10 ประเทศสีเขียว บรรยากาศดี คุณภาพชีวิตก็ดี - ลัดเลาะรอบโลก

LINE TODAY เผยแพร่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 04.30 น. • Pannaput J.

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ทุกคนคงจะได้ยินเรื่องราวของไฟป่าที่เกิดขึ้นกับปอดของโลกอย่าง “ป่าแอมะซอน” แม้ว่าสาเหตุของไฟป่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากมนุษย์เพียงแต่อย่างเดียว แต่อย่างที่รู้กันว่า มนุษย์ก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้ไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือสาเหตุอะไรก็ตาม ทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่เป็นปัญหาของโลกปัจจุบัน รวมไปถึงภาวะโลกร้อน จึงเป็นสาเหตุให้หลาย ๆ ประเทศหันกลับมาสนใจประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ก่อกำเนิดเป็นแนวทางของนโยบายสาธารณะที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ที่นอกจากจะรักษาทรัพยากรในประเทศแล้ว ก็ยังเป็นการช่วยโลกอีกด้วย #ลัดเลาะรอบโลก เลยอยากพาทุกคนไปตามดู 10 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีความตระหนักกับประเด็นสิ่งแวดล้อม ตามไปดูกันเลย 

เริ่มต้นที่ประเทศแรก “ไอซ์แลนด์” ที่ถือว่าเป็นประเทศที่มีความจริงจังกับการจัดการสิ่งแวดล้อม และลงทุนเพื่อความยั่งยืนเป็นอย่างมากจนได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่รักษ์สิ่งแวดล้อมที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง เพราะว่าเป็นประเทศที่ระบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกอย่าง จนมีค่าดัชนีผลการปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมถึง 93.5 เลยทีเดียว ประเทศจะให้ความสนใจกับการผลิตไฟฟ้า และความร้อน โดยใช้ความร้อนของภูมิประเทศ นอกจากนี้ไอซ์แลนด์ยังเป็นประเทศที่มีบทบาทในการต่อต้านมลพิษในมหาสมุทรอีกด้วย

ถ้าพูดถึง “สวิตเซอร์แลนด์” ทุกคนก็คงจะนึกถึงวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มองไปทางไหนก็เหมือนว่าอยู่ในภาพวาด ในปี 2018 สวิตเซอร์แลนด์เป็นแชมป์ประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุดในโลก ด้วยดัชนี่การปกป้องสิ่งแวดล้อม 89.1 มีการวัดค่าต่าง ๆ มากมายเพื่อทำให้มั่นใจว่าสภาพแวดล้อมจะสะอาด และยั่งยืน การตั้ง Alpine Park ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในขั้นตอนการรักษ์โลก อีกทั้งประเทศสวิตฯ ก็ยังให้ความสนใจเรื่องของการผลิตทรัพยาการ โดยการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ เป็นการทำเพื่อยกระดับเศรษฐกิจสีเขียว รวมไปถึงยังมีการใช้กฎหมายที่อนุญาตให้ที่นาได้รับการพัฒนา และป้องกันจากการกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอีกด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ประเทศสามารถรักษาธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย อากาศสะอาด ทะเลสาบที่สวยงาม และภูเขา สิ่งเหล่านี้ถูกจดจำว่าเป็นแลนด์มาร์กของประเทศเลยทีเดียว

ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีวิวที่มหัศจรรย์ และผสมผสานได้อย่างลงตัว สำหรับ “คอสตาริกา” ความเป็นมิตรของสิ่งแวดล้อมเด็กเห็นได้ชัดมาก ๆ เพราะด้วยสภาพภูมิทัศน์ที่สวยงาม โดยที่คอสตาริกานั้นต้องการหลีกหนีทั้งมลพิษทางน้ำ และอากาศ และพยายามลดค่าคาร์บอนให้มีค่าเป็นกลางในสิ่งแวดล้อมได้ภายในปี 2021 พลเมืองในประเทศนี้จะใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการสร้างก๊าซเรือนกระจก โดยพวกเขาหวังว่าเขาจะเป็นประเทศแรกที่เป็นประเทศที่มีค่าคาร์บอนเป็นกลางของโลกได้ ตอนนี้ก็พยายามจะหาเรี่ยไรเงินเพื่อที่จะทำให้มันเป็นไปได้ นอกจากเป็นประเทศที่สีเขียวที่สุดในโลกแล้ว เขาก็อยากเป็นประเทศที่ผู้คนมีความสุขที่สุดอีกด้วย

