่มาของรายรับภาคการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปพึ่งพานักท่องเที่ยวระยะไกลมากขึ้น การกระจายในส่วนของรายได้ก็อาจจะเปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับอดีต เพราะลักษณะการใช้จ่าย หรือพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวระยะไกลเน้นการพักในโรงแรมมากกว่า ต่างจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่อาจจะเน้นการทานข้าวในร้านอาหาร การช้อปปิ้ง
กลุ่มธุรกิจที่เดิมอาจพึ่งพาการที่จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน หรือว่าการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่มาในประเทศไทย ก็อาจจะได้รับผลกระทบ แต่ในกลุ่มที่เป็นที่พึ่งพานักท่องเที่ยวระยะไกล ก็ยังมีอัตราการขยายตัวได้ ในระยะต่อไปก็ต้องติดตามการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะกลับมาในระยะข้างหน้า และการฟื้นความเชื่อมั่นเพื่อที่จะดึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนกลับมา
นางสาวบัณณรี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายด้าน จากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค แหล่งที่มาหรือกระแสของรายได้สำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตในต่างประเทศ การขยายกำลังการผลิตในต่างประเทศอาจจะทำให้การแข่งขันในต่างประเทศรุนแรงขึ้น ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรองรับอุปสงค์ที่อาจจะลดลง หรือการแข่งขันที่สูงขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็คือผลกระทบจากการนำเข้าสินค้า หรือการแข่งขันในตลาดโลกและตลาดในประเทศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้การปรับตัวในภาคการผลิตในช่วงที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เรายังคงติดตามอยู่และมองว่าส่วนนี้อาจจะเป็นแรงกดดันของภาคธุรกิจในระยะข้างหน้า ถ้าการปรับตัวอาจจะยังเป็นไปได้ช้า สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจีนต่อยอดขายในประเทศในหลายๆอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศก็มีส่วนกดดันการผลิตและการประกอบการของธุรกิจในประเทศ ผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในหลาย ๆ ด้านในระยะข้างหน้า”
เศรษฐกิจปี 2568 ยังขยายตัว 2.3%
นางสาวบัณณรี กล่าวว่า ในภาพรวมธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2568 ยังขยายตัว 2.3% จาก 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ครึ่งปีแรกที่ได้ผ่านไปแล้ว ข้อมูลที่เข้ามายังคงขยายตัว แต่ว่าจะชะลอตัวลงรุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปีแล้วก็ต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ที่ขยายตัวได้เพียงแค่ 1.7% ชะลอตัวลงค่อนข้างมาก ส่วนที่ชะลอลงมากมาจากขนาดของการส่งออกที่คาดว่าติดลบ ซึ่งก็จะส่งผลกระทบไปถึงการลงทุนของภาคเอกที่ขยายตัวต่ำมากไม่ถึง 1% ในปีหน้า
