โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุรชาติ บำรุงสุข | ฤดูใบไม้ผลิที่ซูดาน : แล้วเผด็จการก็ล้มลง!

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 มิ.ย. 2562 เวลา 02.03 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2562 เวลา 02.03 น.

“หลังจากรอคอยการล้มลงของเผด็จการบาเชียร์มาเกือบสามสิบปี ประชาชนชาวซูดานส่วนใหญ่กล่าวว่า พวกเขาพร้อมแล้วที่จะต่อสู้จนสุดทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

รายงานข่าวของ “France 24”

ภูมิหลังของระบอบเผด็จการ

ซูดานเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการมาอย่างยาวนาน อาจถือว่าการขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีโอมาร์ อัล-บาเชียร์ เป็นจุดเริ่มต้นของเผด็จการร่วมสมัยของซูดาน การก้าวสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารในปี 1989 แม้จะเป็นรัฐประหารที่ไร้การนองเลือด แต่ก็คือจุดเริ่มต้นของระบอบเผด็จการซูดานปัจจุบัน

และเป็นหนึ่งในเผด็จการแอฟริกาที่อยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน

เมื่อประธานาธิบดีบาเชียร์เริ่มเข้าคุมอำนาจได้แล้ว เขากระทำการในสิ่งที่เผด็จการทั้งหลายทำเสมอมาคือการล้มระบบพรรคการเมืองในปี 1990 และห้ามการมีกิจกรรมของพรรคต่างๆ

และต่อมาในปี 1993 ก็ประกาศแต่งตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดี แล้วระบอบเผด็จการที่คาร์ทูม (ชื่อเมืองหลวงของซูดาน) ก็ทวีความเข้มแข็งขึ้น และทั้งยังได้รับความสนับสนุนจากกองทัพซูดานด้วย

แม้ในเวลาต่อมาจะมีความพยายามสร้างภาพให้เห็นถึงการแข่งขันทางการเมืองเช่นในประเทศเสรีด้วยการเปิดการเลือกตั้งในปี 1996 แต่เขาก็เป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงคนเดียว

การเลือกตั้งจึงเป็นเพียงเครื่องมือใช้เพื่อสร้างภาพให้เกิดความชอบธรรมทางการเมือง แต่ก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าการแข่งขันที่เกิดขึ้นนั้น “ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม”

อีกทั้งเป็นที่รับรู้กันทั้งจากภายในและภายนอกว่าระบอบการปกครองของบาเชียร์เป็น “เผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ” (totalitarian system) โดยพรรคคองเกรสแห่งชาติ (The National Congress Party) ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดของรัฐบาลจะทำหน้าที่ในการควบคุมสถาบันทั้งสามคือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

ไม่ใช่การตรวจสอบและถ่วงดุลตามหลักการสากลของวิชารัฐศาสตร์

เพื่อให้อำนาจในการควบคุมของรัฐบาลเผด็จการมีความเข้มแข็ง องค์กรข่าวกรองและความมั่นคงแห่งชาติ (The National Intelligence and Security Service) จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือของการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

หรือองค์กรนี้ทำหน้าที่เป็น “ตำรวจลับ” ในการจัดการกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ในปี 2008 ประธานาธิบดีบาเชียร์จะถูกศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) ตั้งข้อหาในความผิดเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในดาร์ฟูร์ (Darfur) อันเป็นอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

แต่รัฐบาลซูดานก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และหาทางออกด้วยการระบุว่า ข้อกล่าวหาเช่นนี้เป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของซูดาน และรัฐบาลซูดานไม่จำเป็นต้องยอมรับอำนาจของศาลระหว่างประเทศจากข้อกล่าวหาดังกล่าว

แต่สถานะของรัฐบาลเผด็จการถูกท้าทายอย่างมากจากปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลจากการสูญเสียรายได้น้ำมัน

เมื่อซูดานใต้ได้แยกตัวออกเป็นประเทศเอกราชใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2011

ผลจากการแยกตัวอาจทำให้บ่อน้ำมันดิบ 3 ใน 4 นั้นอยู่ในพื้นที่ของซูดานใต้

การแยกตัวเช่นนี้ทำให้ซูดานเหนือประสบความยากลำบากในทางเศรษฐกิจอย่างมาก อันเป็นผลจากปัญหาการขาดรายได้ของประเทศ ปัญหาเงินเฟ้อ ตลอดรวมถึงปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้ในการนำเข้าสินค้าจากภายนอก

