โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยจ่อขาดดุลการค้ารวม 3 ปีติดกัน นำเข้าพลังงาน ขาดดุลจีนเพิ่ม แต่ได้ดุลอเมริกา

BTimes

อัพเดต 23 ก.ย 2567 เวลา 20.03 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2567 เวลา 10.12 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยเผชิญการขาด ดุลการค้า (ตามฐานศุลกากร) 2 ปี ติดต่อกันในปี 2022-2023 ผ่านมา โดยปัจจัยหลักมาจากการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามราคาในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่การส่งออกไทยหดตัวในปี 2023 โดยในปี 2011-2013 ไทยเคยเผชิญกับการขาดดุลการค้าติดต่อกัน ซึ่งขณะนั้นราคาน้ำมันดิบอยู่สูงกว่า 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2024 ไทยจะยังเผชิญการขาดดุลการค้าเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดย 7 เดือนแรกของปีนี้ไทยขาดดุลไปแล้ว -6,616 ล้านดอลลาร์ฯ หรือ -23% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปีผ่านมา จากปัจจัยต่อไปนี้

1.ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยไทยจะขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นราว 4,000 ล้านดอลลาร์ฯ หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ สำหรับปี 2024 ไทยยังขาดดุลการค้าเนื่องจากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงแม้ได้ปรับลงจากปี 2022 ที่ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนเริ่มขึ้น

2.ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง เมื่อพิจารณาสินค้าที่มีดุลการค้ามากที่สุด 10 อันดับแรก ในปี 2023 พบว่า สินค้าสำคัญหลายตัวมีแนวโน้มที่จะได้ดุลการค้าลดลง เนื่องจาก ความต้องการสินค้าไทยในตลาดโลกลดลง เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ Hard Disk Drive ที่ในอนาคตจะมีการเข้ามาแทนที่ของ Solid State Drive ซึ่งไทยไม่ได้เป็นฐานการผลิต นอกจากนี้ ความต้องการใช้รถยนต์สันดาปซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตนั้นลดลง โดยตลาดมีความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดมากขึ้น

การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยไทยมีการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าและความซับซ้อนไม่มากนักอย่างสินค้าเกษตรที่กำลังเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา ประกอบกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าของประเทศคู่แข่ง อาทิ ข้าว ทุเรียน และยางพารา ที่มีตลาดอื่นเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด

3.ทิศทางการค้าโลกที่เปลี่ยนไปนับตั้งแต่หลังสงครามการค้าในปี 2018 โดยไทยมีแนวโน้มที่จะขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนจากจีนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจากจีนก็เพิ่มขึ้น อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า และของเบ็ดเตล็ด ขณะที่การส่งออกสินค้าขั้นกลางไปจีนลดลงอย่างเช่นเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ เนื่องจากจีนสามารถผลิตได้เองจากข้อได้เปรียบด้านต้นทุน (Economy of scale) นอกจากนี้ สินค้าเกษตรซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกจากไทยไปจีนสูง อาทิ ทุเรียน ผลผลิตเผชิญความผันผวนจากสภาพอากาศ

ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มีแนวโน้มเกินดุลเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถชดเชยกับปริมาณการขาดดุลการค้ากับจีน โดยไทยได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน แต่มีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน (AD/CVD) อาทิ โซลาร์เซลล์ และยางล้อ ซึ่งกดดันการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขณะที่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ของไทยยังมีจำกัด

นอกจากนี้ การได้ดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าหลักอื่นๆ มีแนวโน้มชะลอลง จากการเข้ามาตีตลาดของสินค้าจีนในประเทศคู่ค้าของไทยมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มประเทศอาเซียน ออสเตรเลีย รวมถึงการที่ไทยนำเข้าสินค้าจากประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้น อาทิ เวียดนาม เนื่องจากเป็นฐานการผลิตที่มีความสำคัญมากขึ้น

โดยสรุป การขาดดุลการค้าไทยยังมีแนวโน้มต่อเนื่อง จากโครงสร้างการนำเข้าของไทยยังต้องพึ่งพาพลังงานและสินค้าทุนที่มีมูลค่าสูง รวมถึงสินค้าจีนราคาถูกที่เข้ามาตีตลาด อย่างไรก็ตาม ไทยสามารถลดการขาดดุลการค้าได้หากมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริดมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานของไทยได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...