ว่าด้วยพุทธศาสนาในพ.ศ.นี้ ข้อสังเกตเล็กๆ
ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้มีความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เกิดขึ้นกับพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่งผมคิดว่าอาจจะมีการพูดถึงกันไม่มากนัก เพราะนักคิดนักวิชาการมักจะมองเรื่องนี้จากมุมมองที่ลึกซึ้งจนอาจไม่ได้พูดเรื่องที่ค่อนข้างใกล้ตัวเอามากๆ
งานวิชาการ/ความเห็นเรื่องของพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและสังคม อาจจะค่อนข้างสนใจการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ กับ สังคม ผ่านการบริหารจัดการคณะสงฆ์ โดยดูจากมิติใหญ่ๆ เช่นการตีความคำสอน การพูดถึงกฎหมาย ระเบียบ และระบบราชการของสงฆ์ รวมไปถึงการพูดถึง “ขบวนการการเคลื่อนไหว” ในหมู่สงฆ์ผ่าน “สำนัก” ต่างๆ เป็นหลัก
คำอธิบายใหญ่ๆ อาจจะเป็นเรื่องของการอธิบายว่าการปกครองคณะสงฆ์นั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้ปกครองสังคม หรืออธิบายว่าเป็นคำอธิบายเชิงเครื่องมือ (instrumental) ว่าการปกครองคณะสงฆ์นั้นขึ้นต่อรัฐ ขณะที่สังคม
นั้นมีพลวัตมากมายจนการปกครองในแบบเดิมนั้นไม่สามารถเข้าใจเข้าถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้
คำอธิบายอีกด้านหนึ่งก็คือมองว่าการปกครองคณะสงฆ์และการทำงานของพุทธศาสนาในสังคมไทยอาจไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องทางศาสนาโดยตรง เท่ากับการที่พุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องของการเมืองเชิงวัฒนธรรมของความเป็นไทยเสียมากกว่า พุทธศาสนาจึงทำหน้าที่นอกเหนือจากเป็นเครื่องมือของรัฐในการกำกับสังคมผ่านกลไกคือคณะสงฆ์แล้ว ยังทำหน้าที่กำกับความคิดของผู้คนในเรื่องของความเป็นไทยด้วย
หลังจากเหตุการณ์การ “จัดการ” วัดธรรมกาย (ซึ่งสุดท้ายหลายคนก็ยังงงว่าตกลงจบกันอย่างไร) ผมคิดว่าปรากฏการณ์สำคัญก็คือการลาสิกขาของ พส. (พระสงฆ์) สุดจึ้งสองรูป คือพระมหาสมปองกับพระมหาไพรวัลย์ ซึ่งทำให้เราเห็นภาพที่สลับซับซ้อนของการปกครองคณะสงฆ์ และบทบาทของพุทธศาสนาในสังคมการเมืองในปัจจุบัน
ในภาพใหญ่ผมเห็นว่าปรากฏการณ์การลาสิกขาของพระทั้งสองรูปนั้นคงไม่ได้พ้นไปจากคำอธิบายหลัก ที่ว่าด้วยเรื่องของพุทธศาสนากับการเมืองและสังคมที่ได้กล่าวไปแล้ว
แต่ผมว่าในข้อสังเกตเล็กๆ อาจจะมีอะไรที่น่าสนใจที่น่าจะมาพูดคุยกันได้เพิ่มขึ้น
ประการแรก รัฐในระดับรัฐบาลนั้นมีการควบคุมคณะสงฆ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ กล่าวคือไม่ได้มีแต่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แต่มีโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นคือ มีทั้งตัวมหาเถรสมาคม มีทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และยังมีคณะกรรมาธิการด้านศาสนาของทั้งสภาผู้แทนราษฎร และเข้าใจว่าคงมีในระดับวุฒิสภาด้วย
การกำกับควบคุมคณะสงฆ์ในปัจจุบันก้าวไปไกลกว่าการทำความเข้าใจเพียงระบบราชการ และระบบกลไกอื่นๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่หมายถึงการต้องทำความเข้าใจที่มาที่ไปของบรรดาผู้กระทำการต่างๆ (actors) ที่อยู่ในโครงสร้างเหล่านั้น
