โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว.คลัง ฝากแบงก์ชาติ อยากเห็น ดอกเบี้ยต่ำ-บาทอ่อน หนุนลงทุนส่งออก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ก.พ. 2568 เวลา 12.42 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2568 เวลา 05.42 น.

รมว.คลัง ฝาก 2 โจทย์ แบงก์ชาติ อยากเห็นดอกเบี้ยต่ำ บาทอ่อน เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการส่งออก เผยแบงก์ชาติรับพิจารณาผ่อนเกณฑ์ LTV เปิดแผนกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 โตเกิน 3%

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังจากการหารือกับ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า

กรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% อย่างน้อยก็ช่วยให้ความรู้สึกดีขึ้น ภาพรวมประชาชนคงรู้สึกดีขึ้น ขณะที่ธนาคารอาจหาทางระบายเงินที่นำไปฝากเอาไว้ในรูปพันธบัตรออกมา โดยอาจทำให้ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

“ก็ต้องขอบคุณกนง. ที่ลดดอกเบี้ย เพราะช่วยเรื่องความรู้สึกคนได้มาก ส่วนการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยครั้งต่อไป ถ้าผมเป็นกนง. คงจะพิจารณาผลลัพธ์ต่อจากนี้ และนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์”

นายพิชัย เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้ให้โจทย์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไป 2 เรื่อง ได้แก่

1. อยากเห็นอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่ต้องการให้ขยายตัวมากขึ้น

2. อยากเห็นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเพื่อสนับสนุนการส่งออก

“ตอนนี้เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นแล้ว และเราก็อยากสนับสนุนการลงทุนและภาคส่งออก ซึ่งนักลงทุนก็อยากเห็นดอกเบี้ยที่ต่ำ ส่วนผู้ส่งออกก็อยากเห็นค่าเงินบาทอ่อน ดังนั้นก็ได้ฝากให้เขาไปพิจารณาสองเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตามคิดว่าทางแบงก์ชาติก็คงดูข้อมูลหลายๆ อย่างประกอบการตัดสินใจ”

นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้รับพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงการคลังเรื่องการผ่อนคลายเกณฑ์มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ มาตรการ LTV

“เวลานี้หนี้เริ่มนิ่งแล้ว ทำให้ธนาคารเริ่มสบายใจ ดังนั้น LTV ก็ควรสอดคล้องกันไป ธปท. ยังไม่ได้รับปากว่าจะปรับ แต่บอกว่าจะพิจารณาให้อย่างจริงจัง”

สำหรับภาวะตลาดทุนไทย นายพิชัย เปิดเผยว่า ปัญหาของตลาดทุนไทยมีอยู่ประมาณ 2-3 เรื่อง ได้แก่ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเทียบย้อนหลัง 10 ปีปรับตัวลดลง

โดยหุ้นบางตัวปรับตัวลงเพราะวัฏจักรธุรกิจ ขณะที่บางตัวปรับตัวลงเพราะปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นจะมีการตั้งทีมโดยใช้เงินทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายพิชัย เปิดเผยต่อว่า ที่ประชุมในวันนี้ไม่ได้หารือในรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นการบริโภคหรือโครงการแจกเงินต่างๆ ในระยะสั้น อย่างไรก็ตามจะหาแนวทางใช้งบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“วันนี้สถานการณ์เศรษฐกิจหลายอย่างกระเตื้องขึ้นบ้าง ดังนั้นวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีการปรับรูปแบบบ้าง”

ทั้งนี้การที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้เติบโตได้ 3-3.5% ได้วางแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ 2 แนวทาง ได้แก่

1. กระตุ้นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้ตามเป้าหมาย เช่น กระตุ้นการบริโภคในประเทศด้วยการเร่งแก้หนี้เพื่อให้ประชาชนมีเงินในการจับจ่ายใช้สอย

2. แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งภาคการท่องเที่ยว ที่ยังต้องแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย วีซ่า ความสะดวกของนักท่องเที่ยว ภาคเกษตร ต้องแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตต่อไร่ เพิ่มปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะทำได้อย่างลื่นไหลก็ต่อเมื่อเราไปปรับปัญหาที่เป็นโครงสร้างจริงๆ เช่น หากเร่งการส่งออกก็ต้องปรับเรื่องกระบวนการผลิตให้ดีขึ้น ทำให้ของมีคุณภาพ การส่งออกก็จะเติบโตได้ดี การแก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ”

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มี 3 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน โดยหากจะใช้ 3 เครื่องยนต์นี้ในการขับเคลื่อยเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 3-3.5% ทำได้โดย

1. การส่งออก ต้องผลักดันให้ขยายตัว 3.5% - 4% ซึ่งหมายความว่ามูลค่าการส่งออกต่อเดือนอย่างน้อยที่สุดต้องอยู่ที่ 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน ซึ่งการบรรลุเป้าหมายนี้อาศัยความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ในการขยายตลาดใหม่ และเพิ่มสินค้าใหม่ๆ ขณะที่ ซึ่งหากการส่งออกขยายตัวได้มากขึ้นจะช่วยกระตุ้นการผลิตในภาคอุตสาหกรรมด้วย

2. การท่องเที่ยว ต้องทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 ขั้นต่ำอยู่ที่ 38 ล้านคน ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวขั้นต่ำอยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท ดังนั้นจำเป็นต้องทำการตลาดด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีศักยภาพเข้ามาในประเทศ นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้ได้อย่างน้อยสูงกว่า 42,000 บาท ต่อคนต่อทริป

3. การลงทุน ต้องเร่งการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐให้ได้ไม่ต่ำกว่า 85% นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ลงทุนอย่างน้อย 40%-50% ของเม็ดเงินที่ได้รับในปี 2568 โดยจะต้องกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPI) สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การลงทุนดำเนินไปตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

“แนวทางการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ ทำได้โดยเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการอุทธรณ์ให้สั้นลง อีกส่วนคือการเร่งการลงทุนขนาดเล็กเพราะหากทำได้จะทำให้ไตรมาส 4 ของปี 2568 ซึ่งเป็นไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ มีการเบิกจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากปกติในช่วงนี้การเบิกจ่ายจะทำได้น้อย”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...