ขณะเดียวกันการบริโภคก็ชะลอตัวลงเช่นกัน จากผลกระทบของการส่งออกที่ชะลอตัว เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน การบริโภคที่ 1.7% ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอดีตที่ประมาณ 3%ค่อนข้างชะลอตัวลงพอสมควร ส่วนนี้ก็ยังคงต้องติดตามในหลาประเด็นที่อาจจะเข้ามาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มจากที่ประเมินไว้ในกรณีฐาน ทั้งพัฒนาการของการเจรจาการค้าและผลกระทบจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความแน่นอนในประเทศ และความตึงตัวของสินเชื่อบางจุดที่อาจจะกระทบกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการ SMEs มากกว่าคาด
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน
ภาวะเงินเฟ้อของไทยไม่ได้อยู่ในภาวะเงินฝืด
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ให้ข้อมูลสถานการณ์เงินเฟ้อว่า อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำจริงมาจากหมวดของราคาพลังงานและอาหารสดเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ส่งผลให้ราคาสินค้าอื่นโดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในตระกร้าพื้นฐานลดลงเป็นวงกว้าง อีกทั้งราคาสินค้าที่ประชาชนบริโภคเป็นประจำก็ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูง
จากประมาณการเศรษฐกิจอัตรางเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568-2569 อยู่ที่ 0.5% และ 0.8% อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานในปีนี้และปีหน้าติดลบที่ประมาณ 3% และประมาณ 1.3% ซึ่งเป็นการติดลบ 2 ปี ที่ไม่เห็นนัก และค่าเฉลี่ยในอดีตของอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.5% จึงเป็นสาเหตุที่เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ
ส่วนอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดอยู่ที่ 1.2% และ 1.6% ในปีนี้และปีหน้า ค่าเฉลี่ยในอดีตในช่วงปี 10 ปีก่อนโควิดปี 2553-2562 อยู่ที่ 1.5% ดังนั้นถือว่าอยู่ในระดับค่าเฉลี่ย 10 ปี แต่ปี 2568 นี้ก็ค่อนข้างอยู่ในระดับต่ำ
อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำจำกัดอยู่ในหมวดพลังงานและอาหารสดเป็นหลัก ราคาอาหารสดหลังมกราคม 2556 ไม่ได้เร่งดังในอดีต ขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณปี 2565 ปีเป็นต้นมา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่นอกจากนี้การตรึงราคาค่าไฟฟ้า ราคาก๊าซหุงต้มก็มีส่วนทำให้เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ระดับต่ำ
อัตราเงินเฟ้อ หมวดอาหารสดและพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำหรือติดลบ ไม่ได้กระจายไปที่ราคาและสินค้าและบริการหมวดอื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าโดยสารสาธารณะหรืออาหารสำเร็จรูป
นอกจากนี้ราคาของสินค้าที่ครัวเรือนบริโภคเป็นประจำก็ยังอยู่ในระดับที่สูงขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าตอนนี้ภาวะเงินเฟ้อของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะเงินฝืดแต่อย่างใด