 “สวีเดน” เป็นอีกประเทศที่มีแนวคิดรักษ์โลกเพื่อความยั่งยืน มีเป้าหมายที่จะหยุดใช้พลังงานถ่านหินในปี 2020 ซึ่งเป็นการป้องกันมลพิษของสิ่งแวดล้อม มีการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สภาพแวดล้อมธรรมชาติปลอดภัยจากมลพิษ การใช้พลังงานหมุนเวียนก็เพื่อที่จะลดจำนวนคาร์บอนในอากาศ ทำให้สิ่งแวดล้อมสะอาด และปลอดภัย อีกทั้งยังมีความร่วมมือของสวีเดน และประเทศเพื่อนบ้านที่รับผิดชอบหน้าที่ในการปกป้อง ทะเลบอลติค และระบบนิเวศ กระทรวงสิ่งแวดล้อมในสวีเดนถือว่าเป็นภาคส่วนที่สำคัญมากที่สุด นั่นคือสาเหตุว่าทำไมสวีเดนเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“นอร์เวย์” เป็นประเทศในยุโรปที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นประเทศที่มีมาตรการจัดการ และรองรับว่า ไม่ว่าจะเป็นย่านที่อยู่อาศัย หรือย่านการค้า จะไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ธรรมชาติ และก็เหมือน ๆ กับประเทศอื่น ๆ นอร์เวย์มีแนวคิดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อที่จะลดอัตราของมลพิษ และการผลิตคาร์บอน นอร์เวย์ได้มีการวางกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืน กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่พยายามจะทำให้ค่าคาร์บอนในประเทศเป็นกลางได้ภายในปี 2030 สิ่งที่น่าสนใจก็คือนอร์เวย์นั่นปลูกฝังในเรื่องความสัมพันธ์กับธรรมชาติ เด็ก ๆ จะถูกสอนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ปกป้องสิ่งแวดล้อม ก็คือนอร์เวย์นั้นได้ใช้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาดและปลอดภัย

มอริเซียส หมู่เกาะเล็ก ๆ ในแอฟริกา ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นประเทศที่ปกป้องท่าเรือของตัวเองหนักมาก รวมไปถึงการมีกฎหมาย และ พรบ. เพื่อลดอัตรามลพิษอีกด้วย

ถือว่าเป็นคุณูปการของนาย “นีกอลา ซาร์กอซี” อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่มีบทบาททำให้ “ฝรั่งเศส” กลายเป็นประเทศสีเขียวของโลก เข้าใช้หลักกฎหมายมาปรับใช้ทำให้ฝรั่งเศสเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการผลิตพลังงานก็เป็นไปอย่างรักษ์โลก ฝรั่งเศสถือเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารอย่างมาก ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกอากาศ รวมไปถึงของขึ้นชื่ออย่างไวน์ แต่ฝรั่งเศสนั้นถือว่าเป็นประเทศที่มีโรงงานอุตสาหกรรมน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ นี่เป็นตัวช่วยที่จะสามารถลดมลพิษอากาศได้ หลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศาก็พยายามที่จะกลายมาเป็นประเทศที่รักษ์สิ่งแวดล้อม พยายามที่จะลดค่ามลพิษทางน้ำ มีการเปลี่ยนแปลงในการใช้ทรัพยากรเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย

เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการใช้นโยบายเศรษฐกิจและสังคมเพื่อช่วยในการป้องกันสิ่งแวดล้อม สำหรับ “ออสเตรีย” และยกเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ มีความพยายามและตั้งใจอย่างหนักในเรื่องของการจัดการขยะ มลพิษทางอากาศ รวมไปถึงการป้องกันมลพิษให้ไม่ไปทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย มีการร่วมมือที่จะใช้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศในเกษตรกรรมเพื่อที่ป้องกันมลพิษ เลิกใช้ยากำจัดศัตรูพืช มีการรักษาป่า และลดการเกิดของไฟป่า สิ่งเหล่านี้ทำให้ออสเตรียกลายเป็นประเทศสีเขียวของโลก

“คิวบา” เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดในโลก และเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีนโยบายเลิกใช้ยากำจัดศัตรูพืชในการเกษตร เพราะพวกเขารู้ว่าเคมีนั้นเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงมีการสร้างความตระหนักโดยการสอนเด็ก ๆ ในโรงเรียนให้กล้าที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อม

ปิดท้ายที่ “โคลอมเบีย” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่สวยงาม มีวิวทิวทัศน์ที่ดีมาก ๆ เป็นประเทศที่ติดกับป่าแอมะซอน ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย สิ่งนี้จึงทำให้เกิดนโยบาย และกฎต่าง ๆ ขึ้นเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพนั้นด้วย

ความสวยงามอาจจะเป็นสิ่งที่แรกที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยตาว่าประเทศที่มีแนวทางรักษ์ธรรมชาติมีเสน่ห์มากเพียงใด แต่ยิ่งไปกว่านั้นการมีสภาพแวดล้อมที่ดี ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีตามไปด้วย คุณูปการของธรรมชาตินั้นมีมากมายกว่าที่ตาเราเห็นอย่างแน่นอน.