โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ่าน "วิษณุ" บันทึกช่วงเหตุการณ์ '13ตุลา 59' : “การเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9”

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ต.ค. 2562 เวลา 13.46 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 13.38 น.

หมายเหตุ : เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ “ลงเรือแป๊ะ” โดย วิษณุ เครืองาม

หลัง พ.ศ.2549 พระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไม่สู้แข็งแรงนัก จนต้องเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นระยะๆ

เมื่อพระอาการบรรเทาลงก็แปรพระราชฐานไปประทับที่วังไกลกังวล หัวหินบ้าง

บางครั้งเมื่อทรงพระสำราญก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสถานที่หรือกิจการต่างๆ โดยเฉพาะที่ได้ทรงวางรากฐานการพัฒนาไว้ให้ซึ่งเป็นเรื่องชุ่มชื่นพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง

แต่ที่สำคัญคือยังความปลื้มปีติมาสู่พสกนิกรสุดจะพรรณนา

เช่น คราวเสด็จสถานพักฟื้นตากอากาศบางปู

หรือคราวเสด็จทอดพระเนตรโครงการชั่งหัวมันที่เพชรบุรี

เสด็จทางชลมารคทอดพระเนตรโครงการต่างๆ ที่เกาะเกร็ด

เสด็จที่ท่าน้ำโรงพยาบาลศิริราช

 

เมื่อรัฐบาลชุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2557 ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเป็นการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีเต็มคณะเป็นชุดสุดท้ายในรัชกาล

ขณะนั้นคณะรัฐมนตรีมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะได้เข้าเฝ้าฯ ในโอกาสอื่นๆ อีก

การเข้าเฝ้าฯ ในวันนั้นมีขึ้นที่ห้องประชุม ตึกเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

หลังจากนั้นแม้นายกรัฐมนตรีจะนำรัฐมนตรีที่ปรับคณะรัฐมนตรีใหม่บางคนเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่ก็เป็นเพียงรายคนบางคน ไม่เต็มคณะเช่นครั้งก่อนโน้น

พระอาการประชวรเป็นที่ทราบแก่ประชาชนตลอดมาตามประกาศหรือแถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับต่างๆ ว่าเสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2557

คราใดที่มีประกาศแถลงถึงพระอาการซึ่งบางครั้งก็เข้าใจยากว่าหมายถึงอะไร ประชาชนจะรอฟังข่าวพระอาการด้วยความปริวิตก

สิ่งที่จะพอทำได้เพราะไม่รู้จะทำอื่นใดมากไปกว่านี้คือ การทำความดีเพื่อแผ่นดิน รักษาความสงบสันติ มิให้ไม่ทรงพระสำราญเมื่อทอดพระเนตรข่าวบ้านเมือง

การสวดมนต์ภาวนาถวายพระพรชัยมงคลตามวัดวาอาราม บ้านช่องและโรงพยาบาลศิริราช บทสวดมนต์โพชฌงค์ปริตรนั้นหลายคนสวดจนจำได้ขึ้นใจในคราวนั้น

และติดตามด้วยการพร้อมใจกันแต่งกายสีเหลืองอันเป็นสีวันจันทร์ วันพระบรมราชสมภพ ไปถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช

บางคนทำอย่างนี้ทุกวันหรือทุกสัปดาห์

 

2-3 วันก่อนวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 ข่าวพระอาการเริ่มหนาหูขึ้น ประชาชนต่างรอฟังแถลงการณ์สำนักพระราชวังด้วยใจจดจ่อ

และพากันไปอออยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชหนาแน่นกว่าทุกวันที่ผ่านมา

หลายคนใบหน้าเศร้าหมอง ต่างกอดพระบรมฉายาลักษณ์ไว้แนบอก

ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2559 ตอนเช้านายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมกับภาคเอกชนเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่ชลบุรี

แต่ก็ต้องเดินทางกลับโดยด่วน ปล่อยให้รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ปฏิบัติภารกิจแทน

และเรียกให้ผมไปพบที่อาคารมูลนิธิรอยต่อ 5 จังหวัด อันเป็นที่ทำงานของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ณ ที่นั้น ท่านนายกฯ นั่งหน้าเครียดอยู่กับ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์