สำหรับภาวะการเงินนายสุรัช กล่าวว่า ภาวะการเงินยังคงตึงตัว คุณภาพสินเชื่อยังปรับด้อยลงและค่าเงินบาทก็ยังเคลื่อนไหวผันผวน อาจจะมีทิศทางแข็งค่าบ้าง แต่ว่าก็เป็นการทิศทางที่สอดพร้อมกับภูมิภาค
สินเชื่อที่หดตัวมีสาเหตุจาก ข้อแรก การชำระคืนหนี้ที่มากขึ้น จากการสอบถามภาคธุรกิจ ธุรกิจก็เห็นว่าความจำเป็นในการที่จะกู้ยืมมาสำหรับการลงทุนในช่วงนี้อาจจะยังมีไม่มาก ก็มีการชำระคืนหนี้ด้วยเช่นกัน สอดคล้องกับความต้องการสินเชื่อที่ลดลงขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็ยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับ ความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่สูงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สินเชื่อในช่วงหลังก็ค่อนข้างชะลอลงด้วย
ด้านคุณภาพสินเชื่อก็ยังค่อนข้างที่จะทรงตัวหรือว่าปรับสูงขึ้นบ้างในส่วนของสินเชื่อรายย่อย แต่ในส่วนของธุรกิจรายใหญ่ก็ยังค่อนข้างทรงตัว
เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 5.5% ตั้งแต่ต้นปี
ส่วนค่าเงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน ในไตรมาสที่ผ่านมาก็แข่งค่าเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหนึ่งมาจากดอลลาร์สหรัฐในช่วงหลังมีทิศทางอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่เป็นทิศทางเดียวกันกับภูมิภาค NEER ค่อนข้างคงที่
ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าขึ้นประมาณ 5.5% ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับภูมิภาค
สำหรับนโยบายการเงินมีสองประเด็นหลักเกี่ยวกับนโยบายการเงิน ประเด็นแรกคือ นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และ ประเด็นที่สอง ความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง
ที่ผ่านมา กนง.ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง จุดยืนของนโยบายถือว่าอยู่ในระดับผ่อนคลาย อย่างไรก็ดีขีดความสามารถของการดำเนินโยบายการเงินก็เป็นเรื่องสำคัญ ในช่วงนี้ความแน่นอนสูงในระยะข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในประเทศ ปัจจัยภายนอกประเทศ
“พัฒนาการด้านภาษีอาจจะนำมาซึ่ง Unexpected Shock ที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้นการที่เรามีขีดความสามารถในการรองรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้นได้ เป็นเรื่องสำคัญ”
นอกจากนี้ในช่วงนี้ที่ความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจการบริโภคหรือการลงทุนของภาคเอกชนอาจจะมีการรอในระยะข้างหน้าที่ มีความชัดเจนมากขึ้น ประสิทธิผลของนโยบายการเงินก็น่าจะดีขึ้น
นโยบายการเงินในระยะถัดไปก็พร้อมปรับให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยประเด็นที่จะพิจารณาติดตามในระยะต่อไป เป็นเรื่องของสงครามการค้า เทความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงปัจจัยสถานการณ์ภายในประเทศ และภาคการเงินทั้งการขยายตัวและคุณภาพสินเชื่อ
