โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ท่องเที่ยวชลบุรี โตทะลุ 2 แสนล้าน ลงทุนห้าง-ศูนย์ประชุม-โรงแรมรับอีอีซี

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 17 พ.ค. 2561 เวลา 14.33 น.

ท่องเที่ยวเมืองชลบุรีโตไม่หยุด นักท่องเที่ยวทะลัก 16 ล้านคน พัทยาขึ้นฮับการท่องเที่ยวของอีอีซี ชี้ปี2561 โกยรายได้เพิ่มอีก 5-10% นักลงทุนดาหน้าทุ่มเงินผุดศูนย์ประชุม-โรงแรม หวังเตรียมพร้อมรับอีอีซี ททท.เดินหน้าจัดกิจกรรมปลุกนักท่องเที่ยวไทย รับเทรนด์ท่องเที่ยวควบกิจกรรม พร้อมจับตลาดอาเซียน-เอเชียใต้กลุ่มเป้าหมายใหม่

นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพัทยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปี 2561 ภาพรวมการท่องเที่ยวชลบุรีคาดว่าจะเติบโตขึ้น 5-10% จากปี 2560 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 16 ล้านคน สร้างรายได้ 1.98 แสนล้านบาท โดยพัทยามีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 13 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท

โดยพัทยาถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของอีอีซี โดยกว่า 40% เป็นนักท่องเที่ยวคนไทย ค่าใช้จ่ายต่อหัวอยู่ที่ 2,500 บาท/คน/วัน ส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดเทศกาล และไปเช้า-เย็นกลับ ขณะที่อีก 60% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันดับแรกคือ จีน 2.5 ล้านคน รองลงมาเป็นรัสเซีย 8 แสนคน ที่เริ่มกลับเข้ามาหลังจากหายไปในช่วงที่ค่าเงินรูเบิลรัสเซียตก เกาหลี 6 แสนคนอินเดีย 4 แสนคน ตามด้วยเยอรมนีและอังกฤษอีก 4 แสนคน ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000 บาท/คน/วัน

โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลัก ๆ เข้ามาสนามบินสุวรรณภูมิ และปัจจุบันเริ่มเข้ามาทางสนามบินอู่ตะเภาค่อนข้างมาก ทั้งเที่ยวบินปกติและสายการบินราคาประหยัด (โลว์คอสต์) เช่น กาตาร์แอร์เวย์ บินตรงโดฮา-อู่ตะเภา เป็นต้น รวมถึงเที่ยวบินจากหนานหนิง หนานชาง และไห่หนาน ส่วนการเดินทางเข้ามาทางเรือขนาดใหญ่นั้นต้องไปจอดที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งยังมีสัดส่วนไม่มากนัก เพราะพัทยามีท่าเรือเอกชนเพียงแห่งเดียวคือ โอเชี่ยนมารีน่า แต่อนาคตเมื่ออีอีซีเข้ามา น่าจะมีเรือครุยส์เข้ามาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจะมีโครงการพัฒนาในเรื่องของท่าเรือที่จะจอดเรือสำราญขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นโครงการพีพีพี หรือการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน

ทั้งนี้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาลักษณะทัวร์ค่อนข้างมาก เนื่องจากบางส่วนมาจากเมืองรองที่ไม่มีเที่ยวบินตรง ต้องเช่าเหมาลำเข้ามาสนามบินอู่ตะเภา หรือสุวรรณภูมิ ซึ่งจะเป็นการท่องเที่ยวรวมหลายจังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ระยอง จันทบุรี ตราด ขณะเดียวกันปัจจุบันนักท่องเที่ยวอิสระ (foreign individual tourism : FIT) มีมากขึ้น โดยเฉพาะอินเดีย รวมถึงมีกลุ่มกึ่งทัวร์กึ่ง FIT ด้วยการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่านบริษัท โดยเดินทางท่องเที่ยวเอง และนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (กลุ่มอินเทนซีฟ) โดยเฉพาะชาวจีน

