โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกเทรนด์ 'E-Commerce' ปี 2020 ปีที่ 'คนกลาง' กำลังจะหายไป

Positioningmag

อัพเดต 27 ม.ค. 2563 เวลา 12.38 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 12.38 น.

เจาะลึก 12 เทรนด์ E-Commerce ของไทยในปี 2020 โดยกูรูของวงการ 'ป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO and Founder tarad.com' เพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้กับผู้ประกอบการชาวไทยในการรับมือกับการแข่งขันและการเปลี่ยนเเปลงของตลาดในปีนี้ ซึ่งหลายสัญญาณบ่งบอกว่า ตลาดยิ่งโต ตัวกลางยิ่งอยู่ยาก

1.แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสเริ่มทำกำไร

หลังจากที่ลงทุนมาเป็นหมื่นล้านบาทตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ในที่สุดเหล่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee, Lazada และ JD Central เริ่มทำกำไรมากขึ้น อาทิ Shopee ที่เริ่มเก็บค่าคอมมิชชั่นและค่าบริการต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับ Lazada ที่มีทั้งค่าโฆษณาและคอมมิชชั่นจาก Lazmall หรือแบรนด์ที่เข้ามาขายบนแพลตฟอร์ม “Shopee ในปี 61 ขาดทุนกว่า 4,000 ล้านบาท แต่ปี 62 เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผู้ขาย 2% จากเดิมฟรี ดังนั้นจากนี้พ่อค้าแม่ค้าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในปีนี้ ส่วน Shopee จะขาดทุนน้อยลง ส่วน Lazada คาดว่าตลอด 5-6 ปียังขาดทุนเกือบหมื่นล้านบาท” นอกจากนี้ บริการสั่งอาหารออนไลน์หรือเดลิเวอร์รี่เติบโตอย่างมาก และปีนี้จะมีการลงทุนในระบบ ‘คลาวด์คิทเช่น’ อีกมาก ดังนั้น ร้านอาหารควรต้องเข้าไปสู่ตลาด แต่การจะเข้าได้นั้น ร้านต้องมีแบรนด์ มีความน่าสนใจ ต้องแตกต่าง และด้วยคลาวด์คิทเช่น จะช่วยให้ร้านอาหารดังได้ทั่วไทยเพียงเกาะกับแพลตฟอร์ม

2.สงคราม E-Wallet ที่ยิ่งดุเดือด

จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าในไตรมาสแรกของปี 2562 การใช้งาน e-Money มีปริมาณการใช้งานทั้งสิ้น 473.27 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 67 พันล้านบาท ส่วนปี 2561 มีปริมาณการใช้ 1,510.84 ล้านรายการ มูลค่า 209 พันล้านบาท เติบโตจากปี 2560 ที่มีการใช้งานเพียง 1,272.22 ล้านรายการ มูลค่า 126 พันล้านบาท เรียกได้ว่าสงคราม E-Wallet ในเมืองไทยมาถึงแล้ว ทั้งนี้ E-Wallet สามารถแบ่งได้ 4 รูปแบบ คือ 1.Pure Wallet เช่น True Money, Rabbit Line Pay (mPay), xCash, Dolfin, Blue Pay, AirPay สำหรับปีนี้กลุ่ม Pure Wallet น่าจะมีการฟาดฟันกันหนักมากขึ้น 2.E-Commerce Wallet วอลเล็ตของผู้ที่ให้บริการออนไลน์อยู่แล้ว เช่น Lazada Wallet, Shopee (AirPay), Grab Pay, Get Pay โดแต่ละรายพยายามจะดึงให้ผู้บริโภคฝากเงินไว้ที่ตัวเอง ผ่านการทำโปรโมชั่น 3.Mobile Banking เป็นกลุ่มที่ได้เปรียบ เพราะหลาย ๆ คนใช้บัญชีธนาคารอยู่แล้วและธนาคารเองยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง สุดท้าย Mobile Device Wallet เช่น Samsung Pay หรือนาฬิกา Fitbit Pay และ Garmin Wallet รวมไปถึง Apple Pay “ตอนนี้ผู้ชนะใน E-Wallet ไทย คือ กลุ่มธนาคาร เพราะธนาคารตั้งใจจะเป็น every day app และใครก็ตามที่ชนะจะได้ข้อมูลการใช้จ่ายของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ยังเผลอไม่ได้ เพราะ E-wallet มีหลายราย”

3.สงครามขนส่ง (E-Logistic)

