ไมเนอร์ โฮเทลส์ เล็งเปิด 2 โรงแรมซอฟต์แบรนด์ใหม่ขยายพอร์ต Luxury – Upscale
ไมเนอร์ โฮเทลส์ รีแบรนด์ ลดพึ่งพา Third Party รวบ 8 แบรนด์บน 1 แอปฯ -1 เว็บไซต์ เน้นบริการตรงลูกค้า ควบคู่เปิด Minor PRO เจาะลูกค้า B2B เล็งเปิด 2 ซอฟต์แบรนด์ใหม่เติมพอร์ต Luxury และ Upscale ปูทางการขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมเพิ่มขึ้น 300 แห่ง ภายในปี 2570
นายเอียน ดิ ทูลลิโอ (Ian Di Tullio) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของ ไมเนอร์ โฮเทลส์ เปิดเผยว่า ไมเนอร์ กำลัง Evolution หรือพัฒนาแบรนด์ภายใต้อัตลักษณ์ใหม่ ให้ทันกับความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งสอดคล้องกับ Digital Transformation และ Dynamic มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไมเนอร์ ไม่ได้ต้องการเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดแต่ต้องการเป็น The Best หรือดีที่สุดในเรื่องของ Hospitarity โดยขยายพอร์ตโฟลิโอมากกว่า 100 โรงแรมภายใต้ 8 แบรนด์ เพื่อรองรับลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก หัวใจสำคัญคือการสร้าง Relationship
โดยมีโกลสำคัญคือ การรวมโรงแรมในเครือทั้ง 8 แบรนด์ของไมเนอร์ โฮเทลส์ มาไว้ภายใต้แบรนด์หลักซึ่งก็คือ ไมเนอร์ โฮเทลส์ การสร้างรอยัลตี้โปรแกรมที่จะเกิดการ Connect กันบน 1app 1place 1web และ Digital Access เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน
แนวคิดหลักในการปรับโฉมหน้าแบรนด์ใหม่นี้ คือการมอบสิ่งสำคัญที่สุดให้กับแขก ทีมงาน นักลงทุน เจ้าของโรงแรม และพันธมิตรทางธุรกิจ กลยุทธ์ในการรวมโรงแรมในเครือทั้ง 8 แบรนด์ของ ไมเนอร์ โฮเทลส์ ซึ่งได้แก่ อนันตรา (Anantara) อวานี (Avani) เอเลวาน่า คอลเลคชั่น (Elewana Collection) เอ็นเอช (NH) เอ็นเอช คอลเลคชั่น (NH Collection) นาว (nhow) โอ๊คส์ (Oaks) และ ทิโวลี (Tivoli) รวมถึงประสบการณ์การเดินทางอื่น ๆ มาไว้ภายใต้แบรนด์หลักซึ่งก็คือ ไมเนอร์ โฮเทลส์ จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และความโดดเด่นของกลุ่มโรงแรมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในสายตาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
สิ่งแรกที่ผู้ใช้บริการจะได้เห็นคือภาพลักษณ์ใหม่ที่สดใสของไมเนอร์ โฮเทลส์ หัวลูกศรภายในตัวอักษร ‘M’ ในโลโก้ใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของทิศทางและการนำทาง ชี้ไปสู่การค้นพบ การเชื่อมต่อ และการผจญภัย พร้อมทั้งสะท้อนบทบาทของ ไมเนอร์ โฮเทลส์ ในการสร้างสรรค์เส้นทางแห่งประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับแขกผู้เข้าพัก อัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ยังเสริมด้วย สีสัน ฟอนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และสไตล์ภาพถ่ายที่สะดุดตา
ลูกค้าจะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับไมเนอร์ โฮเทลส์ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มดิจิทัลและมือถือ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการตลาด ช่องทางการขาย และการสื่อสารภายในโรงแรมในเครือ นอกจากนี้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ โฉมใหม่ยังจะปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้นผ่านการสื่อสารและโฆษณาแบบหลายแบรนด์ ซึ่งใช้พลังของแบรนด์โรงแรมในเครือเพื่อเสริมสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์หลัก
แม้จะมีการปรับโฉมหน้าแบรนด์หลัก แต่โรงแรมในเครือแต่ละแบรนด์จะยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวเดิมเอาไว้ ซึ่งรวมถึงเว็บไซต์และกลยุทธ์ทางการตลาดของตนเอง ขณะเดียวกัน แบรนด์เหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาแบรนด์หลัก ไมเนอร์ โฮเทลส์ ควบคู่ไปด้วย การพัฒนาในครั้งนี้ยังมาพร้อมกับการปรับโครงสร้างแบรนด์
โดยจัดกลุ่มโรงแรมออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ลักชัวรี (Luxury) พรีเมียม (Premium) และ เซเลกต์ (Select) เพื่อช่วยให้แขกสามารถเลือกโรงแรมที่เหมาะกับความต้องการของตนเองได้อย่างตรงจุด ทางกลุ่มยังมีแผนขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์โรงแรมเพิ่มเติม เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งแขกผู้เข้าพักและเจ้าของโรงแรม โดยมีแผนจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่างน้อยสองแบรนด์ภายในปีนี้ รวมทั้งเป้าหมายขยายโรงแรมครบ 300 แห่งภายในปี 2027 รวมทั้ง New Business หรือการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆภายใต้ Partnership
