โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มาเลเซีย จ่อแซงหน้า อินโดนีเซีย เป็นตลาดรถยนต์ใหญ่สุดในอาเซียน หลังเพิ่งเบียดไทย ขึ้นเป็นที่ 2

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ส.ค. 2567 เวลา 17.07 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2567 เวลา 07.36 น.

มาเลเซีย ใกล้แซงหน้า อินโดนีเซีย ขึ้นเป็น ตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน หลังเพิ่ง แซงหน้าไทย ขึ้นมาเป็น ตลาดรถยนต์ใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียน ชี้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง ขณะที่ยอดขายในอินโดนีเซียและไทยซบเซา

วันที่ 30 สิงหาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า มาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังไล่ตามอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายที่แข็งแกร่งของผู้บริโภคซึ่งขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

มาเลเซีย ได้แซงหน้าไทย ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 และทำให้ไทยตกลงไปเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่อันดับ 3 ของอาเซียนเมื่อเดือนพ.ค. โดยการเติบโตดังกล่าวประกอบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอินโดนีเซียและไทย ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดรถยนต์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลยอดขายรถยนต์ในไตรมาสเดือนเม.ย. ถึงเดือนมิ.ย. ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม พบว่า ยอดขายรถยนต์ในมาเลเซียตามหลังอินโดนีเซีย เพียง 8,134 คันเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นช่องว่างที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับยอดขาย 89,474 คันในช่วงไตรมาสเดือนม.ค. ถึงเดือนมี.ค. 2566

ยอดขายรถยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 (เมื่อเทียบเป็นรายปี) มีดังต่อไปนี้

  • อินโดนีเซีย : ยอดขายรถยนต์เติบโตขึ้น 14% แตะที่ประมาณ 200,000 คัน
  • มาเลเซีย : ยอดขายเติบโต 8% แตะที่ 150,000 คัน
  • ไทย : ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 24% ร่วงลงที่ระดับ 140,000 คัน
  • ฟิลิปปินส์ : ยอดขายเพิ่มขึ้น 11% แตะที่ 80,000 คัน
  • เวียดนาม :ยอดขายเติบโต 15% แตะที่ 60,000 คัน

แนวโน้มตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุด 3 แห่งในอาเซียน ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 จนถึง ไตรมาสที่ 2 ของปี 2567

อินโดนีเซีย

  • ไตรมาสที่ 3 ปี 2565 : ยอดขายสูงสุด 275,000 คัน
  • ไตรมาส 2 ปี 2567 : ยอดขายลดลงเหลือ 215,000 คัน

ไทย

  • ไตรมาสที่ 3 ปี 2565 : ยอดขาย 200,000 คัน
  • ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 : ยอดขายลดลงเหลือ 140,000 คัน

มาเลเซีย

  • ไตรมาสที่ 3 ปี 2565 : ยอดขายสม่ำเสมอที่ระดับ 200,000 คัน
  • ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 : ยอดขาย ลดลงเหลือ 150,000 คัน

สมาคมยานยนต์มาเลเซีย รายงานว่า ยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้น 8 % เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 184,702 คัน ในไตรมาสที่ 2 โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายที่แข็งแกร่งของแบรนด์รถยนต์มาเลเซียอย่างเปอโรดัว (Perodua) และโปรตอน (Proton)

การเติบโตดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 5.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ข้อมูลทางการระบุว่าการบริโภคภาคเอกชนยังคงแข็งแกร่ง ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ เพียง 1.7% ถึง 2.0% และเงินริงกิตที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้ามูลค่าสูงได้ง่ายขึ้น เช่น รถยนต์

Proton และ Perodua ได้รับความนิยมในมาเลเซียเนื่องจากมีราคาที่ย่อมเยามากกว่า และนโยบายของรัฐบาลมาเลเซียเอื้อประโยชน์ต่อแบรนด์ท้องถิ่นเหล่านี้ด้วยการกำหนดภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีการค้าสำหรับแบรนด์รถยนต์ต่างชาติในอัตราที่สูง

ด้านยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริดที่แข็งแกร่ง ได้เป็นตัวช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในมาเลเซียได้เป็นอย่างมาก โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 10,663 คัน เพิ่มขึ้น 2.4 เท่าจากปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฮบริดเพิ่มขึ้น 21.8% แตะที่ 11,722 คัน

