โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พบหลักฐาน“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”มีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 มี.ค. 2566 เวลา 10.35 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2562 เวลา 04.53 น.
จิตรกรรมฝาผนัง พระอุโบสถวัดอัมพวันเจติยาราม จังหวัดสมุทรสงคราม พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ภาพจากหนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, กระทรวงวัฒนธรรม

สำหรับ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ที่จะมีในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 นี้ นับเป็นพระราชพิธีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของผู้คนจำนวนมาก ที่ผ่านมาการนำเสนอเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาชาภิเษก ส่วนมากจะเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลต่างๆ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

หากพระราชพิธีนี้มีความเป็นมายาวนานยิ่ง

ดร.นนทพร อยู่มั่งมี ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงเกี่ยวกับ “พระราชพิพธีบรมราชาภิเษก” ไว้ในหนังสือ “เสวยราชสมบัติกษัตรา” หนึ่งในผลงานล่าสุดของสำนักพิมพ์มติชน ทำให้ทราบว่า

ปรากฎหลักฐานที่เกี่ยวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในศิลาจารึกที่มีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ได้แก่ ศิลาจารึกของเจ้าชายจิตรเสน (ราว พ.ศ. 1143-1159) จารึกเจ้าชายจิตรเสนที่พบในดินแดนไทยมี จารึกทั้งสิ้น 15 หลัก เนื้อหาในศิลาจารึกทั้งหมดมีความคล้ายคลึงกันคือ การปรากฎพระนาม ของเจ้าชายจิตรเสนซึ่งได้รับการอภิเษกเป็นกษัตริย์ขึ้นครองราชสมบัติ สามารถมีชัยชนะต่อดินแดนต่างๆ จึงได้สร้างศิวลึงค์เพื่อประกาศชัยชนะในบริเวณที่พบจารึก เช่นที่ปรากฏในจารึกปากน้ํามูล 2 พบที่จังหวัดอุบลราชธานี มีการแปลความดังนี้

“พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด ทรงพระนามว่าจิตรเสน ผู้เป็นพระโอรสของ พระเจ้าศรีวีรวรมัน เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าศรีสารวเคามะ แม้โดยศักดิ์จะ เป็นพระอนุชา แต่ก็เป็นพระเชษฐาของพระเจ้าศรีภววรมัน ผู้มีพระนามปรากฏ ในด้านคุณธรรมแต่พระเยาว์ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ได้รับพระนามอันเกิด จากการอภิเษกว่า ‘พระเจ้าศรีมเหนทรวรมัน’ (หลังจาก) ชนะประเทศ (กัมพู) นี้ทั้งหมดแล้ว ได้สร้างพระศิวลึงค์ อันเป็นเสมือนหนึ่ง เครื่องหมายแห่งชัยชนะ ของพระองค์ ไว้บนภูเขานี้”

ข้อความในศิลาจารึกทําให้ทราบธรรมเนียมอย่างหนึ่งของการอภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์คือ การเปลี่ยนสถานภาพให้เป็นดุจดั่งเทพเจ้า เห็นได้จากการเปลี่ยนพระนามจาก จิตรเสน เป็น พระเจ้าศรีมเหนทรวรมัน หมายถึง ผู้อยู่ในความพิทักษ์ของพระอินทร์ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่กษัตริย์จะทรงเปลี่ยนพระนามแสดงความยิ่งใหญ่ผ่านลัทธิความเชื่อที่กษัตริย์แต่ละพระองค์ยึดถือ อันเป็นการสะท้อนถึงพระบุญญาบารมีของกษัตริย์เพื่อให้เกิดการยอมรับจากบรรดาพสกนิกร

นอกจากนี้ข้อมูลจากศิลาจารึกยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบพระราชพิธี บรมราชาภิเษก ซึ่งใช้พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีหลัก ปรากฏข้อความในศิลา จารึกเมืองเสมา อําเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นจารึกพุทธศตวรรษที่ 16ระบุ พ.ศ. 1514 มีข้อความแปลได้ว่า

“พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (ครองราชย์ พ.ศ. 1511-1544) พระราชโอรส ของพระเจ้าราเซนทรวรมันแห่งจันทรวงศ์นั้น พราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในไตรเภทได้ อภิเษกพระองค์ให้สถิตในราชสมบัติ”

