โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

SCB EIC เผยเศรษฐกิจไทย Q1/68 ขยายตัวตามคาด แต่สัญญาณเริ่มแผ่วลง

The Better

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 11.30 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 11.20 น. • THE BETTER
SCB EIC เผยเศรษฐกิจไทย Q1/68 ขยายตัวตามคาดจากปัจจัยชั่วคราวและฐานต่ำ แต่สัญญาณเศรษฐกิจช่วงข้างหน้าจะแผ่วลง จากผลกระทบสงครามการค้าและความไม่แน่นอนสูง GDP ช่วงครึ่งปีหลังจะโตเฉลี่ยไม่ถึง 1%

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังมีแนวโน้มชะลอตัวมากจากสงครามการค้า แม้ภาพรวมจะดีขึ้นบ้างจากความคืบหน้าการเจรจาการค้า ข้อมูลเร็วจากการสำรวจ (Soft data) สะท้อนกิจกรรมโลกปรับลดลงมากที่สุดในรอบหนึ่งปีครึ่ง แต่ข้อมูลเศรษฐกิจจริง (Hard data) ที่จะออกมาช้ากว่ายังไม่เห็นผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ชัดเจนนัก หลายประเทศขยายตัวดีขึ้นจากการเร่งผลิต ส่งออก และบริโภคก่อนจะได้รับผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษีสหรัฐฯ เต็มที่ในช่วงข้างหน้า ประเมินว่า Hard data จะมีแนวโน้มปรับลดลงตาม Soft data แต่อาจไม่รุนแรงนัก เพราะบรรยากาศการเจรจาการค้าของสหรัฐฯ กับคู่ค้าเริ่มดีขึ้นบ้าง โดยเฉพาะข้อตกลงกับสหราชอาณาจักรที่ลุล่วงแล้ว ข้อตกลงลดภาษีตอบโต้กับจีนชั่วคราวและแผนเร่งเจรจากับคู่ค้าหลัก ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่าอัตราภาษีตอบโต้จริงของสหรัฐฯ หลังสิ้นสุดช่วงเจรจาส่วนใหญ่จะยังคงสูงกว่าอัตราภาษีขั้นต่ำ 10% (Universal tariff) รวมถึงจะยังมีความไม่แน่นอนทางนโยบายในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลกดดันภาพรวมการค้าและการลงทุนโลก

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2568 ยังมีแนวโน้มชะลอลงแม้จะปรับดีขึ้นบ้าง หลังสหรัฐฯ มีความคืบหน้าในการเจรจาคู่ค้าที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ ประกอบกับข้อมูล GDP ไตรมาส 1 ปี 2568 และข้อมูลเดือน เม.ย. ยังไม่สะท้อนผลกระทบของมาตรการกำแพงภาษีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากนัก SCB EIC จึงปรับลดมุมมอง Fed จะลดดอกเบี้ยเหลือเพียง 25 bps ในปีนี้ (เดิม 75 bps) โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ยเพื่อลดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงจากนโยบายกำแพงภาษี สอดคล้องกับการสื่อสารในช่วงนี้ของกรรมการ FOMC หลายท่าน

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ขยายตัว 3.1% ใกล้เคียงคาดการณ์ของ SCB EIC ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ และจีนก่อนสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ รวมถึงวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น และปัจจัยหนุนจากการเร่งใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังได้รับผลบวกจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวในเดือนมกราคมที่ยังอยู่ในช่วงไฮซีซัน ก่อนเริ่มชะลอตัวลงจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนยังหดตัวต่อเนื่อง 4 ไตรมาส ขณะที่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมยังขยายตัวต่ำ ส่วนหนึ่งจากการระบายสินค้าคงคลังต่อเนื่อง

สัญญาณเศรษฐกิจไทยช่วงข้างหน้าจะแผ่วลง GDP ครึ่งปีหลังอาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% การใช้จ่ายภาครัฐจะยังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะการปรับแผนใช้จ่ายงบกลางค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาทที่ยังเหลืออย่างไรก็ดี เครื่องชี้ด้านการผลิตยังสะท้อนความเปราะบาง อาทิ จำนวนธุรกิจเปิดกิจการในช่วง 4 เดือนแรกของปีหดตัว 4.4%YOY ขณะที่จำนวนธุรกิจปิดกิจการเพิ่มขึ้น 8.3%YOY ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับลดลง เครื่องชี้กิจกรรมภาคธุรกิจมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดบ้านและรถยนต์ ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มชะลอตัวตามการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจีน บางธุรกิจจะเผชิญผลกระทบจาก China influx รุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ชี้ว่า การลงทุนภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง สำหรับการส่งออกสินค้าจะกลับมาหดตัวหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้าตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. นอกจากนี้ เครื่องชี้ภาวะการเงินที่ยังตึงตัว โดยเฉพาะรายย่อยที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก จะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภาคเอกชนให้ใช้จ่ายระมัดระวังขึ้น ในภาวะกำลังซื้ออ่อนแอและหนี้ครัวเรือนสูง

SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้สู่ระดับ 1.25% ภายในสิ้นปี 2568 เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากสงครามการค้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับความตึงตัวของภาวะการเงินที่ยังมีอยู่มาก สะท้อนจากสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ที่หดตัวต่อเนื่องและ NPLsที่สูงขึ้น

เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็วสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาคจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าและเงินทุนไหลเข้าภูมิภาค แม้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าน้อยกว่าสกุลเงินอื่นทำให้ดัชนีค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลงบ้าง แต่ปัญหาค่าเงินบาทแข็งและมีความผันผวนสูงยังมีอยู่มาก ในระยะสั้นเงินบาทมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าในกรอบ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มแข็งค่าต่อตามวัฏจักรเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าและการไหลออกของเงินทุนจากสหรัฐฯ ทั้งนี้เงินบาทอาจไม่แข็งค่าเร็วนัก เพราะสัดส่วนเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของไทยยังต่ำ กระแส Repatriation flows ของเงินลงทุนฯ กลับมาไทยน่าจะมีน้อย ในช่วงสิ้นปีคาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในกรอบ 31.50-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...