การขนส่งเพื่อความยั่งยืน "สแกนเนีย" มุ่งลดคาร์บอน 50%
จริง ๆ แล้วเรื่องของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกี่ยวข้องกับการสร้างความยั่งยืนหลายประการด้วยกัน ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าแต่ละบริษัทจะบริหารจัดการอย่างไร แต่สำหรับบริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์
ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง จึงมีความคิดหลัก 3 ประการในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืน (driving the shift towards a sustainable transport system) แม้สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกยังคงส่งผลกระทบธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างต่อเนื่อง แต่เป้าหมายด้านความยั่งยืนยังคงเดินหน้าต่อไป
“โจฮัน คลาสัน” ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดและหัวหน้างานด้านความยั่งยืน บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด บอกว่า ในปี 2564 คาดว่าจะเป็นปีที่ยากลำบากของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยต่อเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 แต่สแกนเนียผู้ผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่จากสวีเดนยังคงไม่ทิ้งเป้าหมายที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืน
ด้วยผลิตภัณฑ์ งานบริการ และเทคโนโลยีที่มีความพร้อมสำหรับธุรกิจลูกค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนของประเทศไทย ด้วยการนำหลักการขนส่งที่ยั่งยืน 3 ประการมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งในระดับต่าง ๆ ได้แก่
หนึ่ง ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (energy efficiency) ซึ่งหมายถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ช่วยทำให้ใช้พลังงานน้ำมันสำหรับการเผาไหม้น้อยลง เมื่อเผาไหม้น้อยลงก็ปล่อยมลพิษน้อยลงไปด้วย แน่นอนว่าต้นทุนขนส่งลดลงไปด้วย ทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจไปพร้อมกัน
สอง เชื้อทางเลือก และพลังงานไฟฟ้า (alternative fuels and electrification) โดยการพัฒนาการรองรับพลังงานทางเลือก และรถพลังงานไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าสามารถลดปริมาณการปล่อยมลพิษได้อย่างชัดเจน
สาม การขนส่งที่ชาญฉลาดและปลอดภัย (smart and safe transport) โดยสแกนเนียพัฒนาระบบการขนส่งอัจฉริยะและปลอดภัย เพราะนักขับคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในธุรกิจขนส่ง ระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้ขับขี่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยลดอุบัติเหตุบนสังคมท้องถนนแล้ว ยังช่วยบริหารธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซึ่งทั้ง 3 หลักการด้านการขนส่ง จะสามารถช่วยให้ระบบขนส่งของเราสะอาดปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“โจฮัน คลาสัน” กล่าวต่อว่า ตามความตกลงปารีส ปี 2559 มีหลายประเทศได้ร่วมลงนามกับองค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ทำให้สแกนเนียมุ่งมั่นอย่างมากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนให้ทุกคนจริงจังกับความยั่งยืน เพราะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป สภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ฝุ่น PM 2.5 รวมถึงการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ล้วนเกี่ยวข้องกับวิกฤตทางธรรมชาติ
“จุดประสงค์ของสแกนเนียคือการผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืนมากขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในยุโรป หรือไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม และมากกว่าร้อยละ 25 ของไอเสีย คาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดมาจากอุตสาหกรรมการจราจร และระบบการจราจรขนส่งทางบก โดยเรามุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา”
ดังนั้น เพื่อเข้าสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืนในแต่ละปี สแกนเนียจึงใช้งบประมาณจำนวนมากในการวิจัย และพัฒนาเพื่อความยั่งยืน พร้อมกับเพิ่มศักยภาพธุรกิจขนส่งให้กับลูกค้า แม้ในสถานการณ์โควิด-19 จะมีความรุนแรงต่อเนื่องยาวนาน แต่การดำเนินงานสู่ระบบการขนส่งที่ยั่งยืนยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
โดยความร่วมมือ และทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อคงความเป็นผู้นำด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสนับสนุนให้ลูกค้าของเราสามารถสร้างความแตกต่าง ด้วยการทำตลาด และให้บริการไปพร้อมกับธุรกิจที่ยั่งยืนโดยการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของสแกนเนีย
นอกจากนั้น “โจฮัน คลาสัน” ยังบอกอีกว่า การขนส่งที่ยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่า และโอกาสให้กับผู้ประกอบการขนส่งได้ พร้อมกับการลดมลพิษจากที่ปัจจุบันการตั้งเป้าหมายการลดมลพิษเพื่อความยั่งยืน เป็นเรื่องที่บริษัทชั้นนำหลาย ๆ บริษัทมีอยู่ในแผนพื้นฐานทางธุรกิจ และสแกนเนียมีผลิตภัณฑ์ การบริการที่พร้อมจะตอบโจทย์เหล่านั้นได้ พูดง่าย ๆ ว่าเรามีรถที่ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเรามีงานบริการที่มีคุณภาพ และระบบที่ช่วยวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการขนส่งให้มีความยั่งยืนมากขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อปี 2563 ผ่านมา สแกนเนียเปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้าเต็มรูปแบบ สามารถเดินทางได้ไกลสูงสุดถึง 250 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรถบรรทุกไฮบริด นอกจากนี้ยังเปิดตัวเครื่องยนต์ V8 ใหม่ ที่พัฒนาให้มีกำลังสูงขึ้น แต่ปล่อยมลพิษน้อยลงในตลาดยุโรปและอเมริกาใต้ แสดงให้เห็นว่าแม้ต้องประสบกับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 แต่สแกนเนียไม่หยุดการพัฒนาด้านการขนส่งที่ยั่งยืน
เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรที่ดีสำหรับผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างไบโอดีเซล เนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรม และในปีเดียวกันสแกนเนียยังบรรลุการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (science based targets initiative (SBTi) ได้สำเร็จ
ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวคือการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากภายในองค์กรลงให้ถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยคาร์บอนในปี พ.ศ. 2558