การดูแลเสถียรภาพ เศรษฐกิจการเงิน ต้องมีการใช้เครื่องมือที่หลากหลายไม่เพียงแต่ดอกเบี้ย ธปท.เองก็ได้มีเครื่องมือต่างๆที่พยายามที่จะช่วยลดภาระหนี้เพื่อให้ผู้ที่เป็นหนี้สามารถไปต่อได้ ที่ผ่านมาก็การขยายโครงการต่างๆ เช่น โครงการคุณสู้เราช่วยระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการผสมผสานเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพ เศรษฐกิจการเงิน ในระยะต่อไป
นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน
ย้ำกนง.พร้อมปรับนโยบาย ถ้า Downside Risk เกิดขึ้น
นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน สรุป 3 ประเด็นของเศรษฐกิจไทย ประเด็นแรกคือ ความเสี่ยงที่อาจจะถูกเก็บภาษี ในอัตราที่สูง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เป็นความเสี่ยงด้าน downside risk ที่สำคัญ และจะมีนัยต่อระยะยาว ค่อนข้างมาก ทั้งกนง.และธปท.ก็ติดตามและประเมินอย่างใกล้ชิดต่อไป
ประเด็นที่สอง ภาพเศรษฐกิจโดยรวมครึ่งแรกของปีนี้ยังมีการขยายตัวอยู่ ส่วนหนึ่งในไตรมาสที่ 2 จากการที่เร่งส่งออกไปก่อนหน้าในสหรัฐแล้วก็ทำให้ครึ่งแรกโดยเฉลี่ยแล้วน่าจะโตประมาณ 3% ที่สำคัญมองไปข้างหน้าจริงภาพที่กนง.และธปท.ประเมินไม่ต่างจากสถาบันอื่นๆ ที่ว่ามีความท้าทายค่อนข้างมาก ไม่ว่าเป็นการส่งออกที่จะติดลบในครึ่งหลังของปีจากที่ขยายตัวเป็นบวกในครึ่งแรก การลงทุนก็เช่นกันจากที่ขขยายในครึ่งแรกก็คาดว่าจะติดลบในครึ่งหลัง
การท่องเที่ยวก็มีความท้าทายมากกว่าที่เป็นมา แล้วก็ส่งผลทอดไปสู่การบริโภคที่ขยายตัวในอัตราที่ต่ำลงมากกว่าที่ผ่านมาค่อนข้างมาก
ในภาพนี้มองไปข้างหน้าก็ยังมีความไม่แน่นอนมาก นอกจากความไม่แน่นอนในพัฒนาการแล้ว ก็มีโอกาสที่จะเกิด shock ที่ยังไม่ทราบว่ามาจากไหนด้วย
ประเด็นที่ 3 นโยบายการเงิน กนง.ทมองว่าจุดยืนของนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายแล้วก็ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่เหมาะสม แล้วก็การลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็ช่วยรองรับความเสี่ยงด้านต่ำไว้ได้ระดับหนึ่งแล้ว
“มอบไปข้างหน้า กนง. พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายเพิ่มเติม ถ้า Downside Risk เกิดขึ้นจริง หรือว่ามี shock อื่นๆ ที่อาจจะกระทบเข้ามา”
ทิศทางเศรษฐกิจแผ่วลงครึ่งปีหลัง
ในช่วงถามตอบมีคำถามว่า ในกรณี Worst Case เลย ถ้าไทยถูกเก็บภาษีที่ 36% แบงชาติประเมินว่าเศรษฐกิจจะโตเหลือเท่าไหร่ แล้วจะเตรียมรับมืออย่างไร
นายปิติกล่าวว่า ในกนง.ที่ผ่านมาที่ประชุมกัน มีการพิจารณาหลายฉากทัศน์(scenario) รวมถึงกรณีเลวร้ายสุดถ้าถูกเก็บภาษีทั้งโลก ไทยถูกเก็บหลายอัตรา ตัวเลขประมาณการที่เผยแพร่ไปในสมมติฐานที่ 18% ธปท.มองว่า robust ค่อนข้างจะเป็นตัวแทนของภาพรวมได้ว่า คงประมาณนี้ scenario จะเป็นยังไง ก็จะบวกลบไปจากเส้นกลางนี้
“แต่ตัวเลขไม่ได้สำคัญมากเท่ากับทิศทางโดยรวมของเศรษฐกิจที่เรามอง ซึ่งตัวที่ชัดเจนเลยไม่ว่าจะ scenario ไหน ครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไปแผ่วลง ตอนนี้จริงๆครึ่งหลังของปีนี้ถ้านับจาก 1 สิงหาคม เหลือแค่ 4 เดือน ตัวสำคัญคือครึ่งแรกของปีหน้า โดยสำคัญมากกว่า ซึ่งประมาณการล่าสุด เราก็ลดประมาณการ ปีหน้าลงเหลือ 1.7%”