ท่านนายกฯ สั่งสั้นๆ ว่า สถานการณ์ไม่สู้ดี ขอให้ติดตามข่าว ช่วยเตรียมการและช่วยกันสวดมนต์ ขอให้ประเทศชาติไม่ต้องเผชิญกับเรื่องร้ายแรงที่สุดในชีวิตของพวกเรา

 

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม

ผมเชิญเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายรัฐบาลมาหารือเป็นการภายใน

ผมเคยตกอยู่ในสภาพอย่างนี้แล้วเมื่อคราวสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีสวรรคตในปี พ.ศ.2539

ขณะนั้นผมเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและจังหวะนั้นมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีจากคุณชวน หลีกภัย เป็นคุณบรรหาร ศิลปอาชา พอดีในคืนที่สวรรคต

แต่ครั้งนี้เรื่องใหญ่กว่านั้นมากหลายเท่า

เวลาบ่าย 3 โมง ผมได้ไปหารือกับคุณกฤษณ์ กาญจนกุญชร ราชเลขาธิการที่ทำเนียบองคมนตรี

ท่านแจ้งว่าบัดนี้มาถึงวาระที่วิกฤต การมีสติและเตรียมการอย่างมีสติ รอบคอบ ถูกต้อง สมบูรณ์ เป็นเรื่องสำคัญ

ถ้ามัวแต่ตกใจหรือช็อกจะทำอะไรไม่ถูก แล้วจะเกิดภาวะชะงักจนเสียงานได้

หารือได้ครู่หนึ่งท่านราชเลขาฯ ก็ได้รับโทรศัพท์ให้รีบไปที่โรงพยาบาลศิริราช

ผมพอเดาสัญญาณได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็รู้สึกเสียววาบใจหายวูบ

ขากลับระหว่างนั่งรถกลับที่ทำงาน น้ำตาไหลกลั้นไม่อยู่

จนตำรวจติดตามที่มาด้วยถามว่า

“ไหวไหมครับ”

 

พอ 4 โมงเย็นก็เริ่มชัดเจนว่าน่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น ครั้นเวลาประมาณ 18.00 น. จึงเริ่มมีประกาศสำนักพระราชวังแจ้งข่าวการเสด็จสวรรคตว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้วในวันนี้ (13 ตุลาคม พ.ศ.2559) เวลา 15.52 น. สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติ 70 ปี

รัฐบาลนี้เป็นคณะรัฐมนตรีชุดสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 9

หลังประกาศของทางราชการ ผมรีบนำเอกสารและการเตรียมการไปรายงานสรุปกราบเรียนนายกรัฐมนตรีที่ห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

โผล่เข้าไปเห็นท่านนายกฯ นั่งนิ่งหน้าตาเศร้าหมองอยู่หน้าโทรทัศน์ ตาแดงก่ำ ไม่พูดไม่จา

ต่างคนต่างนิ่งกันอยู่สักพักจึงได้หารือกันด้วยอาการเหมือนต่างพยายามกลั้นสะอื้น

ท่านนายกฯ เป็นฝ่ายปลอบผมว่า

มีสตินะพี่! ผมเป็นฝ่ายปลอบท่านกลับว่า ทำใจดีๆ นะครับท่าน!

ว่าแล้วเราทั้งสองก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่

 

การเตรียมการของรัฐบาลเป็นเรื่องการออกแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีต่อประชาชน การสั่งลดธงครึ่งเสา การประกาศไว้อาลัยถวายเป็นเวลา 1 ปีตามแบบเมื่อครั้งรัชกาลที่ 8 สวรรคต

และการเตรียมการอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์

ส่วนการเตรียมการพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพ ไม่ใช่กิจที่รัฐบาลจะทำแต่ต้องประสานกับสำนักพระราชวังและรอพระราชวินิจฉัย

การก่อสร้างพระเมรุมาศได้ดำเนินการในเวลาต่อมา โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับราชการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน

แต่งานทุกอย่างสำเร็จลงได้ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยเฉพาะสมเด็จพระเทพรัตนฯ นั้นทรงรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการและทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการที่ทำเนียบรัฐบาลทุกครั้ง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งแก่ท่านนายกฯ ว่าถ้ามีอะไรก็ให้ปรึกษาสมเด็จพระเทพรัตนฯ ถ้าต้องวินิจฉัยชี้ขาดเพราะมีหลายทางเลือกจึงค่อยเสนอขึ้นไปถึงพระองค์ท่าน