นอกเหนือจากการไล่เรียงที่มาที่ไปในวงการพระมหาเถระกันเองว่าสายไหน และนิกายไหน วัดไหนแล้ว ยังรวมไปถึงบรรดาข้าราชการในสำนักพุทธฯเองว่ามีที่มาที่ไปจากไหน
และยังต้องไล่เรียงผู้กระทำการ (actors) /ขบวนการต่างๆ ที่ใช้มิติของความเป็น “ชาวพุทธ” เข้ามากระทำการทางการเมืองภายใต้เรื่องของการจรรโลงพระพุทธศาสนา ไล่เรียงมาตั้งแต่กรรมาธิการในสภา ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือเหล่าญาติธรรมที่รวมตัวกันเป็นขบวนการที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องของการผลักดันประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ การผลักดันให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ หรือการระบุคำว่านิกายเถรวาทในรัฐธรรมนูญ หรือการร้องเรียนบรรดาพระสงฆ์ต่างๆ ผ่านไปยังกระบวนการยุติธรรมให้ตรวจสอบพระสงฆ์บางรูปในฐานะกระทำตัวไม่เหมาะสม หรือเรียกมาสอบถาม ขอความร่วมมือในการเทศน์ให้สอดแทรกธรรมะลงไปมากขึ้น
ผู้กระทำการ/ขบวนการชาวพุทธเหล่านี้อาจจะยังไม่ถูกวิเคราะห์วิจัยอย่างจริงจัง แต่ผมเห็นว่าการเมืองในปัจจุบันมีการใช้เงื่อนไข หรือวาทกรรมของการเป็นชาวพุทธในการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดแจ้งมากขึ้น และอาจไม่ได้เชื่อมโยงกับสำนักหรือวัดใดวัดหนึ่งเป็นพิเศษ
ขบวนการชาวพุทธและนักการเมือง/ผู้กระทำการทางการเมืองชาวพุทธเหล่านี้มีทั้งกลุ่มที่มาจากคนทั่วไปที่เชื่อว่าพุทธคือแท้ มาสู่คนชั้นกลางระดับปัญญาชนที่มองหาพุทธแท้ และมองว่าการเข้าใกล้พุทธแท้มากเท่าไหร่ก็จะเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการก้าวเข้าสู่สถานะที่เหนือกว่าคนกลุ่มอื่น โดยเฉพาะคนหมู่มาก
แต่ก็ดูจะง่ายเกินไปที่จะอธิบายว่าคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงจากการที่รัฐกำกับสงฆ์และพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน สิ่งสำคัญคือควรศึกษาที่มาที่ไปและความเชื่อมโยง รวมทั้งประเด็นของคนและขบวนการเหล่านี้ที่กำลังเสนอประเด็นต่างๆ เพิ่มขึ้นมา เพราะเขาใช้พื้นที่ในการเคลื่อนไหวได้ทั้งในห้วงเวลาของการปกครองแบบเผด็จการ และในการปกครองแบบประชาธิปไตย
ทั้งหมดทั้งปวงตั้งแต่การเมืองระดับมวลชนของขบวนการ/นักร้อง/นักการเมืองชาวพุทธ รวมทั้งมุมมองของรัฐบาลเองและมุมมองขององคาพยพส่วนอื่นๆ ของรัฐ สิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปกครองสงฆ์นี้ผูกโยงกับเรื่องของ “วินัย” ของสงฆ์เป็นหลัก ราวกับการบริหารจัดการ “กองทัพ” ธรรมอย่างจริงจัง
การปลด สึก รวมกระทั่งกดดันให้สึกต่างๆ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับเรื่องของธรรมวินัย มากไปกว่าเรื่องการตีความคำสอนในระดับสมาธิและปัญญา ราวกับว่าการบริหารจัดการคณะสงฆ์เรื่องใหญ่คือเรื่องของวินัยมากกว่าการตีความพระวินัยที่กว้างขวางเสียอีก
หมายความว่ากระแสการกดดันในเรื่องของการสึกพระนั้น ดูจะเป็นเรื่องของระเบียบวินัยเหมือนกับองค์กรอื่นๆ มากกว่า การเปิดให้มีการตีความโดยหารือกัน โดยเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในโลกทั้งที่ในมิติทางศาสนาเอง แล้วบางเรื่องเป็นเรื่องของการตีความเสียมากกว่า เพราะพุทธศาสนาที่ไม่ได้อยู่ในสังคมไทยไม่ได้มีองค์กรสงฆ์แบบของเราปกครอง และยิ่งไปกว่านั้นจะพบว่าขบวนการ/ผู้กระทำการทางการเมืองในนามชาวพุทธนั้นก็มีบทบาทในการกดดันทั้งในและนอกระบบการปกครองสงฆ์เป็นอย่างมาก