ทิศทางโดยรวมของเศรษฐกิจค่อนข้างจะชะลอลงพอสมควรจากนี้ไป อัตราการขยายตัวจากนี้ไปไม่ดีแล้ว ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ เพราะปัจจัยที่เข้ามามี shock ที่ทอดยาว
ถ้าเป็นกรณีเลวร้ายก็อยู่ในวิสัยที่ได้ประเมินไว้ แต่ภาพใหญ่คงไม่เปลี่ยนว่าทิศทางการขยายตัวจะชะลอลงค่อนข้างพอสมควรจากนี้ไป
นายปิติกล่าวว่า เพื่อความชัดเจนในการแลกเปลี่ยนความเห็นการพูดคุย นี่แค่เป็นตัวอย่าง ภาษี reciprocal tariif ที่จริงแล้ว จะเป็น 36% หรือ 18% ณ ตอนนี้ถ้าเป็นตัวอย่างที่เขียนไว้ในแถลงเป็นส่วนที่นอกเหนือจากภาษีที่เรียกเก็บเฉพาะหมวด( Sectoral Tariff ) อื่น ๆ หรือว่าบางส่วนที่อาจจะถูกยกเว้น การส่งออกของไทยส่วนไปสหรัฐทั้งหมด 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดไม่ใช่ทุกส่วนจะโดน Reciprocal Tariff ที่ 36% ที่ 18% ที่ 10%
ส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนใหญ่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ถูกเก็บ ถ้าเป็นยานยนต์ ชิ้นส่วนจะมี Sectoral Tariff ที่ 25% หมวดทั้งหมดประมาณ 40% ของตะกร้าส่งออกของไทยไปสหรัฐ ทั่วโลกถูกเก็บอัตราภาษีเท่ากัน ไม่ว่า Reciprocate Tariffs จะเป็นเท่าไหร่ ดังนั้นความเสี่ยงที่จะเสียเปรียบได้เปรียบกับประเทศอื่น ณ ตอนนี้มันอยู่ที่ 60% ของตะกร้าส่งออกไปยังสหรัฐ ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างน้อยเป็นสิ่งที่ช่วยให้คิดว่าระดับของผลกระทบก็มีการแยกกัน แต่ความไม่แน่นอนทีมาก และบอกไม่ได้ว่าจะปรับอะไรอีกจากนี้ไป
คำถามต่อมา ขอถามค่าเงินกับนโยบายการเงิน ถ้ามองผลการประชุมนโยบายการเงินที่ผ่านมา รวมทั้งประมาณการเศรษฐกิจที่ออกมาใหม่ด้วย ในแง่ทิศทางไม่สำนักไหนมองต่างกัน แต่การที่ ธปท.ปรับเพิ่มขึ้นจาก Alternative scenario คราวที่แล้วประกอบกับค่าเงินช่วงที่ผ่านมาแข็งค่าต่อเนื่อง อาจจะขัดกันหรือไม่ ถ้ามองในมุมตลาด ธปท.เห็นอะไรที่แตกต่างจากตลาดที่ทำให้เศรษฐกิจมองดูดีกว่าที่ตลาดคาดแล้วอาจจะทำให้มุมมองต่อค่าเงินบาทยิ่งเหมือนส่งเสริมให้ยิ่งแข็งกว่าปกติด้วย ซึ่งก็เข้าใจว่าธปท.พยายามจะบอกว่าเคลื่อนไหวตามภูมิภาค แต่ถ้าเราดู top region ของประเทศที่แข่งส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีปัญหาด้านภาษีกับสหรัฐทั้งสิ้น
นายปิติตอบในเรื่องประมาณการทางเศรษฐกิจว่า น่าจะกระจ่างมากขึ้นธปท.พยายามจะทำให้ทราบว่าตัวเลขที่เปลี่ยนไป สะท้อนข้อมูลที่เข้ามาใหม่มองย้อนไปในอดีต ในการทำประมาณการ ก็ต้องใช้ข้อมูลที่ล่าสุดที่มีมากสุด แล้วในเมื่อข้อมูลที่เข้ามาล่าสุดก็บอกว่า ไตรมาสแรกประกาศแล้วเป็นอย่างนี้ดีกว่าที่ทุกคนมองไว้ ไตรมาส 2 ดูจากข้อมูลการส่งออกรายเดือนที่ 5 เดือนโต 14.8% ส่งออกไปสหรัฐโต 27% ข้อมูลรายเดือนแสดงว่าเศรษฐกิจใน ไตรมาส 2 ไม่ได้ชะงัก
