โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Common People : ที่สุดแล้วความเหลื่อมล้ำจะตามเราเจอ ตอนหนึ่งของซีรีส์ Black Mirror ที่ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำของเทคโนโลยี ซึ่งไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ก็ทำให้มนุษย์ไม่มีวัน ‘เท่ากัน’

Mirror Thailand

อัพเดต 09 พ.ค. 2568 เวลา 08.44 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 08.44 น.
ภาพไฮไลต์

*บทความเปิดเผยบางส่วนของเนื้อหาในซีรีส์

Common People คือเอพิโสดแรกซึ่งอาจเรียกได้ว่าปวดใจที่สุดอีกเอพิโสดหนึ่งของมหากาพย์ Black Mirror ซีรีส์ว่าด้วยด้านมืดของเทคโนโลยี ที่สร้างต่อเนื่องมาหลายปีจนมาถึงซีซั่นที่ 7 และมันก็ยังคงยืนยันที่จะพูดเรื่องผลร้ายของโลกอนาคตอันใกล้กับเทคโนโลยีสุดล้ำต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ แถมเล่นกับประเด็นมืดหม่นไม่แผ่ว ตามสไตล์ผู้สร้างเจ้าเก่าอย่าง Charlie Brooker

เรื่องราวใน Common People หรือ ‘คนทั่วไป’ คล้ายกับเป็นการลองสมมติดูเล่นๆ ว่า หากมนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อ ‘ต่อรอง’ เล่นเกมยื้อกับสัจธรรมของชีวิตอย่างความเจ็บป่วยและความตายได้จะเป็นอย่างไร เมื่อคนเราหนีความเจ็บและความตายไม่ได้เหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่ทำให้คนเราไม่เหมือนกัน อาจเป็นวิธีการที่พอจะทำให้เราไม่ต้องเจอกับความทุกข์ทนทุรนทุรายที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเหล่านั้นหรือเปล่า?

อย่างเช่น Mike และ Amanda สามี-ภรรยาคู่หนึ่งที่ตื่นมาในเช้าวันครบรอบแต่งงาน ท่ามกลางความรักหวานชื่นไม่เปลี่ยน พวกเขายังคงทำทุกอย่างเหมือนตอนรักกันวันแรกๆ บอกรักกัน พากันกลับไปฉลองยังสถานที่แห่งความทรงจำ ทำแบบนั้นเหมือนเดิมทุกๆ ปี ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และดูเหมือนจะราบรื่นดี (อีกแล้ว!) กระทั่งเช้าวันหนึ่งที่ Mike ผู้เป็นสามีได้รับข่าวร้ายว่าภรรยาของเขาล้มลงไปซะเฉยๆ ขณะทำงานเป็นครูสอนเด็กๆ ในโรงเรียน ซ้ำร้ายก้อนเนื้องอกในสมองยังอาจทำให้เธอต้องหลับใหลเป็นเจ้าหญิงนิทราไปตลอดกาล ไม่มีทางรักษาให้ฟื้นมาเหมือนเดิมได้อีก

สามีที่ยังไม่พร้อมจะเสียภรรยาไปตลอดกาลจึงรับข้อเสนอ ‘แพ็กเกจ’ บางอย่างจากบริษัทเทคฯ เจ้าหนึ่งที่เคลมว่าสามารถผ่าตัดสมองส่วนที่ไม่ทำงานแล้วออกไป แล้วเปลี่ยนเอาเนื้อเยื่อสมองใหม่เข้ามาแทน แถมยังสามารถแบ็กอัพชุดข้อมูล ความทรงจำต่างๆ ลงไปในเซิร์ฟเวอร์ ‘Cloud’ ได้ด้วย นั่นหมายความว่า Amanda ภรรยาของเขาจะฟื้นกลับมาเป็น ‘ปกติ’ เพียงแค่มี ‘ข้อแม้’ นิดหน่อยสำหรับบริการแสนวิเศษนี้ คือเจ้าสตรีมมิ่งสมองเสมือนจริงจะเป็นการทำงานแบบ Subscription ที่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 300 เหรียญรวมอยู่ด้วยนะ

