โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลาดคริปโทระอุ ไบแนนซ์ X กัลฟ์ ลุยเอ็กซ์เช้นจ์ เปิดมุมมอง `ปรมินทร์`

efinanceThai

เผยแพร่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 04.31 น.

ตลาดคริปโทระอุ ไบแนนซ์ X กัลฟ์ ลุยเอ็กซ์เช้นจ์ เปิดมุมมอง ปรมินทร์ 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 ม.ค. 65 11:31 น.

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ เศรษฐีคริปโท กับ เศรษฐีหุ้น โคจรมาพบกัน โดยซีอีโอ Binance หรือ CZ (ซีซี่) ขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในอุตสาหกรรมคริปโทไปเรียบร้อย ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 3.23 ล้านล้านบาท ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ GULF นี่ก็ไม่ธรรมดา สารัชถ์ รัตนาวะดี แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2564 มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 1.73 แสนล้านบาท
จากนี้ต้องจับตา!! ตลาดคริปโทจะร้อนระอุ หลัง Binance ปักหมุดไทยผนึก กัลฟ์ เตรียมลุยทำเอ็กซ์เช้นจ์ Crypto by efinanceThai จะพาไปเปิดมุมมอง ปรมินทร์ อินโสม เขาถึงกับมองว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเจอกับมวยรุ่น heavy weight
GULF จะส่งบริษัทย่อยที่ชื่อ บริษัท กัลฟ์ อินโนวา จำกัด ร่วมมือกับกลุ่ม Binance เพื่อร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย หมายความว่า ถ้าจะเข้ามาตลาดนี้ก็จะต้องขอใบอนุญาต Digital Asset Exchange ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ซึ่งล่าสุด ​"ยุพาพิน วังวิวัฒน์" กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยกับ efinanceThai วันนี้ (18ม.ค.65) ว่า บริษัทฯ จะขอใบอนุญาต Digital Asset Exchange เพราะกลุ่ม Binance มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้
ปัจจุบัน มีผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ในประเทศไทยเหลืออยู่ 7 ราย (รายที่ 8 Huobi กำลังถูกเพิกถอนใบอนุญาต) ได้แก่ 1.Bitkub ​2.Satang Pro 3.ERX 4.Zipmex 5.Upbit ​6.Z.comEX และ 7.SCBS (ยังไม่เริ่มประกอบธุรกิจ)
ปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้ง FIRO ไพรเวซีคอยน์อันดับต้นๆ ของโลก,กรรมการและผู้ก่อตั้ง บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ผู้ให้บริการเว็บเทรด Satang Pro) จะมาเปิดมุมมองของเขา ซึ่งจริงๆ แล้วจะเรียกว่า เขาคือผู้มาก่อนกาลก็ไม่ผิด ด้วยความที่ Satang Pro นั้นเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Binance อยู่ก่อนแล้ว
📌พลังในการผลักดันกฎหมายต่างๆ จากเอกชนจะมีมากขึ้น เพราะมีผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง SCB และ GULF ลงสนาม