นายวินเซนต์ หว่อง พนักงานขายของบีวายดี (BYD) แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จีน ในรัฐสลังงอร์ กล่าวกับสำนักข่าวนิกเกอิเอเชียว่า ยอดขาย BYD สูงเกินความคาดหมาย โดยตั้งแต่เดือนม.ค. ถึงเดือนก.ค. รถยนต์รุ่น Seal มียอดขาย 2,062 คัน และ Atto 3 มียอดขาย 1,990 คัน ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า รุ่น Model Y ของเทสลา (Tesla) มียอดขาย 1,794 คัน และ Model 3 มียอดขาย 1,599 คัน

ขณะที่ นายรัสมาน อับดุลลาห์ ผู้แทนจำหน่ายฮอนด้า (Honda) ในรัฐสลังงอร์เช่นเดียวกัน เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ไฮบริดเพิ่มขึ้น 30% ในช่วงครึ่งปีแรก โดยรถยนต์ไฮบริดรุ่นต่าง ๆ ของฮอนด้า เช่น HR-V, CR-V และ City ได้รับความนิยมสูงมากเป็นพิเศษตั้งแต่ต้นปี 2567 และมีคำสั่งซื้อคงค้างจำนวนมาก ส่วนคำสั่งซื้อใหม่ก็เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 และคาดว่าอุปสงค์จะยังคงเติบโตต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี

ด้าน รถยนต์ไฮบริด รุ่น Corolla Cross ของโตโยต้า (Toyota) ก็ขึ้นแท่นรถยนต์ไฮบริดที่มียอดขายสูงสุด แตะที่ 3,869 คัน ตามด้วยรถยนต์ไฮบริด HR-V ของ Honda ซึ่งมียอดขาย 2,750 คัน

การเติบโตของตลาดรถยนต์มาเลเซียเป็นผลมาจากยอดขายรถยนต์ในอินโดนีเซียชะลอตัวลง โดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซีย (Gaikindo) ระบุว่ายอดขายรถยนต์ในอินโดนีเซียลดลง 14% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 เมื่อเทียบเป็นรายปี แม้ว่าการลดลงนี้จะไม่รุนแรงเท่ากับการร่วงลง 24% ในไตรมาสที่ 1 แต่ยอดขายรายเดือนกลับลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 13 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ค. 2566

แหล่งข่าวตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในกรุงจาการ์ตากล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อทำให้ผู้บริโภคในอินโดนีเซียไม่ซื้อรถใหม่ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียจะยังคงอยู่ต่ำกว่า 3% ในปีนี้ก็ตาม แต่ในช่วงปลายปี 2565 และต้นปี 2566 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 5% ซึ่งส่งผลให้ลูกค้ามีความกังวลเรื่องน้ำมันแพง และอาจแพงมากขึ้น บวกกับต้นทุนการบำรุงรักษารถยนต์ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นายจงเกีย ซูเกียร์โต รองประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซีย กล่าวเสริมว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6.25% และเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจซื้อลดลง แม้รถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า เข้ามาแข่งขันกับรถยนต์ญี่ปุ่นได้มากขึ้น แต่นายซูเกียร์โตตั้งชี้ว่าราคายังคงเป็นปัญหา และทำให้ผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนจากรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเกิดความลังเลใจ นอกจากนี้แล้ว ยังมีข้อกังวลอื่น ๆ ด้วย รวมถึง สถานีชาร์จที่มีไม่มากพอ โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางระยะไกล

นอกจากอินโดนีเซียแล้ว ตลาดรถยนต์ของไทยก็กำลังประสบภาวะถดถอยเช่นกัน โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยว่า ยอดขายรถยนต์ไตรมาสที่ 2 หดตัว 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หลังจากหดตัว 25% ในไตรมาสที่ 2 ส่วนยอดขายรถยนต์รายเดือนก็ลดลงติดต่อกัน 14 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2566 โดยนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เผยว่า ยอดขายรถยนต์ที่ลดลงสะท้อนถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอ แม้ว่าไทยยังคงมีพลวัตด้านการส่งออกอยู่บ้างก็ตาม

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดลงการประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศและการส่งออกของไทยลงสู่ระดับ 1.7 ล้านคันในปีนี้ จากการประมาณการเดิมที่ 1.9 ล้านคัน เนื่องมาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอเป็นหลัก โดยในปี 2566 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ 1.84 ล้านคัน

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญอีกประการ คือ ธนาคารต่าง ๆ ของไทยยังคงเข้มงวดด้านการออกสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 91% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ส่งผลผู้บริโภคชาวไทยใช้จ่ายไปกับการซื้อรถยนต์ลดลง

อ้างอิง : asia.nikkei.com

📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจอาเชียน ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...