“2-3 แบรนด์ใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้จะเป็นโรงแรมในเซกเมนต์ Luxury และ Upscale ในคอนเซ็ปต์ “ซอฟต์แบรนด์” ที่มีความเป็น Independent เน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่หรือ Story Telling เช่นการคอลแลบส์กับ ART หรือ Music เพื่อทำให้เกิด Experience ใหม่ ๆ ในการเดินทางหรือการเข้าพักของแขกได้มากขึ้น
ซึ่งปัจจุบัน “ซอฟต์แบรนด์” เป็นตลาดที่น่าจับตามองทั้งในมุมของตลาดและกลุ่มผู้ใช้บริการ ตัวเลข YoY ค่อนข้างสูงถึง 60% แม้ไมเนอร์จะเริ่มจากศูนย์แต่เชื่อว่า 2-3 แบรนด์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะมีผลค่อนข้างมากกับการเติบโตในอนาคตอย่างมีนัยยะสำคัญ เบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในซัมเมอร์นี้”
นอกจากนี้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ได้ปรับโฉมหน้าเว็บไซต์ minorhotels.com โดยเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นข้อมูลองค์กรและการพัฒนา มาเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคโดยเฉพาะ โดยแขกสามารถจองที่พักจากโรงแรมในเครือกว่า 560 แห่ง รวมถึงค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ได้ครบจบภายในเว็บไซต์เดียว
และยังเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่รวมทุกแบรนด์ในเครือเข้าไว้ด้วยกันแทนแอปพลิเคชันแยกตามแบรนด์โรงแรม โดยนักเดินทางสามารถใช้แอปฯ Minor Hotels เพื่อทำการจอง จัดการการจอง ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางต่าง ๆ รวมถึงติดต่อทีมโรงแรมและขอรับบริการต่าง ๆ ระหว่างการเข้าพักผ่านแอปพลิเคชันเดียวอีกด้วย
ทางกลุ่มยังจะพัฒนาฟังก์ชันการใช้งานและเพิ่มความเป็นส่วนตัวบนเว็บไซต์ minorhotels.com และแอปพลิเคชัน Minor Hotels ที่รวมห้องอาหาร สปา และเวลเนส ไว้ด้วยกันกับห้องพักในที่เดียว โดยนำความชอบและข้อเสนอแนะจากลูกค้ามาใช้ในการพัฒนาเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้น
ขณะเดียวกันยังคงมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกผ่านโปรแกรมสะสมคะแนนของกลุ่มพันธมิตรโรงแรมสากล (Global Hotel Alliance: GHA) โดยใช้ชื่อใหม่ Minor DISCOVERY
ซึ่งจะมาแทนโปรแกรมสมาชิกเดิมของแต่ละแบรนด์โรงแรม ได้แก่ Anantara DISCOVERY, Avani DISCOVERY, NH DISCOVERY, Oaks DISCOVERY, Elewana DISCOVERY และ Tivoli DISCOVERY
การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงหนึ่งในโปรแกรมสะสมคะแนนของโรงแรมที่โปร่งใสและให้รางวัลคุ้มค่าที่สุดได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น โดยยังคงสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกเหมือนเดิม รวมถึงการได้รับเงินคืน 4-7% ในรูปแบบ DISCOVERY DOLLARS (D$1 = US$1) พร้อมราคาพิเศษสำหรับสมาชิก ข้อเสนอพิเศษจากโรงแรมในเครือ และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกระดับสูง ซึ่งสามารถเข้าใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน
นอกจากนี้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ Minor PRO สำหรับกลุ่มลูกค้า B2B ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ บริการ และการสื่อสารทั้งหมดสำหรับธุรกิจ นักวางแผนอีเวนต์ และตัวแทนท่องเที่ยว โดยเป็นการรวมแพลตฟอร์มเดิมของแต่ละแบรนด์ เช่น NH PRO, Anantara Journeys และ Oaks Professionals ไว้ในที่เดียว เพื่อนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มมืออาชีพเพื่อมอบประสบการณ์ที่สะดวกยิ่งขึ้น
“เป้าหมายของเราก็คือการชิปจากการจองผ่าน Third Party มาเป็นการจองตรง ซึ่งในปีที่แล้วตัวเลขการจองตรงเพิ่มขึ้น 2- 4% และในปีนี้และปีต่อ ๆ ไปเราก็คาดหวังการเติบโตในระดับนี้
ทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญ ที่จะทำให้เรา Win ในการทำธุรกิจ Hospitality นั่นคือการนำ Product ไปวางไว้ข้างหน้าลูกค้าผ่าน Discovery รวมทั้งลูกค้า B2B ที่จะทำงานง่ายขึ้นผ่าน Minor PRO ทั้งในมุมการจัดประชุม สัมมนา Event Planner หรือในมุมของTravel Agency ดังนั้นเวลานี้คือ Perfect Time ในการที่จะเอาทุกอย่างมารวมในที่เดียว”