สภาวะความตกต่ำทางเศรษฐกิจเช่นนี้ทำให้รัฐบาลเผด็จการไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และปัญหาเช่นนี้ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมลงอย่างมาก

แม้รัฐบาลซูดานพยายามออกมาตรการที่สำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในเดือนมิถุนายน 2012 ได้แก่ การขึ้นภาษีสินค้าอุปโภคบริโภค การปรับลดจำนวนข้าราชการ การปรับลดเงินเดือนข้าราชการ การขึ้นราคาพลังงาน และรัฐบาลประกาศยกเลิกกองทุนอุดหนุนราคาน้ำมัน

นโยบายดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนมากนัก เพราะประชาชนส่วนใหญ่มองว่านโยบายนี้จะทำให้ราคาสินค้าต่างๆ ภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลจากการเพิ่มของต้นทุนค่าขนส่ง และส่งผลโดยตรงให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นด้วย

การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารเช่นนี้คล้ายกับจุดเริ่มต้นความไม่พอใจของผู้คนในโลกอาหรับ ที่นำไปสู่การต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการจนเป็นปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” เช่นที่เกิดในตูนิเซียและอียิปต์มาแล้ว

ราคาอาหารเป็นหนึ่งในปัญหาพื้นฐานของการต่อต้านรัฐบาลเสมอ

อิทธิพลจากอาหรับสปริง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “กระแสอาหรับสปริง” ที่ก่อตัวจากตูนิเซียในช่วงปลายปี 2010 และตามมาด้วยเหตุการณ์ในอียิปต์ช่วงต้นปี 2011 ได้กลายเป็นกระแสการเมืองชุดสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA)

และกระแสดังกล่าวได้พัดพาความเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ซูดานด้วย

แม้กระแสนี้จะมาไม่นานหลังจากการลงประชามติเพื่อแยกซูดานใต้ออกเป็นประเทศเอกราช (ในเดือนมกราคม 2011) ก็ตาม และคล้ายกับกรณีของตูนิเซียที่จุดเริ่มต้นของการต่อสู้เรียกร้องมาจากการตัดสินใจเผาตัวเองของผู้ประท้วงในวันที่ 17 ธันวาคม 2010

และในวันที่ 23 มกราคม 2011 ผู้ประท้วงในซูดานได้มีการเผาตัวเองเช่นกัน อันเป็นดังจุดเริ่มต้นของการประท้วงใหญ่

การประท้วงในซูดานเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 30 มกราคม 2011 และไม่แตกต่างกับในหลายๆ ที่ ที่เมื่อการประท้วงรัฐบาลเริ่มก่อตัวขึ้นก็จะตามมาด้วยการปะทะกับตำรวจ กลุ่มผู้ประท้วงในซูดานพยายามที่จะเดินตามบทเรียนความสำเร็จของตูนิเซีย ด้วยการสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ และอาศัยสื่อสังคมเป็นเครื่องมือของการต่อสู้

การประท้วงที่เกิดขึ้นที่คาร์ทูมนั้น เป็นเวลาเดียวกันกับผลของการลงประชามติที่ประชาชนชาวซูดานใต้ร้อยละ 99 ต้องการแยกตัวเองออกเป็นประเทศเอกราช

การประท้วงเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น และการปะทะกับตำรวจก็เริ่มมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น

พร้อมกันนี้พวกเขาตะโกนว่า “ตูนิเซีย อียิปต์ ซูดาน ต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว” เพื่อบ่งบอกถึงทิศทางที่พวกเขาต้องการ

นอกจากการประท้วงที่เมืองหลวงแล้ว การต่อต้านรัฐบาลเกิดในเมืองอื่นๆ เช่น ที่เมือง Al-Ubayyid นั้น การประท้วงเริ่มขึ้นที่ตลาด และนักศึกษา-ประชาชนได้เข้าร่วมการประท้วงด้วยในหลายเมือง

สภาพเช่นนี้ทำให้การต่อต้านรัฐบาลบาเชียร์ขยายตัวออกไป แม้หลายๆ ฝ่ายอาจจะมองคล้ายกับสถานการณ์ก่อนการล้มรัฐบาลมูบารัคของอียิปต์ว่า แม้จะมีการต่อต้านอย่างไร แต่รัฐบาลยังสามารถอยู่รอดได้ คือเป็น “เผด็จการที่คงทน”