สามีผู้รักภรรยามากๆ ยอมรับข้อเสนอหอมหวานนี้ทันที โดยไม่ได้รู้เลยว่การใช้เทคโนโลยีอันนี้ยังมีราคาอะไรที่ต้องจ่ายรออยู่อีกบ้าง…

ในตอนแรก Amanda แค่ต้องการเวลานอนหลับหลายชั่วโมงมากขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้เซิร์ฟเวอร์ไม่โหลดมากเกินไป แต่การนอนหลับที่ว่าก็เหมือนกับ ‘โหมดสลีป’ ในมือถือเรา ไม่ใช่การปิดสวิชต์แบบที่ร่างกายจะได้พักผ่อนเต็มที่ และยังต้องอยู่ในพื้นที่ให้บริการเท่านั้นเหมือนเวลาใช้สัญญาณมือถือ นั่นทำให้เป็นไปได้ไม่ได้เลยที่จะเดินทางออกนอกพื้นที่ให้บริการ เช่น การที่ทั้งคู่ออกไปฉลองครอบรอบในต่างเมืองก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะสมองจะดับไปทันที แต่สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดก็เห็นจะเป็นการถูก ‘ยิงแอด’ ซึ่งทำให้อยู่ดีๆ Amanda ก็ต้องพูดโฆษณาอะไรสักอย่างออกมาโดยไม่รู้ตัวเหมือนเวลาเราใช้บริการสตรีมมิ่งแบบฟรี หรือจ่ายในราคาเเพ็กเกจพื้นฐานที่จำเป็นต้องทนดูโฆษณาตัวแล้วตัวเล่า นึกจะแทรกมาตอนไหนก็แทรกแบบเสียอารมณ์ จนการพูดโษณาออกมาผิดที่ผิดเวลานี้เองเกือบทำให้เธอตกงาน

ในที่สุดพวกเขาก็เลยต้องซื้อแพ็กเกจที่ ‘พรีเมี่ยม’ ขึ้นมาอีก เพราะเเพ็กเกจเดิมที่ใช้ตอนแรกได้กลายเป็นแค่เเพ็กเกจ ‘ทั่วไป’ เสียแล้ว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทนกับการถูกยิงแอดและโดนไล่ออกจากงาน แต่ความสะดวกสบายขึ้นนิดๆ หน่อยๆ ที่มาพร้อมกับแพ็กเกจพรีเมี่ยมก็ทำให้พวกเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าบริการรายเดือนที่แพงหูฉี่ขึ้นตามไปด้วย ความฝันที่จะสร้างครอบครัวและมีลูกก็เลยต้องจบลง เพราะรายจ่ายค่าบริการรายเดือนในราคานี้นับว่าลากเลือดสำหรับสามีที่ทำงานเป็นช่างในโรงงาน กับภรรยาที่เป็นแค่ครูในโรงเรียนเล็กๆ

กระทั่งการจ่ายเงินเพื่อซื้อ และ ‘ยื้อ’ เวลาให้ภรรยาสุดที่รักได้มีชีวิตอยู่ต่อไปเริ่มนำมาสู่หายนะ และจบลงด้วยทางเลือกแสนปวดใจในท้ายที่สุด

ความร้ายกาจของเอพิโซด Common People ไม่เพียงเป็นการเสียดสีวัฒนธรรมของบรรดาช่องพอดแคสต์ พิธีกรายการ หรือยูทูปเบอร์ทุกวันนี้ที่อยู่ดีๆ ก็พูดโฆษณาขายของอะไรออกมาโดยที่คนดูคนฟังไม่ทันตั้งตัว ไม่จำเป็นต้องเกริ่นนำ ชักแม่น้ำทั้ง 5 กว่าจะเข้าเรื่องอีกต่อไปแล้ว จากที่เรารู้สึกแปลกๆ กลายเป็นความเคยชินไม่รู้สึกอะไร เพราะแทบทุกคน ทุกช่อง ทุกรายการ ล้วนทำแบบนั้นเหมือนๆ กันหมดเป็นเรื่องปกติ