งานพระบรมศพเป็นงานใหญ่ที่สุดในแผ่นดินเท่าที่ชีวิตคนเราจะได้ประสบพบพาน ต้องใช้สถาปนิก วิศวกร จิตรกร ประติมากร และช่างฝีมือทุกประเภท

ไหนจะต้องระดมหาไม้ หาอุปกรณ์ กระดาษ ผ้าวัสดุต่างๆ ต้นไม้มาใช้ก่อสร้าง ประดับ ตกแต่ง

สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจการก่อสร้างและพระราชทานคำแนะนำแก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดที่บริเวณก่อสร้างหลายครั้ง

งานนี้กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร บริษัทก่อสร้างเอกชน และช่างหลวง ช่างสมัครเล่น ต่างทำงานถวายสุดฝีมือ

พล.อ.ธนะศักดิ์ก็มีส่วนควรได้รับคำชมเชยในความเอาใจใส่ดูแลอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามวิสัยนายทหารเก่าที่คุ้นเคยกับงานโยธาอย่างดี

ท่านนายกฯ เองก็เรียกดูรายงานการก่อสร้างทุกวันจนขึ้นใจรายละเอียดต่างๆ ทุกขั้นตอน

ท่านเคยเปรยว่าเพียงแค่ฐานะพสกนิกรไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน เราก็ต้องทำถวายเต็มที่อยู่แล้ว

นี่เป็นรัฐบาล ถือว่ามีหน้าที่โดยตรง ต้องทำมากกว่าเต็มที่เป็น 2 เท่า

และในฐานะที่เราเคยเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายการรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในยามยังมีพระชนม์อยู่ มีพระมหากรุณาธิคุณต่อเราเป็นส่วนตัวล้นเหลือ มาถึงบัดนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้ทำงานถวาย ขอให้ทำให้เต็มที่เพิ่มขึ้นอีกเป็น 3 เท่า

ทำด้วยกาย ทำด้วยใจนะ ขาดอะไร ต้องการอะไรให้บอกรัฐบาล

 

งานพระบรมศพสำเร็จเสร็จสิ้นด้วยความเรียบร้อย สมบูรณ์ สง่างาม มีพระราชาธิบดี พระราชวงศ์ ผู้แทนพระองค์ ประมุขและหัวหน้ารัฐบาลหลายประเทศมาร่วมงานถวายพระเพลิง เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560

ประชาชนเองก็ให้ความร่วมมืออย่างดีด้วยความจงรักภักดีในการช่วยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วทั้งแผ่นดิน

ผู้ที่ควรได้รับคำชมเชยอีกฝ่ายหนึ่งคือคณะอาสาสมัครจิตอาสาตามโครงการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งสมัครเข้ามาช่วยงานอย่างเต็มใจ แบ่งเบาภาระของทางการในการรักษาความสงบเรียบร้อย การจัดแถวประชาชน การทำอาหารเลี้ยงผู้ร่วมงานและผู้ช่วยงาน การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย

เรียกว่างานนี้เป็นงานของชาติ ใครช่วยอะไรได้ช่วยกันทั้งนั้น ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีสีเสื้อ ไม่มีฝ่าย

คณะจิตอาสานี้ ต่อไปจะพัฒนาไปเป็นคณะทำความดีด้วยหัวใจ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าผูกคอ หมวกและบัตรแสดงตน โดยให้เข้ารับพระราชทานอย่างเป็นทางการเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ มีผู้เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศหลายล้านคน

กิจกรรมคือการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น ทำความสะอาดสถานที่ต่างๆ ช่วยขุดลอกคูคลอง เก็บผักตบชวา

 

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560 เป็นงานยิ่งใหญ่ ตอนเช้ามืดมีการจัดริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมโกศจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เคลื่อนออกจากพระบรมมหาราชวังไปเข้าขบวนราชรถที่หน้าวัดพระเชตุพนฯ ตามแบบธรรมเนียมโบราณแล้วยาตราเข้าสู่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ระยะทางไม่ไกลนัก แต่ขบวนต้องเดินด้วยจังหวะสโลว์ มาร์ช และรักษาระยะให้งดงามเข้ากับจังหวะเพลงพญาโศก เพลงสรรเสริญเสือป่า เพลงสรรเสริญพระนารายณ์

