โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิทย์ทดลองใส่ 'ยีนภาษา' เพื่อดูว่าหนูจะ 'พูด' ได้ไหม? แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ

Environman

เผยแพร่ 21 เม.ย. 2568 เวลา 13.00 น.

นักวิทยาศาสตร์ทดลองใส่ ‘ยีนภาษา’ ของมนุษย์เข้าไปในหนู เพื่อดูว่าหนูจะ ‘สร้างภาษา’ ขึ้นมาได้หรือไม่ แม้หนูจะยังคงไม่สามารถเขียนงานของเชกสเปียร์ได้ทั้งหมด ทว่าก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา Yoko Tajima นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการ Molecular Neuro-Oncology แห่งมหาวิทยาลัย Rockafeller ได้ทำหน้าที่เป็นแม่สื่อจับคู่หนูตัวผู้และหนูตัวเมียมาอยู่ด้วยกันในกรงเล็ก ๆ ซึ่งหนูเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิต ‘ช่างจ้อ’ ที่คอยส่งเสียงแหลมสูงอยู่บ่อยครั้งแต่ก็สูงเกินกว่าที่มนุษย์จะได้ยิน

กระนั้น Tajima และ César Vargas นักวิจัยด้านประสาทวิทยาอีกคนหนึ่งก็คอยเฝ้าดูคลื่นเสียงสเปกตรัมที่ปรากฏขึ้นและลงบนหน้าจอ มันเป็นงานซ้ำซากที่คนทั่วไปอาจ ‘เบื่อตาย’ ได้ที่วันแล้ววันเล่าต้องมานั่งดูหน้าจอว่ามีอะไรผิดปกติไหม แต่แล้ววันหนึ่งทั้งคู่ต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจและรีบส่งตัวอย่างเสียงดังกล่าวไปยังที่ปรึกษาของพวกเขา

“พวกเขาบอกผมว่า ‘เราคิดว่าเราพบสิ่งที่น่าตื่นเต้นเข้าให้แล้ว’” Erich Jarvis นักประสาทวิทยาซึ่งประจำอยู่ห้องปฏิบัติการด้านพันธุกรรมประสาทของภาษาเล่า ขณะที่ Wolfgang Enard นักพันธุศาสตร์วิวัฒนาการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้เสริมว่า “ผมคิดว่านี่เป็นการค้นพบที่สำคัญสำหรับวิวัฒนาการด้านการพูดอย่างแน่นอน”

เรื่องของเรื่องก็คือ Tajima และ Vargas ได้ใส่ยีนตัวหนึ่งที่ชื่อว่า NOVA1 ที่ประกอบด้วยโปรตีน I197V เข้าไปในหนูและพยายามผสมพันธุ์ให้มันเกิดลูกหลานที่มียีนตัวนี้อยู่ด้วย ซึ่งยีน NOVA1 นั้นมีความพิเศษบางอย่างอยู่

ย้อนกลับไปในปี 2012 Robert B Darnell หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Molecular Neuro-Oncology ได้ค้นพบว่ามันเป็นยีนที่มีแต่ในสมองมนุษย์เท่านั้น โดยมีบทบาทสำคัญในการสร้างโปรตีนที่จับกับเซลล์ประสาท ซึ่งส่งผลต่อการกัฒนาสมอง การควบคุมกล้ามเนื้อ และระบบประสาทในด้านการพูด

ดังนั้นมันจึงนำไปสู่คำถามง่าย ๆ ว่า ถ้าหากเรานำยีนตัวนี้ไปใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิตอื่น พวกมันจะพูดได้เหมือนเราหรือไม่? วิทยาศาสตร์ต้องการคำตอบ ทีมวิจัยจึงเริ่มทำการทดลองตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อให้หนูสร้างลูกหลานที่มียีนดังกล่าว จากนั้นก็เฝ้าคอยผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้น

“หนูน้อยทุกตัวจะส่งเสียงแหลมแบบอัลตราโซนิกกับแม่ และนักวิจัยด้านภษาก็ได้แบ่งเสียงแหลมต่าง ๆ ออกเป็น 4 ตัวอักษรคือ S, D, U และ M” Darnell บอก “เราพบว่าเมื่อเราแปลอักษร เสียงแหลมของหนูที่มียีนภาษาของมนุษย์ (NOVA1) แตกต่างจากเสียงแหลมของหนูตามธรรมชาติ”

กล่าวอย่างง่ายที่สุด ลูกหนูที่มียีนภาษามนุษย์นั้นมีการเปล่งเสียงที่แตกต่างจากหนูตัวอื่น ๆ เมื่อมันเรียกหากแม่ เสียงแหลมของพวกมันจะสูงขึ้นและมีเสียงที่หลากหลายมากกว่าปกติ ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อพวกมันพยายามหาคู่ หนูตัวผู้ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมจะส่งเสียงร้องที่มีความถี่สูงและซับซ้อนกว่าหนูทั่วไป

“พวกมัน 'พูดคุย' กับหนูตัวเมียแตกต่างออกไป เราสามารถจินตนาการได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในการเปล่งเสียงเช่นนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อวิวัฒนาการ" Darnell อธิบาย

เป็นไปได้ว่านี่อาจเป็น ‘เครื่องมือ’ สำคัญทางพันธุกรรมที่ช่วยให้ โฮโม เซเปียนส์ มีความได้เปรียบในการสื่อสารจนสามารถแพร่กระจายไปทั่วโลก เพราะเราคือสปีชีส์เดียวที่มีโปรตีน I197V อยู่ในยีน NOVA1

“ข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่าประชากรบรรพบุรุษของมนุษย์ยุคใหม่ในแอฟริกาได้วิวัฒนาการมามี I197V ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นสายพันธุ์โดดเด่น บางทีนี่อาจเป็นเพราะว่ามันให้ข้อได้เปรียบที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารด้วยเสียง จากนั้นประชากรกลุ่มนี้ก็ออกจากแอฟริกาและแพร่กระจายไปทั่วโลก” Darnell กล่าว

ที่มา

https://www.nature.com/articles/s41467-025-56579-2

https://www.rockefeller.edu/…/37279-a-single-protein…/

https://www.iflscience.com/scientists-put-a-human…

https://www.science.org/…/eloquent-mice-point-protein…

Photo: Darnell Laboratory/Rockefeller University, uladzimirz/Envato

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...