“ก็เป็นหมุดตั้งต้นของการมองไปข้างหน้าว่าเราเริ่มจากประมาณนี้ ถ้าครึ่งแรกเป็นประมาณอย่างที่ข้อมูลสะท้อนโตประมาณ 3% แล้วข้างหน้าก็แผ่วอย่างที่ทุกคนมองเพราะว่าภาพข้างหน้าที่พยายามจะเน้นย้ำ ภาพข้างหน้าที่เรามองไม่ต่างจากที่มีการพูดคุยกันโดยทั่วไปเลยว่า เศรษฐกิจจะชะลอลงกระทั่งการส่งออก การลงทุนทุกอย่างชะลอลงและมีความท้าทายมาก แต่ตัวเลข คือตัวเลข ว่าจุดตั้งต้นเป็นประมาณนี้”
นายปิติกล่าวว่า ต้องดูข้อมูลจริงของไตรมาส 2 เพราะความแตกต่างอยู่แค่ไตรมาส 2 ธปท.ไม่ได้มองว่าเศรษฐกิจดี อัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพเป็นเวลาปีครึ่งกว่าๆ มองไปข้างหน้าไม่ใช่สิ่งที่ดี
ส่วนค่าเงินจากสิ่งที่ประกาศในวันที่แถลงประมาณการ ค่าเงินไม่ได้การตอบสนอง ค่าเงินที่เคลื่อนไหวช่วงที่ผ่านเป็นเรื่องดอลลาร์ส่วนใหญ่ และหากมองในแง่ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเทียบกับโลกที่จริงแล้ว ไทยอยู่ในกลุ่มที่ต่ำที่สุดไม่กี่ประเทศในโลก ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐถ้าเทียบกันก็ต่างกันประมาณ 2-3% ก็ถือว่ามาก ส่วนใหญ่สะท้อนความไม่แน่นอนของดอลลาร์สหรัฐมากกว่า
จุดยืนนโยบายการเงินต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัว
คำถามต่อมาในบริบทที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกยังคงสูง กนง.ให้ความสำคัญกับประเด็นใดมากกว่ากันระหว่างความจำเป็นในการรักษา Policy Space เพื่อให้สามารถลดดอกเบี้ยได้ในอนาคตหากเศรษฐกิจทรุดตัวลงอย่างรุนแรงกับความเสี่ยงของการ Behind the Curve ว่าเศรษฐกิจอาจแย่ลงหากไม่ดำเนินนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่ความเชื่อมั่นอ่อนแอ และถ้า Reciprocal Tariff เป็น 36% จะทำให้มีโอกาสเกิด Technical Recession ในช่วงครึ่งของปีนี้หรือไม่
นายสักกะภพตอบคำถามเรื่องโอกาสเกิด Technical Recession ว่า โอกาสที่จะเกิด technical recession หรือ การขยายตัวไตรมาสต่อไตรมาสติดลบ 2 ไตรมาส ในแง่การเกิดในอดีตในรอบ 20-30 ปีที่ผ่านมา มีการเกิด Technical Recession ในไทย 4 ครั้ง คือ ช่วงต้มยำกุ้ง ช่วงวิกฤติการเงินโลก ช่วงที่มีการชุมนุมความไม่สงบในประเทศ ซึ่งเป็นครั้งใหญ่ที่มีการปิดสนามบิน และช่วงโควิด
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าในแง่การเกิด Technical Recession ติดต่อกันสองไตรมาส ต้องมีแรงกระแทกที่อาจจะมาจากข้างนอกเป็น Financial ที่มีขนาดใหญ่ที่เป็น Crisis เกิดขึ้นหรือว่าจะต้องมีลักษณะในประเทศที่รุนแรงมากๆ ที่ทำให้เกิดการติดลบติดต่อกันเป็น 2 ไตรมาส ถ้าจะติดลบไตรมาสเดียวอาจจะมีเรื่องของเกิดเหตุการณ์ที่เป็น shock ที่เข้ามาอย่างเช่น ช่วงน้ำท่วม
“เรามองในไตรมาส ถ้าดูจากประมาณการที่ของปี 2568 แล้วก็ทอดยาวไปปี 2569 จริงๆ ในแง่ของการเติบโตไตรมาสต่อไตรมาสที่ 0.1% ซึ่งก็ค่อนข้างต่ำ ถามว่าโอกาสที่จะเกิด Technical Recession ได้ไหม คำตอบว่าคือมี แต่โอกาสเราไม่ได้เข้าไปในกรณีฐาน base-line เพราะต้องมี shock ที่รุนแรง แล้วก็อาจจะเป็น shock ที่ขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องมาจากข้างนอก เช่น การเกิด Financial Crisis ข้างนอก ซึ่งตอนนี้เราในแง่ของ base-line ที่เรามองแล้วก็สำนักต่าง ๆ ในต่างประเทศเอง ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีเรื่องของ Global Recession เกิดขึ้น”