ปรมินทร์กล่าวว่า การจับมือกันของทั้งสององค์กรที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะกัลฟ์ก็เป็นยักษ์ใหญ่ ถ้าเทียบกับ SCB จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้แน่นอน จาก MOU ที่ กัลฟ์ได้ประกาศออกมานั้น ยังไม่แน่ใจว่าขอบเขตการลงทุนนี้จะอยู่แค่ในประเทศไทยหรือไม่ อาจไปมากกว่าประเทศไทยก็ได้ เพราะจากที่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของไบแนนซ์ ก็ต้องการเปิดตลาดในหลาย ๆ ประเทศ เช่นการจับมือกับบริษัทเทเลคอมยักษ์ใหญ่ของอินโดนีเซีย เป็นต้น
การที่ไบแนนซ์จับมือกัลฟ์นั้น มองในมุมของกฎหมายการกำกับในแง่องการเดินเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับการกำกับ กฎ ระเบียบของไทยจะทำให้ง่ายขึ้น เพราะเท่ากับว่าในตลาดไทยตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ SCB แล้วที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด แต่ยังมีกัลฟ์ที่ใหญ่มากเพิ่มเติมเข้ามา ก็น่าจะมีแรงผลักดันสูงขึ้น
📌เปรียบเทียบขุมกำลังระหว่าง กัลฟ์ และ SCB ต่างมีจุดแข็งคนละอย่าง
ถ้าเปิดหน้าสู้กันเต็มที่มีความได้เปรียบเสียเปรียบต่างกันระหว่าง Gulf และ SCB ที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน มีความเด่นกันคนละด้านด้วย Infrastructure ของแต่ละที่ กัลฟ์เองมีฐานลูกค้าของ AIS อยู่ในมือกว่า 50% ของประชากรในประเทศ หรือประมาณ 40 ล้านบัญชี ซึ่งมากกว่าของ SCB แต่ SCB มีความรู้ความสามารถทางด้านไฟแนนซ์ แต่ก็เสียเปรียบด้วยฐานลูกค้าที่น้อยกว่าผู้ใช้โทรศัพท์ของ AIS ซึ่งถ้ากัลฟ์ ออนบอร์ด ลูกค้า AIS ให้เข้ามาในไบแนนซ์ ขนาดธุรกิจของเขาจะใหญ่แค่ไหน จากปัจจุบัน ที่มีนักลงทุนในทุก Exchange รวมกัน อยู่ที่ 2 ล้านบัญชี
📌จับตารูปแบบของการพาร์ทเนอร์ระหว่างไบแนนซ์ และกัลฟ์
ปรมินทร์ มองว่าไบแนนซ์จะต้องเข้ามาในเมืองไทยแน่นอน แต่จะในรูปแบบไหน ก็ต้องพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดที่ไบแนนซ์จะได้รับ ไม่ว่าจะในลักษณะไหน จะเป็น Joint Venture หรือ กัลฟ์ถือหุ้นส่วนมาก หรือสัดส่วนการถือหุ้นจะเป็นอย่างไร คงต้องรอดูประกาศหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การเป็นพาร์ทเนอร์กับไบแนนซ์ ทางไบแนนซ์จะไม่เป็น Exclusive Partner กับใคร อย่างเช่น ที่ไบแนนซ์ถือหุ้น 3% ในสตางค์ ซึ่งนั่นก็ทำให้เราเองก็มีเทคโนโลยีระดับโลกที่เชื่อมต่อกันทำให้ นักลงทุนสามารถโอนแบบทันทีระหว่าง Satang Pro กับไบแนนซ์ได้ ปรมินทร์ กล่าว
ฉะนั้น จึงมองว่าไบแนนซ์ก็ยังมองหาพาร์ทเนอร์อื่น ๆ ได้ การเซ็น MOU ครั้งนี้กับกัลฟ์ จึงเป็นการเซ็นเพื่อมองหาการขยายโอกาสในธุรกิจของไบแนนซ์และกัลฟ์ ส่วนรายอื่น ๆ ที่ยังต้องการทำงานกับไบแนนซ์ก็ยังมีโอกาสอยู่
สถานการณ์ปัจจุบันคือการที่รายใหญ่มาเจอกับรายใหญ่ ตลาดตอนนี้เปลี่ยนจากเดิมที่เป็นการทำตลาดของรายเล็ก แต่วันนี้ทุก exchange มีแบ็คอัพเป็นรายใหญ่หมด ไม่ใหญ่ในประเทศไทยก็ใหญ่ในต่างประเทศ การจับมือของกัลฟ์และไบแนนซ์นี้ ถือเป็นการเซ็ทแสตนดาร์ดใหม่ให้ exchange ที่เป็น global ว่าถ้าจะเข้าไทยจะต้องหา local partner ที่ต้องเทียบเท่ากับกัลฟ์
📌เชื่อ Exchange ไทยทุกที่จะต้องปรับตัว รวมถึงสตางค์ก็ต้องปรับตัวครั้งใหญ่

