โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประเพณีราษฎร์-ประเพณีหลวง แยกกันอย่างโดดเดี่ยว หรือสัมพันธ์กันอย่างไร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 ม.ค. 2565 เวลา 09.54 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 09.31 น.
ร้องรำทำเพลง (ละคร) ข้างวัง ในภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง) อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

นาฏศิลป์ดนตรี, การร้องรำทำเพลง และกิจกรรมละเล่นต่างๆ ของไทย เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่าเป็น “ประเพณีราษฎร์” บ้าง “ประเพณีหลวง” บ้าง แล้วประเพณีทั้งสองต่างกันอย่างไร, มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร ขอนำเนื้อหาบางส่วนในหนังสือ “ร้องรำทำเพลง” (โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 ตุลาคม 2551) ที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนไว้มาตอบคำถามข้างต้นดังนี้

 

บรรดาการละเล่นไม่ว่าจะเป็นร้องรำทำเพลง หรือดนตรีและนาฏศิลป์ ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรม” ซึ่งนักปราชญ์ราชบัณฑิตและนักวิชาการมักจําแนกเป็น “ประเพณี” ที่แตกต่างกัน 2 ระดับ คือ “ประเพณีราษฎร์” และ “ประเพณีหลวง” แต่ประเพณีคู่นี้ก็มิได้แยกกันอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะต่างมีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันตลอดมา

ประเพณีราษฎร์ (Little Tradition) เป็นของชนชั้นต่ำ ได้แก่ไพร่ฟ้าข้าไท และทาส ซึ่งจะมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆ ที่มีสภาพแวดล้อมต่างกัน มีศูนย์กลางอยู่ที่ “วัด” ในชุมชนหรือหมู่บ้าน

ประเพณีหลวง (Great Tradition) เป็นของชนชั้นสูง ได้แก่เจ้านายเชื้อ พระวงศ์และขุนนาง มีศูนย์กลางอยู่ที่ “วัง” หรือในเมือง

เหตุที่จําแนกประเพณีร้องรําทําเพลงหรือดนตรีและนาฏศิลป์ของชาว สยามออกเป็น 2 ระดับนั้น อาจใช้ข้อวินิจฉัยของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม (แห่งภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) มาปรับปรุง เพื่ออธิบายได้ดังนี้

สังคมของชาวสยามยุคดึกดําบรรพ์จัดอยู่ในลักษณะ “สังคมแบบเผ่าพันธุ์” (Tribal Societies) ที่ยังกระจัดกระจายเป็นหมู่เป็นเหล่าหรือเป็นกลุ่มๆ ในแต่ละกลุ่มต่างก็มีพัฒนาการทางสังคมในวิถีทางของตัวเอง

ต่อมาสังคมระดับท้องถิ่นเหล่านั้นก็มีพัฒนาการผ่านพ้นสังคมแบบเผ่าพันธุ์ แล้วค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ “สังคมแบบชาวนา” (Peasant Society) มีการรับรูปแบบวัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาผสมผสาน ทําให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรมของสังคมแบบชาวนาที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสังคมแบบเผ่าพันธุ์กับ “สังคมแบบเมือง” (Urban Society)

ลักษณะบางประการของสังคมแบบชาวนาก็คือ ในขณะที่ยังรักษาเอกลักษณ์บางอย่าง (คือประเพณีดั้งเดิม) ที่สืบทอดมาจากสังคมแบบเผ่าพันธุ์ แต่สังคมแบบชาวนาก็พร้อมที่จะยอมรับความทันสมัย(หรือที่คิดว่าทันสมัย) บาง อย่างจากวัฒนธรรมในสังคมแบบเมือง เพื่อนําไปประสมประสานปรับปรุงและดัดแปลงประเพณีดั้งเดิมของตนให้ทันสมัย (หรือเชื่อว่าทันสมัย) อยู่เรื่อยๆ

เพราะสังคมแบบชาวนาอ่อนน้อมยอมรับแบบแผนทางวัฒนธรรมของสังคมแบบเมืองอยู่เสมอๆ ทําให้สังคมแบบชาวนามีสภาพเป็นส่วนหนึ่งสังคมแบบเมืองอยู่ตลอดเวลา

เมื่อพินิจพิจารณาพื้นฐานความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และทางสังคมแล้ว จะสังเกตเห็นว่าวัฒนธรรมของชาวสยามมีลักษณะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือมีความพร้อมอยู่เสมอที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่มีความแปลกและใหม่กว่า

นอกจากนั้นยังจะเห็นอีกว่า “ประเพณีหลวง” มีอิทธิพลเหนือ “ประเพณีราษฎร์” อย่างยิ่ง ซึ่งมีส่วนลดความแตกต่างในองค์ประกอบของประเพณีราษฏร์และมีส่วนผลักดันให้เกิดรูปแบบใหม่ที่กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เพราะฉะนั้นการทําความเข้าใจพัฒนาการของการร้องรําทําเพลงหรือดนตรีและนาฏศิลป์ของชาวสยามจึงจําเป็นต้องพิจารณาประเพณี 2 ระดับไป พร้อมๆ กันทั้ง “ประเพณีหลวง” และ “ประเพณีราษฎร์” ในลักษณะที่ต่างก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ…

ประเพณีราษฎร์ มีพื้นฐานดั้งเดิมแต่ครั้งดึกดําบรรพ์รองรับอยู่มาก่อนแล้ว รวมทั้งเป็นปัจจัยหลักของประเพณีหลวง

ประเพณีหลวง ได้รับพื้นฐานประเพณีราษฎร์เป็นหลักสําคัญที่สุด โดยชนชั้นสูงเป็นผู้ขัดเกลาประเพณีราษฎร์ให้ละเอียดอ่อนมีความประณีตวิจิตรและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งนี้ด้วยการยอมรับแบบแผนจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย จีน อาหรับ ฯลฯ รวมทั้งมอญ เขมร ชวา เข้ามาประสมประสานเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

ต่อจากนั้นประเพณีหลวงจะส่งทอดอิทธิพลไปสู่ประเพณีราษฎร์ในสังคมแบบชาวนาอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายประเพณีราษฎร์จะค่อยๆ เคลื่อนไหว ดัดแปลงตัวเองไปตามกระแสอิทธิพลของประเพณีหลวงเป็นระยะๆ

แต่ไหนแต่ไรก็รับและส่งหมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้

ดังนั้น การร้องรําทําเพลงหรือดนตรีและนาฏศิลป์ของชาวสยามที่มีอยู่และที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ จึงล้วนมีพัฒนาการมาจากการละเล่นอันเป็นแบบแผนดั้งเดิมของท้องถิ่นหรือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ยุคดึกดําบรรพ์นานมาแล้ว ครั้นต่อมาเมื่อมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศก็ยอมรับแบบแผนประเพณีของต่างประเทศมาประสมประสาน เพื่อให้มีความทันสมัยและให้มีความเคลื่อนไหวเจริญก้าวหน้าขึ้น

ในที่สุดกาลเวลาก็หล่อหลอมประเพณีต่างๆ ของทุกอย่างให้กลมกลืน จนกระทั่งรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกลายเป็นประเพณีใหม่ที่เอกลักษณ์ของตนเอง

เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 มิถุนายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...