สำหรับน้ำหนักในแง่ของการดำเนินนโยบายภายใต้ความไม่แน่นอน นายสักกะภพกล่าวว่า ก็มความชัดเจน กรรมการมีการชั่งน้ำหนักเรื่องของประสิทธิผลของการทำนโยบายเทียบกับว่า ถ้ามีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้นในแง่ของการทำนโยบายและประสิทธิผลจะเพิ่มมากน้อยขนาดไหน ซึ่งกรรมการที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นว่างการประชุมในรอบนี้ขอรอความชัดเจนและดูพัฒนาการข้อมูลที่เข้ามาจริงเพื่อจะประเมินภาพของเศรษฐกิจที่แนวโน้มไปข้างหน้า
“เป็นการประเมินเรื่องTrade-Off, Cost and Benefit ภายใต้ภาวะที่ขีดความสามารถเรื่องของ Policy Space ที่ดอกเบี้ยก็อยู่ในระดับที่ต่ำอยู่แล้ว ณ ปัจจุบัน”
ธปท. ย้ำ “Policy Space” เก็บไว้รองรับ โลกข้างหน้ามีความไม่แน่นอนสูง Shock มีหลากหลาย
นายปิติกล่าวเสริมเรื่อง Technical Recession ว่า อย่าไปดูว่าจะบวก 0.1% หรือลบ 0.1% พราะไม่ได้เป็นตัวที่มีนัยยะสำคัญ นัยยะสำคัญคือทิศทางโดยรวมของเศรษฐกิจมากกว่า ว่าเศรษฐกิจชะลอลง ชะลอลงค่อนข้างมากในครึ่งปีหลัง ซึ่งตัวที่สำคัญมากกว่าคือแนวโน้มเศรษฐกิจกับการวางแผนรับมือ
ส่วนการชั่งน้ำหนักของนโยบายการเงิน สิ่งแรกที่กนง.ให้ความสำคัญ คือ ไม่ให้ภาวะการเงิน อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ กนง.ดูค่อนข้างมากถึงการชะลอตัวของสินเชื่อที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็สะท้อนความไม่แน่นอน และความเสี่ยงด้าน Credit ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
“จุดยืน คือไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวโดยรวม ถามว่าถ้าจะลดลงมากอีกนิดหนึ่ง ก็ช่วย ส่วนใหญ่จะช่วยลดภาระหนี้หรือเก่าได้ระดับหนึ่ง ด้านกู้ยืมใหม่ อาจจะไม่ได้เยอะมาก แต่ก็มีประโยชน์ในตรงนั้นระดับหนึ่ง”
ส่วนเรื่อง Policy Space การที่เก็บมีพื้นที่ทางนโยบาย กนง.มองว่าเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ท้าทายเป็นเวลาค่อนข้างยาวนานที่มีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ถามว่าแนวนโยบายแบบไหนที่เหมาะกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจจะเข้าไปสู่ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง มีโอกาสที่มี shock เป็นวลานาน สิ่งหนึ่งที่กนง.คิดว่าสำคัญคือ การที่จะมีความทนทานหรือ resilience เศรษฐกิจสามารถที่จะรองรับ shock พวกนี้ได้
หนึ่งในกลไกที่ช่วยรองรับ shock ได้ คือว่า ถ้ามี shock ที่ไม่คาดคิดขึ้นมาที่แรงกว่าที่คาด การที่นโยบายมีพื้นที่ที่จะช่วยมารองรับ มาหนุนจะทำให้เศรษฐกิจทนทานและ resilient ขึ้นถามว่าทำไมทนทานและ resilient ขึ้น ในอดีตไม่ใช่แค่เศรษฐกิจไทยแต่ทุก ๆ ประเทศ ถ้ามี shock ที่ค่อนข้างใหญ่แล้วเศรษฐกิจตกลงมาก การฟื้นตัวจะยาวนานมากเหมือนการหายไปของกิจกรรมเศรษฐกิจอย่างถาวร