ยิ่งอีคอมเมิร์ซเติบโต การขนส่งยิ่งโตตาม ปัจจุบันมีบริษัทขนส่งกว่า 10 บริษัท หลายบริษัทมาจากจีน และในปี 2563 จะยิ่งมีมากขึ้น ยังไม่รวมพวก Grab Express หรือ GET Express ซึ่งการส่งของภายในวันเดียว (Same day Delivery) เป็นเรื่องปกติ ต่อไปจะเป็นการส่งภายใน 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น

4.บริการ Fulfillment Service ที่จะยิ่งเติบโต

บริการ Fulfillment Service หรือ Outsource แพ็ก-ส่งสินค้า โดยปีนี้จะยิ่งโตมากขึ้น เพราะผู้ขายที่มีจำนวนออเดอร์ปริมาณมากไม่สามารถจัดการเองได้ ในไทยตอนนี้อาจมีอยู่ไม่เยอะมากนัก เช่น Trustbox Fulfillment, Siam Outlet, MyCloud Fulfillment แต่แพลตฟอร์มอย่าง Lazada หรือ Shopee ก็เริ่มมี fulfillment ของตัวเอง

5.Brand กระโดดเข้าสู่ออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

เพราะการมาของ Mall ต่าง ๆ เช่น Shopee Mall, LazMall และ JD Central เองที่เน้นสินค้าแบรนด์ ดังนั้น แบรนด์จะกระโดดเข้ามาขายออนไลน์มากขึ้น ๆ โดยไม่ผ่านดีลเลอร์ ซับพลายเออร์ ส่งผลกระทบต่อบรรดายี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือบรรดาตัวแทนสินค้า เพราะผู้ผลิตสินค้าหรือโรงงานเริ่มขายตรงกับผู้บริโภคเอง “ทุกแบรนด์เริ่มมาเปิดขายตรงบนมาร์เก็ตเพลส เพราะได้รายได้มากกว่า และยังได้ข้อมูลลูกค้า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่ากังวล เพราะคนกลางจะตาย”

6.การค้าข้ามประเทศ Cross Border ที่ไทยต้องหาทาง Go Inter

ในส่วนของ Inbound Cross Border หรือสินค้าที่มาจากต่างประเทศ เป็นส่วนที่น่าเป็นห่วง แค่เฉพาะสินค้าจากจีนบน 3 มาร์เก็ตเพลสดังของไทยมีสัดส่วนถึง 77% หรือประมาณ 135 ล้านชิ้น ขณะที่สินค้าไทยมีสัดส่วนแค่ 23% หรือประมาณ 39 ล้านชิ้นเท่านั้น  ซึ่งเริ่มชัดแล้วว่าสินค้าจีนกำลังบุกมามากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องเน้นด้าน Outbound Cross Border หรือการนำสินค้าออกทางออนไลน์ ตอนนี้มีหลายมาร์เก็ตเพลสอย่าง Amazon, eBay, Wish, Rakuten และ Alibaba ที่เป็นช่องทางเอาสินค้าไทยออกไปขายต่างประเทศได้ “ตอนนี้สินค้าจีนหลั่งไหลเข้ามาในไทย ซึ่งอันตรายมาก เพราะราคาสินค้าของเขาถูกกว่า โดยราคาสินค้าไทยเฉลี่ยที่ 700 กว่าบาท/ออเดอร์ ส่วนจีนเฉลี่ย 350 บาท/ออเดอร์ ถูกกว่าครึ่ง มีเพียงสินค้าประเทศ อาหาร, ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และ ตั๋วและสิทธิพิเศษที่ยังขายได้ ดังนั้นอย่าอยู่แค่ไทยไปขายนอกประเทศ อย่างตอนนี้ตลาด CLMV น่าสนใจมาก”

7.โซเชียลคอมเมิร์ซ 

เป็นส่วนที่เติบโตเยอะ เนื่องจากเม็ดเงินมหาศาลจากสื่อโฆษณาออนไลน์จะเทลงมาในโซเชียลมีเดียมากขึ้น  ปีที่ผ่านมามียิงการโฆษณาบนเฟซบุ๊กเดือนละเป็นล้านบาท เนื่องจากยิงไปแล้วยอดขายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โซเชียลคอมเมิร์ซโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ร้านค้าที่มีลูกค้าน้อย อาจจะลองเข้าไปใน‘เฟซบุ๊กกรุ๊ป’ ที่จะมีการขายสินค้าแบบเฉพาะกลุ่ม เพื่อขยายตลาดดึงลูกค้าใหม่ ๆ