การถกเถียงเรื่องการจัดการพระสงฆ์บางรูปที่ขัดใจ หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนพระรูปอื่นนั้น ว่าง่ายๆ แม้จะเป็นเรื่องของ “วินัย” (discipline) แต่ก็ไม่ใช่อำนาจเชิงวินัย (disciplinary power) ตามตำราฝรั่ง แต่เป็นอำนาจเชิงอธิปัตย์ (sovereign power) เสียมากกว่า หมายถึงการยอมรับต่อกฎหมายของประมุขของประเทศหรือรัฐบาล ซึ่งเป็นอำนาจแบบเก่าเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ขณะที่อำนาจเชิงวินัยจะกระทำการผ่านการจัดการพื้นที่ เวลา วัตรปฏิบัติผ่านการควบคุมแบบเฝ้ามองและผ่านองค์ความรู้ทางวิชาการใหม่ๆ เช่น สถาปัตยกรรม หรือตารางเวลา หรือผ่านสถาบันต่างๆ เช่น โรงพยาบาล สถานบำบัดจิต โรงเรียน หรือฐานทัพ (https://michel-foucault.com/key-concepts/)
พูดง่ายๆ ว่าไม่ต้องมีอะไรซับซ้อนในการบังคับใช้อำนาจมากไปกว่าการสั่งการจากผู้มีอำนาจที่ถือกฎหมายหรือผู้ปกครองและไม่ต้องให้เหตุผลอื่นที่เชื่อมโยงกับความเป็นสมัยใหม่ทั้งสิ้น
ประการต่อมา ปรากฏการณ์ของพระทั้งสองรูปเราจะเห็นเรื่องของการใกล้ชิดและสลับซับซ้อนของความเชื่อมโยงระหว่างศาสนา คนรุ่นใหม่ โลกออนไลน์ และเศรษฐกิจในโลกออนไลน์ รวมทั้งญาติโยมในกลุ่มวัยอื่นและชนชั้นอื่นด้วย อย่างกรณีของพระมหาสมปองนั้น จะพบว่าก่อนที่ท่านจะสึกมีกระแสกดดันมานานแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่ท่านเอ่ยถึงสินค้าของญาติโยมต่างๆ หรือการยอมรับไปนั่งประธานสโมสรฟุตบอลเล็กๆ ต่างจังหวัด โดยเฉพาะความผูกพันของท่านกับพี่น้องชาวอีสาน และเป็นพี่น้องชาวอีสานที่เข้าถึงสื่อออนไลน์ด้วย
ขณะที่ยอดไลค์จากคนรุ่นใหม่ และจากชุมชนที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศและยอดโอนของพระมหาไพรวัลย์ในช่วงหลังนั้นก็สูงขึ้นเรื่อย ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจสึกด้วยแรงกดดันหลายเรื่องรวมทั้งความรู้สึกของท่านที่มีต่อการแต่งตั้งเจ้าอาวาส
ความเชื่อมโยงเหล่านี้ของพระทั้งสองรูปแม้จะเป็นขวัญใจของผู้คนจำนวนมาก แต่ย่อมไม่ถูกใจระบอบการกำกับดูแลจากรัฐ และขบวนการ/ผู้กระทำการทางการเมืองชาวพุทธอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้
แต่เรื่องเหล่านี้จะไม่เป็นเรื่องเลยถ้าพระทั้งสองรูปไม่แตะต้องเรื่องของการวิจารณ์รัฐบาลและระบอบการเมืองที่เป็นอยู่ ทั้งในทางอ้อมด้วยอารมณ์ขัน และในทางตรงด้วยการวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมา
ประเด็นท้าทายในเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและผู้บริหารประเทศโดยเฉพาะนับตั้งแต่การทำรัฐประหารที่ผ่านมานี้แม้ว่าในด้านหนึ่งย่อมถูกอธิบายได้อยู่แล้วว่าเป็นไปตามคำอธิบายหลักของการเมืองนำพุทธศาสนา (แต่คนมองเห็นว่าพุทธศาสนาไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง) ที่แรงกดดันจะต้องลงมาถึงพระสองรูปนี้
แต่ในอีกด้านหนึ่งสิ่งที่ท้าทายชีวิตหลังการบวชในยุคนี้ก็คือเรื่องของรายได้ที่มีในสมัยที่ยังครองผ้าเหลือง และเอาเข้าจริงก็ควรจะเป็นคำถามที่มีกับพระทุกรูปและวัดทุกวัด รวมทั้งความเชื่อมโยงของวัดและมูลนิธิด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องของการมองว่าเมื่อสึกแล้วจะต้องเปิดเผยทรัพย์สิน
