โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

ททท. ดันไทยขึ้นผู้นำด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค เชิญผู้แทนหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติภายใต้กรอบความร่วมมือ GMS และภูฏาน ร่วมงาน TTM+ 2025

BTimes

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 18.09 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 10.40 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.) กล่าวว่า ททท. เดินหน้ายกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในภูมิภาค ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มสมาชิก Greater Mekong Subregion (GMS) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีน (เฉพาะ 2 มณฑล ได้แก่ ยูนนาน และกว่างสี) ทั้งด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อและขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยงาน TTM+ 2025 ระหว่างวันที่ 4-6 มิถุนายน 2568 จังหวัดเชียงใหม่นี้ มีผู้แทนจากประเทศสมาชิก GMS ได้แก่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมทั้งผู้แทนหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวจากภูฏานตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง ททท. และภูฏานเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ภายใต้นโยบาย "Two Kingdoms, One Destination" ร่วมนำเสนอสินค้าการท่องเที่ยว และหารือแนวทางยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก ที่มองหาประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยผู้แทนกลุ่ม GMS และ ภูฏาน ร่วมออกบูธประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้อัตลักษณ์ของแต่ละประเทศให้กับผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ซึ่งเป็นผู้ซื้อจำนวนกว่า 400 ราย จาก 53 ประเทศทั่วโลก ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทย 450 ราย ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว ยังเป็นการเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางทางการท่องเที่ยวของภูมิภาคและสามารถเชื่อมโยงการเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคได้อย่างไร้รอยต่ออีกด้วย

ในโอกาสเดียวกันนี้ ททท. ได้นำคณะผู้แทนประเทศสมาชิก GMS และผู้แทนจากประเทศภูฏาน นำโดย นางสาวเนย์ คยี วิน ชเว - กงสุล สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา นายพี เพียบ รองผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมตลาดต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และ นายพุนทโช เกลเชน ผู้อำนวยการกองส่งเสริมตลาด กรมการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ร่วมเดินทางทดสอบสินค้าคุณภาพทางการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “5 Must Do in Thailand” ได้แก่ MUST TASTE – ชิมอาหารถิ่นระดับมิชลิน อาทิ ข้าวซอยนิมมาน, MUST TRY – สัมผัสการนวดฟ้อนเล็บที่ศิราสปา ซึ่งได้รับรางวัลกินรี 3 ปีซ้อน จึงได้รับรางวัล Hall of Fame สาขาสปา ในการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 14 ปี 2566, MUST BUY – เลือกชมและซื้อสินค้าชุมชน งานคราฟต์และหัตถกรรมท้องถิ่น ณ จริงใจมาร์เก็ต, MUST SEEK –เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวต้องห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็นประตูท่าแพ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร และวัดเจดีย์หลวง วรวิหาร ซึ่งมีพระพุทธรูปและโบราณสถานอายุเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ รวมถึง MUST SEE – ดื่มด่ำวัฒนธรรมท้องถิ่นล้านนาอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ททท. บูรณาการความร่วมมือ กับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายสามารถเดินทางเชื่อมโยงภายในภูมิภาคได้โดยสะดวก (Ease of Travelling) ควบคู่กับกิจกรรมด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ รวมถึงนำเสนอกิจกรรมท่องเที่ยวเชื่อมโยงทั้งทางบก ทางอากาศ ทางราง และทางน้ำ ในระดับภูมิภาคและอาเซียน อาทิ การเชื่อมโยงทางบกด้วยรถยนต์ (Self-drive) ผ่านกิจกรรมคาราวานรถยนต์เชื่อมโยงไทยกับสปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อกระตุ้นความถี่ในการเดินทางของนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงทางรถไฟด้วยการส่งเสริมการเดินทางระหว่างประเทศจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ไปยังสถานีคำสะหวาด ใน สปป. ลาว และเชื่อมต่อไปยังคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน การเดินทางในรูปแบบเรือสำราญเชื่อมโยงประเทศไทย-เวียดนาม-กัมพูชา-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม First Visit โดย ททท. เดินหน้าเจรจากับบริษัทเรือสำราญชั้นนำเพื่อผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือรับ-ส่งนักท่องเที่ยวจากทั่วภูมิภาค

ททท. คาดว่าจากการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ประเทศคู่ความร่วมมือจะสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มลูกค้าคุณภาพเพิ่มมากขึ้นและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อเพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั่วโลกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...