ศิลาจารึกหลักที่ 2 หรือ ศิลาจารึกวัดศรีชุม ตรงกับพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวถึงการประกอบพิธีบรมราชาภิเษกว่า

“พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวให้เมืองสุโขทัย ให้ทั้งชื่อตนแก่พระสหายเรียกชื่ออินทรบดินทราทิตย์”

ศิลาจารึกหลักที่ 3 หรือ ศิลาจารึกนครชุม ในพุทธศตวรรษที่ 19 กล่าว ถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วยเช่นกัน ความว่า

“พระยาไสลือไท ผู้เป็นลูกพระยาเลอไท เป็นหลานแก่พระยารามราช เมื่อได้เสวยราชย์ในเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยได้ราชาภิเษก อันฝูงท้าวพระยาทั้งหลายอันเป็นมิตรสหาย อันมีในสี่ทิศนี้ แต่งกระยาดงวายของฝากหมากปลามาไหว้อันยัดยัญอภิเษกเป็นท้าวเป็นพระยา จึงขึ้นชื่อศรีสุริยพงศ์มหาธรรมราชาธิราช

เมื่อถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏหลักฐานของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่ให้รายละเอียดมากขึ้นเห็นได้จากคําให้การชาวกรุงเก่า ซึ่งบันทึกภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 กล่าวถึงแบบแผนของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่รับมาจากอินเดียตั้งแต่ช่วงต้นกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ดังนี้

“สมเด็จพระเจ้าอู่ทองผู้ครองกรุงศรีอยุธยา เป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ใน สยามประเทศ มีพระกมลเจตรจํานงผูกพันในสัณฐวมิตรภาพ ต่อกรุงพาราณสีราชธานี ขอเจริญทางพระราชไมตรีมายังพระเจ้ากรุงพาราณสี ผู้ธำรงอยู่ในทศพิธ ราชธรรมอันมหาประเสริฐ ด้วยบัดนี้กรุงศรีอยุทธยา ผู้เป็นมิตรของพระองค์จะใคร่ได้พราหมณ์ผู้รู้พระราชพิธี 8 คน อันเป็นเผ่าพงษ์พราหมณ์แท้แต่อุภโตสุชาติ มากระทําการพระราชพิธีราชาภิเษก ให้เป็นศิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล แลเป็นแบบอย่างพระราชพิธีไว้ในประเทศสยาม สืบไปภายหน้าสิ้นกาลช้านาน กรุงพาราณสี กับกรุงศรีอยุทธยาทั้งสองราชธานี จะได้เป็นสัมพันธมิตรมีทางพระราชไมตรีต่อ กันสืบไปในอนาคต จนตลอดกัลปาวสาน”

เอกสารคําให้การขุนหลวงหาวัด ปรากฎรายละเอียดของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เริ่มจากการเตรียมพระราชพิธีก่อนวันพระฤกษ์ด้วยการสวดพระปริตรเป็นเวลา 3 วัน ก่อนจะเริ่มพิธีพราหมณ์เป็นเวลาอีก 3 วัน จากนั้นจึงเป็นวันประกอบพระราชพิธีตามพระฤกษ์ เริ่มจากการสรงพระมุรธาภิเษก ดังนี้

“แล้วเชิญเสด็จขึ้นบนเตียงทอง แล้วจึงมหาปโรหิตราชครูอันมีชื่อทั้ง 8 คน คือ พระครูพิราม พระครูมเหธร พระครูวิเชฐ พระครูมโหสถ พระครูรามราช พระครูสังขาราม พระครูกฤษณา พระครูกฤษณราชา ทั้ง 8 คนจึงเข้ามาอ่านพระ เวทแล้วจึงถวายพรทั้ง 4 ทิศ แล้วจึงเสด็จขึ้นเบญจาสนามอาสิภาค สรงสหัสธาราน้ำดั้นน้ำดาด แล้วจึงเปลื้องเครื่องที่ทรงนั้นออกให้แก่พราหมณ์”

ที่ยกมานี้เป็นเพียงส่วนที่ว่าด้วย หลักฐานพระราชพิธีบรมราชภิเษก ส่วนเนื้อหาอื่นๆ เกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก , เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์, สถาปัตยกรรมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์ ท่านสามารถหาอ่านได้ใน “เสวยราชสมบัติกษัตรา” ดร.นนทพร อยู่มั่งมี และผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ เป็นผู้เขียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...