กิจการของวัดจำนวนมากและรายได้ไม่ว่าจะค่าจอดรถ สวดศพ เผาศพ ทำบุญต่างๆ ระบบเหล่านี้ รวมทั้งการต่อเติมวัดต่างๆ ควรจะต้องมีระบบการจัดเก็บและตรวจสอบอย่างดี แต่อาจไม่ใช่ในแง่ของการจ้องจับผิดเสมอไป หรือจับจ้องด้วยสายตาของรัฐ
แต่ในอีกด้านหนึ่งเศรษฐกิจการเมืองของวัดและรัฐ และประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ที่จิ้มไม่เข้าสักที และอาจจะเป็นไปได้ว่าตัวแบบของการมองว่ารัฐนั้นควบคุมวัดและสงฆ์ได้ เอาเข้าจริงความสัมพันธ์ต่างตอบแทนและหลับตาสักข้างหนึ่งนี้เองต่างหากที่ทำให้ระบบรัฐพุทธศาสนาแบบไทยอยู่มาได้จนถึงวันนี้ คือวิจารณ์เฉพาะวัดและพระที่เราไม่ศรัทธา มากกว่าเรื่องของหลักการทั่วไป
ผมเชื่อว่าภายหลังจากการปรับตัวของอดีต พส.ทั้งสองรูปในช่วงแรกในโลกฆราวาส เราจะพบพลังแห่งการสั่นสะเทือนของการท้าทายและการปฏิรูปศาสนาที่ชัดเจนขึ้น ยังมีพระสงฆ์และเณรอีกจำนวนไม่น้อยที่ออกมามีบทบาททางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น
ปริมณฑลทางศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาน่าจะเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่กำลังถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ สามสี่ปีที่ผ่านมานี้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางโลกหลายด้าน การเปลี่ยนแปลงในแง่ของการจรรโลงพุทธศาสนาดูจะเป็นเรื่องของการบังคับใช้วินัยด้วยอำนาจอธิปัตย์มากกว่าการจรรโลงปัญญาทางพุทธศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง ตำรับตำราใหม่ๆ ทางพุทธศาสนาที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างในหมู่ปัญญาชนดูจะไม่มีการโอบรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการเมืองจากชุมชนคณะสงฆ์ดูจะไม่มีหรือถูกจำกัด การเมือง ภายในคณะสงฆ์ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ถูกอภิปรายอย่างจริงจังในรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งมากเท่ากับความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในช่วงสุดท้ายที่คณะรัฐประหารยังครองอำนาจเต็มผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่แต่งตั้งมากับมือ ในการตีความหรือเปลี่ยนแปลงระเบียบพิธีการบางประการ
ในอีกด้านหนึ่ง โลกโซเชียล และการเมืองในชีวิตประจำวันของประชาชน ดูจะเกี่ยวพันและตั้งคำถามกับการจรรโลงพุทธศาสนาไปในอีกด้านหนึ่ง คำถามถึงความเกี่ยวพันของพุทธศาสนากับชีวิตดูจะกว้างขวางและมีมิติด้านการนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ (practical) มากขึ้นเรื่อยๆการตั้งคำถามกับความไม่ลงรอยกันระหว่างความเป็นทางการของพุทธศาสนา กับเรื่องราวที่เป็นจริงในสังคมมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ และคำถามถึงความเกี่ยวข้องกับการเมืองของพุทธศาสนาในท่าทีของการไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่กดปราบความคิดและความหลากหลายด้วยระเบียบและกฎหมายดูจะยิ่งไม่ได้ทำให้อะไรๆ มันดีขึ้นมากนักในช่วงนี้
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์