8.Live & Conversational Commerce ไลฟ์อย่างไรให้ปังกว่าชาวบ้าน

การค้าแบบไลฟ์และแชทจะมาจริง ๆ แล้ว ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า Lazada มีไลฟ์สดขายของ Shopee ก็มีไลฟ์ขายของ ทุกคนมองการทำไลฟ์เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการขายของออนไลน์ไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ปีนี้เราจะเจอแพลตฟอร์มเพื่อการไลฟ์ขายของที่สามารถเก็บเงินได้เลย และมีการทำระบบการจัดการขายของบนไลฟ์อย่างเดียว “ไลฟ์แบบเดิม ๆ ยอดอาจจะตก ดังนั้นต้องรีเฟรชตัวเองตลอดเวลา โดยเทคนิคการไลฟ์ อย่างแรกต้องมีคาแรกเตอร์, มีการวางแผนล่วงหน้า มีสคริป มีธีม, มีเวลาที่ชัดเจน และบอกล่วงหน้า เนื้อหาในการไลฟ์ต้องน่าสนใจ ต้องอธิบายสินค้าและบริการแบบลงลึกทุกรายละเอียด พยายามทักทายผู้ชม เพื่อให้มีอารมณ์ความรู้สึกร่วม ชวนคนแชร์ live เพื่อให้เกิดการบอกต่อ ต้องวางสินค้าดึงดูด ให้โดดเด่นน่าสนใจ มีโปรโมชั่น กระตุ้นให้เขาซื้อ”

9.นำ Data แตกไลน์ธุรกิจ

ผู้ที่มีข้อมูลผู้บริโภคและร้านค้า จะนำข้อมูลดังกล่าวหรือ Big Data ไปต่อยอดธุรกิจอื่น ๆ อาทิ Grab ที่เตรียมปล่อยเงินกู้ เช่นเดียวกันกับ Lazada และ GET ที่จะมีการปล่อยกู้เช่นกัน ดังนั้นในปีนี้จะเห็นการนำ data มาใช้มากขึ้น “บิ๊กเดต้าเป็นอะไรที่ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่หรือร้านใหญ่ ร้านเล็ก ๆ ก็ทำได้ ดังนั้นต้องเก็บดาต้าต่อไปและควรเริ่มตั้งแต่วันนี้”

10.อีคอมเมิร์ซเฉพาะทาง Vertical E-Commerce

อย่าง Pomelo ขายสินค้าแฟชั่น หรือ Konvy ที่ขายเครื่องสำอางอย่างเดียว การจับตลาดเฉพาะ จะทำให้โดดเด่นมาก อีกทั้งอาจจะสามารถทำให้เกิดบิสซิเนสโมเดลใหม่ ๆ ได้

11.ออมนิชาแนล

ออนไลน์กับออฟไลน์ทุกช่องทางจะประสานเข้าด้วยกันอย่างเห็นได้ชัด อย่าง JIB สามารถซื้อออนไลน์ และไปรับหน้าร้านได้ หรือไปหน้าร้านแต่ไม่มีของ ก็สามารถให้ทางร้านสั่งออนไลน์และรอรับได้

12.กฎหมายดิจิทัลที่ออกครบ

กฎหมาย 6 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับ Digital การค้าออนไลน์ ได้แก่ 1.พ.ร.บ. ภาษีอีเพย์เมนต์ ที่จะเริ่มมีการตรวจสอบข้อมูล การโอนเงินต่าง ๆ รวมถึงจำนวนครั้งที่โอน 2.พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ต่อไปนี้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างจะมีกฎหมายรองรับ 3.พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่มีการปรับปรุงเช่นเดียวกัน 4.พ.ร.บ. คุุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 5.พ.ร.บ. ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่มอบอำนาจให้กับภาครัฐในการควบคุมความมั่นคงของประเทศ และ 6.พ.ร.บ. ภาษี E-Business จะเป็นการเก็บรายได้จากธุรกิจต่างชาติ “เมื่อกฎหมายทั้ง 6 ฉบับนี้ทำงานครบ จะสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น บางอย่างก็เป็นข้อดี เช่น ภาษี E-Business ที่ต่อไปหากต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทยก็ต้องมีการเสียภาษี และจะทำให้เราได้เห็นตัวเลขสำคัญหลายอย่าง จึงอาจต้องมีการกลับมาคุยกันมากขึ้นในเรื่องของการปรับตัวเนื่องจากกฎหมายเหล่านี้”

ทั้งนี้ การเติบโตของอีคอมเมิร์ซกำลังจะ ฆ่า ร้านค้าท้องถิ่นหรือโชว์ห่วยในต่างจังหวัด เพราะ 55.9% ของยอดขายออนไลน์มาจากต่างจังหวัด ดังนั้นเชื่อว่าไม่เกิน 5 ปีร้านในชุมชนจะปิดตัวลง ดังนั้นนี่เป็นความท้าทายของร้านค้าในต่างจังหวัดที่จะต้องปรับตัวให้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...