อีกทั้งมันยังจิกกัดบริการสตรีมมิ่ง และระบบ Subscription รายเดือน ที่เราต้องเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อแพ็กเกจ แล้วไอ้เเพ็กเกจที่เราคิดว่าเราเคยมีนั่นน่ะ อยู่ๆ วันหนึ่งมันก็กลายเป็นแค่บริการพื้นฐานธรรมดาๆ ที่เรียกร้องให้เราต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเพื่อซื้อบริการที่อัพเกรด มาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากขึ้นไปอีกขั้น อีกขั้น และอีกขั้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันรู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดตรงไหน

ตรงนี้เอง ซีรีส์ได้สะท้อน ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่มนุษย์ไม่มีทางหนีพ้นตลอดชีวิต เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่ในทุกระบบ ทุกชนชั้นไปแล้ว ตั้งแต่การจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการความบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง หรือจะเพื่อความรู้ อย่างหนังสือพิมพ์ แม็กกาซีนต่างประเทศ คอร์สเรียนออนไลน์ และอีกสารพัดบริการที่แน่นนอนว่าคนเหล่านั้นที่เลือกจ่ายเงินมากกว่า ย่อมจะมีโอกาสเอ็นจอยกับ Privilege ที่มากกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้ซื้อบริการ หรือแม้แต่ซื้อบริการขั้นพื้นฐาน

จนกระทั่งวันหนึ่งที่การซื้อบริการกลายมาเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต และความเป็นความตายของมนุษย์ ความเหลื่อมล้ำของทางเลือกที่ ‘ไม่เท่ากัน’ จะกลายเป็นความโหดร้ายทารุณขึ้นมาทันทีอย่างที่เราเห็นในซีรีส์ มันอาจเป็นภาพสะท้อนของโรงพยาบาลที่มีห้องเดี่ยว เเอร์เย็นฉ่ำ กับโรงพยาบาลที่มีแค่ห้องรวมกับพัดลม มันอาจเป็นคนที่มีประกันสุขภาพ ประกันชีวิตหลายฉบับ กับคนที่มีแค่ประกันสังคม และสิทธิ์รักษาขั้นพื้นฐานของรัฐฯ หรือยิ่งกว่านั้น มันอาจหมายถึงคนที่ไม่มีโอกาสจะ ‘เลือก’ อะไรได้เลย ต้องปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรม เพราะไม่มีปัญญาจ่ายราคาของ Privilege เหล่านี้ เนื่องจากพวกเขาเป็นแค่ ‘คนทั่วไป’ นั่นเอง

Common People อาจกำลังบอกเราว่า เมื่อมีปัจจัยมากกว่า ก็ย่อมมีทางเลือกมากกว่า เจ็บป่วยเหมือนกัน ตายเหมือนกันก็จริง แต่ปัจจัยที่มากกว่าก็อาจทำให้เราเลือกได้ว่าจะเจ็บและตายแบบใด จะตายแบบ ‘พรีเมี่ยม’ หรือแบบ ‘ลักชู’ ก็ย่อมได้ทั้งนั้น

และในโลกอนาคตอันใกล้ที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำขนาดนี้ ความเหลื่อมล้ำก็ยังคงจะตามหาเราจนเจออยู่วันยังค่ำ ราวกับมันจะบอกว่า “ยอมรับเถอะ มนุษย์เอ๋ย ความไม่เท่ากันจากความเหลื่อมล้ำจะตามเราไปทุกที่ หากเราไม่มีวันได้อยู่อย่างเท่ากันอย่างไร ก็อย่าได้คาดหวังเลยว่าจะได้ตายอย่างเท่ากันอย่างนั้นนั่นแหละ”

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...