ในการซ้อมใหญ่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาเสด็จร่วมด้วย

ในวันจริง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินด้วยพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นขบวนที่สง่างามแต่น่าโศกสลดรันทดใจแก่ราษฎรสองข้างทางและผู้ชมการถ่ายทอดทางโทรทัศน์หลายล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งจะอยู่ในความทรงจำของชาวไทยไปนานแสนนาน

ผมเป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายพิธีการ จึงได้รับเลือกให้เข้าร่วมขบวนในแถวนำพระบรมโกศด้วย

นอกจากผมก็มีท่านนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้แทนคณะกรรมการฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย

คุณวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานคณะกรรมการฝ่ายจดหมายเหตุ

และคุณพัชราภรณ์ อินทรียงค์ “ปลัดหนิง” ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการฝ่ายงบประมาณซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวในขบวนคณะกรรมการ

ในการซ้อมใหญ่ครั้งแรก ผมเดินตุปัดตุเป๋ไม่เข้ากับจังหวะเพราะไม่เคยเดินอย่างนี้ ทั้งยังเหนื่อยและอากาศร้อนมาก สุขภาพก็ไม่ดีอยู่แล้ว เคยเข้าขบวนคู่เคียงพระบรมโกศหนหนึ่งในงานพระเมรุสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อ 20 ปีก่อนในฐานะเลขาธิการ ครม. แต่ตอนนั้นยังหนุ่มแน่น แข็งแรงกว่านี้มาก

ท่านนายกฯ ซึ่งเดินอยู่ข้างหน้าผมคงสังเกตเห็นและเป็นห่วงสุขภาพพลานามัยผมอยู่แล้วว่าจะล้มลงจึงแอบกระซิบถามบ่อยๆ ว่าไหวไหม

รุ่งขึ้นท่านก็ส่งนายทหารมาจับผมซ้อมเดี่ยวอยู่นานสองนาน

พอเข้าขบวนซ้อมใหญ่อีกครั้งชักเดินได้คล่อง

ที่สำคัญคือ นายกฯ แนะเคล็ดลับว่า

“ผมเป็นทหาร เดินขึงขังอกผายไหล่ผึ่งได้ พี่ไม่ใช่ทหาร เดินให้เข้าจังหวะก็พอ ไม่ต้องเอาอย่างผม แต่ทะมัดทะแมงเข้าไว้ มีโดรนลอยอยู่ข้างบนหลายตัวนะจ๊ะ”

 

ครั้นถึงวันจริง ต้องแต่งเต็มยศ เหรียญตรา สายสะพายเต็มอกหนักกว่าเวลาซ้อม

แต่ความมานะจึงกัดฟันทนว่านี่เป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณครั้งสุดท้าย เป็นไงเป็นกัน

เอาเป็นว่า แฟนคลับที่ดูทีวีหลายคนชมว่ากลมกลืนเข้าจังหวะไปกับคนอื่นได้ดี

ไม่รู้เลยว่ายากเข็ญเหมือนต้องข้ามนทีสีทันดรมา แต่ผมก็ภาคภูมิใจ ถือว่านี่เป็นมงคลและเกียรติประวัติหนึ่งในชีวิตที่จะเล่าให้ลูกหลานฟัง

คณะรัฐมนตรีมีโอกาสขึ้นพระเมรุมาศถวายพระเพลิงและได้อยู่รอรับและส่งเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการถวายพระเพลิงจริงตอนดึกของวันที่ 26 ตุลาคมเป็นคณะสุดท้าย

ได้เห็นตั้งแต่พนักงานปิดพระฉากบังเพลิง เห็นแสงไฟและควันลอยจากพระเมรุมาศสู่สรวงสวรรค์จนกระทั่งไฟมอดดับลง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินลงจากพระเมรุมาศตอนดึกมากแล้ว ทอดพระเนตรเห็นนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีมายืนส่งเสด็จอยู่ที่เชิงบันไดพระเมรุมาศ มีพระราชกระแสรับสั่งว่าไฟมอดแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดี ขอบใจมาก ขอให้ไปพักผ่อนได้

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะต้องมางานเก็บพระบรมอัฐิและเชิญพระบรมอัฐิกลับเข้าพระบรมมหาราชวังอีก

เมื่อเสร็จงานพระราชพิธีแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตลอดเวลาที่มีพระราชพิธีและพระราชทานเงินอื่นสมทบ พระราชทานแก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ

เป็นเงินประมาณ 2,500 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...