ขณะที่การลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งแหล่งช็อปปิ้งเซ็นเตอร์อย่างห้างเทอร์มินอล 21 ที่กำลังจะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้ รวมถึงโรงแรมที่พักระดับ 4-5 ดาว เช่น โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ ขนาด 450 ห้อง, เรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา และยังมีอีกหลายแหล่งที่เตรียมเปิด แต่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันพัทยามีที่พักประมาณ 2,000 โรงแรม มีห้องพักกว่า 70,000 ห้อง ซึ่งขณะนี้การแข่งขันสูงและมีการตัดราคากัน เมื่อโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เกิดขึ้น การลงทุนจะเพิ่มมากขึ้นอีก เนื่องจากมีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกครบวงจร ทั้งทางบกมีมอเตอร์เวย์ที่จะเชื่อมต่อถึงระยอง ตราด ทางรางเชื่อมต่อ 3 สนามบิน ทางอากาศมีสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และทางน้ำมีท่าจอดเรือขนาดใหญ่ แต่ต้องดูแนวโน้มการตลาดด้วย

ขณะเดียวกันเพื่อตอบสนองโพซิชั่นที่ชลบุรีถูกวางให้เป็นเมืองทันสมัย มีศูนย์ประชุมนานาชาติตามนโยบาย EEC ซึ่งขณะนี้มีเอกชนเปิดให้บริการบ้างแล้ว เช่น ศูนย์ประชุมพีช ของโรงแรมรอยัล คลิฟ โฮเต็ลส์ กรุ๊ป รองรับกลุ่มสัมมนาได้ถึงหลักหมื่นคน โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้จอมเทียน รองรับได้ 7-8 พันคน

และล่าสุดมีศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา สามารถรองรับได้ 5-6 พันคน รวมถึงโรงแรมต่าง ๆ มีความพร้อมรองรับกลุ่มสัมมนาจำนวนมาก แต่ปัจจุบันสิ่งที่ต้องส่งเสริมคือเรื่องคน เนื่องจากยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านธุรกิจท่องเที่ยว เพราะแรงงานไทยมีความเสียเปรียบแรงงานชาวฟิลิปปินส์ด้านภาษา รวมถึงยังขาดแคลนมัคคุเทศก์ เช่น ภาษารัสเซีย และจีน

นางสาวสุลัดดากล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนแปลง เน้นการค้นหาข้อมูลผ่านทางโซเชียลมีเดีย เริ่มหากิจกรรมที่เฉพาะเจาะจง แตกต่างจากเดิม ทาง ททท.สำนักงานพัทยา จึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับคนไทย ได้แก่ 1.โครงการล่องเรือยอชต์ 10 คนขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิง ซึ่งจะเปิดขายท่องเที่ยวทางเรือยอชต์พร้อมบัตรสปา ราคา 2,250 บาท/คน/ครึ่งวัน 2.ร่วมกับสวนนงนุชจัดโครงการเที่ยวชมสวนและเปิดสอนทำอาหาร ราคา 400 บาท/คน และ 3.ร่วมกับร้านอาหารอาลาคอมปาณ จัดกิจกรรมเก็บไข่จากเล้าเป็ด ไก่ ปลูกผักและติดตามผลการเติบโตของแปลงผักได้ รวมถึงการสอนเกี่ยวกับการชงชา

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ได้แก่ ชุมชนตะเคียนเตี้ย ชุมชนชากแง้ว และชุมชนนาเกลือ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมคนไทยให้เข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นคนจากจังหวัดอื่นเข้ามาท่องเที่ยวในชลบุรี เช่น เชียงใหม่ ลำปาง พระนครศรีอยุธยา และอุดรธานี รวมถึงการมองหาตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศอื่น ๆ นอกจากจีน เช่น อาเซียน และเอเชียใต้

อย่างไรก็ตาม ทาง ททท.ได้มีการจัดอบรมด้านภาษา นวัตกรรม และการตลาดให้กับชุมชนต่าง ๆ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่เติบโตและนักท่องเที่ยวชาติต่าง ๆ ที่จะเข้ามามากขึ้น เช่น มาร์เก็ตติ้ง 4.0 ทั้งนี้ เมื่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมที่รองรับอีอีซีแล้วเสร็จสมบูรณ์ รวมถึงมีการผนวกการท่องเที่ยวกับเมืองรอง ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...