มีการประท้วงตลอดปี 2511 ในซูดาน มีผู้นำนักศึกษาและนักศึกษาหลายคนถูกจับกุมจากการปะทะกับตำรวจ จนเกิดการเรียกร้องให้ขบวนนักศึกษาเข้าร่วมการปฏิวัติกับแนวร่วมปฏิวัติซูดาน (The Sudan Revolutionary Front)

และการประท้วงในช่วงปลายปีทวีความรุนแรงมากขึ้น ผลจากการขยายตัวของการต่อต้านรัฐบาลทำให้การประท้วงเกิดขึ้นต่อเนื่องในอีกหลายปีที่ผ่านมา

การประท้วงไม่ใช่เป็นเรื่องการเมืองอย่างเดียว เช่น การประท้วงของนักศึกษาและประชาชนในเดือนมิถุนายน 2012 เป็นเรื่องของราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น และปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

และการประท้วงที่มีศูนย์กลางกับเรื่องทางเศรษฐกิจก็ขยายตัวไปสู่เรื่องทางการเมือง เช่น ในช่วงต้นของการประท้วงครั้งนี้ เริ่มด้วยคำขวัญว่า “ไม่เอาราคาสินค้าที่สูงขึ้น” และขยับไปสู่ข้อเรียกร้องว่า “ประชาชนต้องการล้มรัฐบาล”

และการประท้วงขยายไปสู่เมืองต่างๆ ของประเทศ แต่รัฐบาลก็ใช้ตำรวจปราบจลาจลเป็นเครื่องมือในการปราบปรามผู้ประท้วง แม้รัฐบาลจะสามารถอยู่รอดได้ แต่เสียงเรียกร้องในสังคมให้โค่นล้มรัฐบาลก็ขยายตัวออกไปในวงกว้าง และการประท้วงไม่ได้จำกัดการนำอยู่กับนักศึกษาเท่านั้น และขณะเดียวกันการเสียชีวิตของนักศึกษาจากการประท้วงนี้เริ่มปรากฏเป็นข่าวมากขึ้น

นับจากปี 2011 เป็นต้นมาเห็นได้ชัดว่าการประท้วงต่อต้านรัฐบาลกลายเป็นปรากฏการณ์ปกติของการเมืองซูดาน

และในปี 2013 มีผู้เข้าร่วมการประท้วงมากขึ้น เสียงตะโกนบนท้องถนนมีสองประการที่ชัดเจนคือ “บาเชียร์ออกไป” และ “ประชาชนต้องการล้มรัฐบาล”

ยิ่งในตอนกลางปี เมื่อราคาพลังงานและแก๊สหุงต้มขยับตัวขึ้น เสียงต่อต้านรัฐบาลก็ดังมากขึ้น… การประท้วงที่ขยายตัวมากขึ้น ก็มีความรุนแรงมากขึ้นตามมาจากการปราบปรามของฝ่ายรัฐ

และคำขวัญของการต่อสู้มีแต่เพียงประการเดียวว่า “ล้มรัฐบาล”

เมื่อประชาชนตัดสินใจชัดเจนแล้ว อนาคตของเผด็จการก็ดูจะริบหรี่ลง

จุดไคลแมกซ์

ในปีต่อๆ มาไม่แตกต่างกันคือมีการประท้วงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลจากการปราบปรามประชาชนของรัฐบาลเผด็จการ ทำให้โลกตะวันตกตัดสินใจปิดล้อมทางเศรษฐกิจ (sanction) อันส่งผลให้เศรษฐกิจของซูดานประสบปัญหามากยิ่งขึ้น

ฉะนั้น แม้รัฐบาลจะออกมาตรการทางเศรษฐกิจอันนำไปสู่การลดค่าเงิน อันส่งผลกระทบอย่างมากกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและราคาอาหาร ซึ่งก็ยิ่งทำให้การประท้วงขยายตัว

แม้ต่อมาจะมีการยกเลิกการแซงก์ชั่นส่วนใหญ่ในปี 2017 แต่ก็ไม่สามารถกู้สภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียบ่อน้ำมัน หลังจากการแยกซูดานออกเป็นประเทศเอกราชในปี 2011 ซึ่งการขาดรายได้น้ำมันเป็นหนึ่งในวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ

ดังที่กล่าวแล้วว่าการประท้วงเริ่มขึ้นด้วยปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับชนทุกกลุ่มในสังคมซูดาน ในขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีบาเชียร์ครองอำนาจมาอย่างยาวนานเกือบ 30 ปี มีลักษณะของการใช้อำนาจในการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ จึงทำให้การประท้วงที่เริ่มด้วยเรื่องทางเศรษฐกิจ ได้ขยายตัวไปสู่การเป็นประเด็นการเมืองในการต่อต้านรัฐบาล

และการประท้วงที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 เมษายน 2019 เป็นดัง “จุดไคลแมกซ์” ของการต่อสู้ เพราะวันนี้เป็นวันครบรอบการต่อสู้อย่างสันติของประชาชนชาวซูดานที่สามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการเดิมของประธานาธิบดี Jaafar Nimeiri ในปี 1985

ซึ่งในวันนี้ประชาชนได้รวมตัวกันที่หน้ากองบัญชาการของกองทัพซูดาน และมีความชัดเจนว่า พวกเขาจะไม่ยอมลุกออกไปจากที่นั่งของการประท้วง!

ผลจากวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้คนในทุกสาขาอาชีพและจากทุกชนชั้นตัดสินใจเดินลงสู่ท้องถนนเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ

กลุ่มที่มีบทบาทอย่างมากในปัจจุบันได้แก่ สมาคมวิชาชีพซูดาน (The Sudanese Professional Association : SPA) ซึ่งเป็นการวมตัวของหมอ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และทนายความ และทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเคลื่อนไหว

และในขณะเดียวกันมีสตรีเป็นจำนวนมากเข้าร่วมการประท้วง ประมาณว่าร้อยละ 70 ของผู้ประท้วงเป็นสตรีจากหลากหลายภูมิหลังและหลากหลายอายุด้วย นอกจากนี้ที่น่าสนใจผู้ประท้วงเป็น “คนรุ่นใหม่” จากหลายอาชีพ อันสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ แต่ว่าที่จริงแล้วผู้ประท้วงมีทุกวัย

แน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนี้ กองทัพเฝ้าดูอย่างเงียบๆ และไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำทหารจะตัดสินใจได้อย่างง่ายๆ เพราะประชาชนเป็นจำนวนมากบนถนนได้แสดงออกอย่างชัดเจนในการประท้วงรัฐบาล คำถามสำคัญก็คือ กองทัพจะยังยืนยันที่จะสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการต่อไปอีกหรือไม่ เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ยืนตรงข้ามกับรัฐบาล

แต่ท่าทีของฝ่ายทหารเริ่มเปลี่ยนในช่วงเดือนธันวาคม 2018 ที่ทหารบางส่วนได้แสดงความเห็นใจผู้ประท้วง และช่วยปกป้องการทำร้ายประชาชนจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาล

ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว!

ในที่สุดแล้วทหารส่วนหนึ่งตัดสินใจคุมตัวประธานาธิบดีบาเชียร์ในวันที่ 11 เมษายน 2019 และจัดตั้งสภาทหารขึ้นเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยพลโท Awad Ibn Auf ได้ประกาศว่าจะมีภาวะฉุกเฉินเป็นเวลา 3 เดือน และหลังจากนั้นอีก 2 ปีจะเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านที่จะโอนถ่ายอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือน…

รัฐบาลเผด็จการของบาเชียร์ล้มลงแล้ว และประธานาธิบดีถูกคุมขังโดยฝ่ายทหาร

ฤดูใบไม้ผลิก็เบ่งบานที่ซูดาน คงต้องเรียกว่า “The Sudanese Spring” และไม่น่าเชื่อว่าการประท้วงใหญ่ที่เริ่มขึ้นในวันที่ 6 จะปิดฉากรัฐบาลเผด็จการได้ในวันที่ 11 เมษายน

ภาพของความสำเร็จครั้งนี้ไม่แตกต่างกับอาหรับสปริงที่ตูนิเซียและอียิปต์ ซึ่งเป็นความหวังของฝ่ายประชาธิปไตยอีกครั้งที่เห็นถึงความสำเร็จของการล้มเผด็จการ

ส่วนการเมืองซูดานจะเดินไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยได้จริงเพียงใด ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามในอนาคต

แต่อย่างน้อยเราได้เห็นฤดูใบไม้ผลิเกิดในซูดานที่เผด็จการครองอำนาจนานถึง 29 ปี!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...