ทุกที่จะต้องปรับตัวรวมถึงสตางค์ก็ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ แม้กระทั่งการหาพาร์ทเนอร์ ที่ต้องใหญ่พอ ๆ กัน ถึงจะสามารถแข่งขันในตลาดนี้ได้ ซึ่งก็มีการพูดคุยอยู่กับหลายช่องทางที่เป็นทั้ง แบงก์และ non-bank โดยมอง criteria ของการเลือก Strategic พาร์ทเนอร์เป็น 2 ส่วน 1. Infrastructure ในไทยที่จะต้องมีฐานลูกค้าที่ใหญ่พอที่จะขยายธุรกิจได้ 2. พาร์ทเนอร์ในต่างประเทศที่จะมาช่วยในการ connect ไปที่ต่างประเทศเพื่อจะให้ลูกค้าในต่างประเทศมาเทรดได้แบบ seamless ซึ่งการแข่งขันเมื่อมีไบแนนซ์เข้ามาในตลาดไทยคือเรียกว่าการชกกับรุ่น heavy weight เลย

กัลฟ์เองก็มี infrastructure ที่ใหญ่มากพอที่จะพัฒนา product ใหม่ ๆ ออกมาโดยอาศัยความเชี่ยวชาญของไบแนนซ์ ไม่ว่าจะเป็น NFT/ GameFi/ หรือ อื่น ๆ
มุมมองผมมองว่าการดีลธุรกิจของกัลฟ์นี้ เป็นการจุดประเด็นให้ Venture รายใหญ่ ๆ ของไทย ในการจับมือกับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศ โดยไม่ต้อง acquire ธุรกิจในไทย
📌 Regulators เองก็ต้องปรับตัว ทำอย่างไรที่จะทำให้ exchange ไทยไม่เสียเปรียบ
ขณะเดียวกัน regulators เองก็ต้องปรับตัว ที่กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ทุกวันนี้ทำให้ exchange ไทย สู้กับต่างประเทศไม่ได้ ด้วยความหลากหลายของ product ที่ถูกจำกัดอยู่แค่ spot trading ขณะที่ exchange เมืองนอกที่มีทั้ง future/derivative ซึ่งก็กำลังจะเข้ามาในไทยมากขึ้น
Regulators จะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้ exchange ไทย ไม่เสียเปรียบในการแข่งขัน และสามารถ พัฒนา products ให้เราเป็นสถาบันการเงินที่สามารถพัฒนาการทำงานกับรูปแบบและบริการที่หลากหลาย แก่สถาบันการเงินและคนทั่วไป ให้สามารถเลือกใช้เงิน / สกุลเงิน / ระบบการชำระเงิน /การฝาก การกู้ ประเภทต่าง ๆ ได้พร้อมกัน เหมือนกับที่ exchange ต่างประเทศมีให้บริการ
ผมมองว่าทั้งนักลงทุน ผู้ประกอบการ และ Regulators ต้องมา Consolidate ความต้องการร่วมกันและหา common ground ให้เจอ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทุกฝ่าย นักเทรดมีโอกาสเพิ่มขึ้นในการลงทุน มีโอกาสทำรายได้มากขึ้น ผู้ประกอบการก็สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ขยายโอกาสทางธุรกิจไปเติบโตในระดับโลกได้ ส่วนรัฐไทยเองนอกจากจะได้ประโยชน์จากภาษี จะยังได้เม็ดเงินลงทุนที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
📌เชื่อ! การเข้ามาของกัลฟ์อาจมาช่วยผลักดันให้มีการยกเว้นภาษีระยะหนึ่ง
ส่วนในประเด็นภาษี ปรมินทร์ เชื่อมั่นว่า การเข้ามาของกัลฟ์อาจมาช่วยผลักดันให้มีการยกเว้นภาษีระยะหนึ่งจนกว่าตลาดจะ mature หรือการมีระบบการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสมมากขึ้น รวมไปถึงการลิสต์เหรียญใด ๆ ที่กฎหมายไทยมีข้อจำกัดอยู่ กรณีการเข้ามาในไทยของไบแนนซ์นั้นเป็นกรณีศึกษาของ exchange คือไปเปิดตลาดโกลบอลจนเติบโต และค่อยเข้ามาในตลาดไทย หรือตลาดที่ถูก Regulated โดยหา loacal partner ที่ใหญ่มาก ๆ พอที่จะพลิกธุรกิจได้เลย

รายงาน   โดย ชัชชญา อังคุลี เรียบเรียง โดย ชัชชญา อังคุลี 
                อีเมล์. chatchaya@efinancethai.comอนุมัติ    โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช 
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...