“การที่ไม่สามารถทำให้ขนาดของให้ downturn เล็กลง เป็นการที่ทำให้มีผลทอดยาวต่อเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น ความสำคัญของการที่จะมี Policy Space มีพื้นที่ทางนโยบายเพื่อให้รองรับตรงนั้น ก็เป็นการชั่งน้ำหนักแล้วว่า เรามองลักษณะ Medium Term ว่า นโยบายพอที่จะช่วยให้ประเทศ Resilience ทนทาน ก็เป็นการชั่งน้ำหนักการที่ถ้าลดดอกเบี้ยตอนนี้ก็อาจจะช่วยให้ภาระหนี้ลดลงบ้าง แต่ในภาพใหญ่ตอนนี้เรามองว่าภาวะการเงินก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหลักต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว แต่ก็ต้องคำนึงถึงผู้ออมที่ก็จะได้รายได้น้อยลงด้วยและคำนึงถึงสิ่งที่เศรษฐกิจกำลังจะเข้าไปสู่ในภาวะข้างหน้าที่มี shock มาก เราก็คิดว่าอยากจะให้มี Room ที่จะช่วยหนุนถ้าจำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจ ไม่ได้ฟุบลงเป็นระยะยาวได้”
คำถามต่อมา ตอนนี้ธปท.มี Alternative Scenario อย่างไรบ้างเศรษฐกิจจะโตได้ประมาณไหนเพราะก่อนหน้านี้ Alternative Scenario คืออัตราภาษีที่ 18%
นายสักกะภพกล่าวว่า การประชุมครั้งก่อนหน้า กนง. ประเมินเป็น 2 scenario 2 ฉากทัศน์ เพราะครั้งนั้นเป็นเดือนเมษาซึ่งช่วงนั้นความไม่แน่นอนสูงมากเลยต้องให้เป็น 2 ฉากทัศน์ คือ ฉากทัศน์อ้างอิง Reference Scenario กับฉากทัศน์ที่เป็น Alternative Scenario แต่ในการประชุมครั้งนี้เห็นว่าความไม่แน่นอนยังมีอยู่ แต่ขอบเขตของความแน่นอนเริ่มมีความจำกัดมากขึ้น
“ในการประชุมครั้งล่าสุดก็เป็นการนำกรณีฐาน baseline กลับมาใช้ตามปกติ ซึ่งเป็นตุ๊กตาที่เป็น Working Assumption แต่ในแง่ของการพิจารณานโยบายการเงิน ในห้องประชุมทางคณะทำงานได้มีการเสนอ scenario หลากหลาย แต่ความเป็นไปได้ น้ำหนักในรอบนี้ไม่ได้ให้เป็นฉากทัศน์ที่เป็นกรณีฐาน ภาพในอนาคตชัดเจนต่อให้จะเป็นตัวเลขภาษีที่เท่าไหร่ภาพของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจะเห็นการจะเห็นการชะลอตัวลง
นายปิติเสริมว่า ได้มีการประเมินฉากทัศน์จำนวนมาก แต่ความแตกต่างของลักษณะ shock ต่างกัน คือถ้าเป็นเรื่องภาษีเป็นผลที่ก็เป็นไปตามนั้น แต่ผลจะระยะยาวมากกว่า จะเป็นแบบมีการปรับตัวระยะสั้น แต่หลักๆ จะมากับผลระยะปานกลางที่จะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาในการส่งออก
“Shock จะช็อกแบบไหน การรับมือก็ต้องแตกต่างกันไป ไม่เหมือนกัน”
คำถามต่อมา นโยบายการเงินให้ความสำคัญกับปัจจัยอะไรมากสุดในการดำเนินโยบายในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
นายสักกะภพกล่าวว่า พัฒนาการแนวโน้มที่เศรษฐกิจที่มองไปข้างหน้า รวมทั้งผลกระทบของสงครามการค้าโลกที่จะทอดยาวการปรับตัวของภาคธุรกิจ ซึ่งมีผลเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่นโยบายการเงินควบคุมได้โดยตรง คือภาวะการเงิน
“ภาวะการเงินต้องทำให้มั่นใจว่าการเงินไม่ได้เป็นอุปสรรคในแง่ของการฟื้นตัวและการดำเนินธุรกิจของภาคธุรกิจ”