โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนดูการเรียนภาษาอังกฤษในยุคบุกเบิกของไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 ม.ค. 2565 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. 2565 เวลา 09.50 น.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่การเรียนภาษาอังกฤษไม่แพร่หลาย ผู้รู้ภาษาอังกฤษก็มีจำกัด และหากเป็นผู้ที่รู้ภาษาอังกฤษแบบงานได้ก็ถึงขั้นขาดแคลน ขณะที่การติดต่อสัมพันธ์กับชาติตะวันตกกลับมีเพิ่มขึ้น แล้วรัฐไทยบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร

หนังสือ “ชุมนุมพระนิพนธ์ (บางเรื่อง)” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (นายปริญญา ชวลิตธำรง พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณแม่เต็ม ชวลลิตธำรง ณ เมรุวัดหัวลำโพง 28 เมษายน 2503) อธิบายไว้ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งนั้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)

 

ตำนานการที่ไทยเรียนภาษาอังกฤษ

ความจริงในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ พึ่งมีไทยเรียนรู้ภาษาอังกฤษมาไม่ช้านัก เมื่อในรัชกาลที่ 2 มีแต่พวกฝรั่งกะดีจีนซึ่งเป็นเชื้อสายโปรตุเกสครั้งกรุงเก่าเรียนรู้ภาษาโปรตุเกสอยู่บ้าง คนพวกนี้ที่รับราชการในตำแหน่งเรียกว่า “ล่ามฝรั่ง” ในกรมท่ามีอัตราในบัญชีเบี้ยหวัด 5 คน ที่เป็นหัวหน้าล่ามเป็นที่ขุนพลเทพวาจารับเบี้ยหวัดปีละ 7 ตำลึง พวกล่ามฝรั่งเหล่านี้มีความรู้ตื้นลึกสักเพียงไรทราบไม่ได้ แต่รู้ภาษาโปรตุเกสเท่านั้น หน้าที่ก็ไม่สู้มีอันใดนัก เพราะราชการที่เกี่ยวข้องกับโปรตุเกสมีแต่การค้าขายทางเมืองหมาเก๊า นานๆ เจ้าเมืองหมาเก๊าจะมีหนังสือมาสักครั้งหนึ่ง

ส่วนภาษาอังกฤษถึงแม้ว่ามีเรือกำปั้นอังกฤษไปมาค้าขายอยู่ในสมัยนั้นบ้าง นายเรือรู้ว่าไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ในเมืองนั้น ก็หาแขกมลายูเข้ามาเป็นล่าม เพราะฉะนั้นการที่ไทยพูดจากับอังกฤษที่เข้ามาถึงกรุงเทพฯ ก็ดี หรือพูดจาทางราชการที่เกี่ยวข้องกับอังกฤษที่เมืองเกาะหมากและสิงคโปร์ก็ดี ใช้พูดจากันแต่ด้วยภาษามลายู แม้จนเมื่อผู้สำเร็จราชการอินเดียของอังกฤษให้ หมอ ยอน ครอเฟิด เป็นทูตเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2364 ตรงกับคริสต์ศก 1821 ในตอนปลายรัชกาลที่ 2 ก็ต้องพูดจาราชการกับไทยทางภาษามลายู

ความปรากฏในจดหมายที่ครอเฟิดแต่งไว้ว่า การที่พูดจากับรัฐบาลไทยครั้งนั้น ทูตต้องพูดภาษาอังกฤษแก่ล่ามที่เอามาด้วย ล่ามต้องแปลเป็นภาษามลายูบอกหลวงโกชาอิศหาก หลวงโกชาอิศหากแปลเป็นภาษาไทยเรียนเจ้าพระยาพระคลังๆ ตอบว่ากระไรก็ต้องแปลย้อนกลับไปเป็นต่อๆ อย่างเดียวกัน

ครั้นต่อมาเมื่อครอเฟิดกลับไปแล้ว ได้ไปเป็นเรสิเดนต์ที่เมืองสิงคโปร์ อังกฤษเกิดรบกับพม่าครั้งแรกเมื่อปลายรัชกาลที่ 2 ครอเฟิดจะบอกข่าวสงครามมาให้ไทยทราบต้องให้แปลหนังสือพิมพ์ข่าวภาษาอังกฤษเป็นภาษาโปรตุเกสเสียก่อน แล้วจึงส่งเข้ามายังกรุงเทพฯ เพราะภาษามลายูถ้อยคำมีน้อย ไม่พอแปลความในหนังสือพิมพ์ข่าวภาษาอังกฤษเข้าใจได้แจ่มแจ้ง

ครั้นต่อมาถึงรัชกาลที่ 3 ผู้สำเร็จราชการอินเดียของอังกฤษให้เฮนรี เบอนี เป็นทูตเข้ามาขอทำหนังสือสัญญา เมื่อปีระกา พ.ศ. 2368 ตรงกับคริสต์ศก 1825 การที่จะพูดกับไทยสะดวกขึ้นกว่าครั้งครอเฟิดหน่อยหนึ่ง ด้วยเบอนีพูดภาษามลายูได้ ถึงกระนั้นหนังสือที่ทำก็ต้องใช้ภาษาต่างๆ กำกับกันถึง 5 ภาษา คือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาโปรตุเกส และภาษามลายู เพราะไม่มีภาษาใดที่จะเข้าใจดีได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ในรัชกาลที่ 3 เมื่อปีชวด พ.ศ. 2371 ตรงกับคริสต์ศก 1828 พวกมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาตั้งในกรุงเพทฯ เป็นปีแรก อันนี้เป็นต้นเหตุที่ไทยจะเรียนภาษาอังกฤษเป็นเดิมมา ด้วยลัทธิของพวกมิชชันนารีอเมริกันไม่ได้ตั้งตัวเป็นสมณะเหมือนพวกบาทหลวง วางตนเป็นเพียงมิตรสหาย ใช้การสงเคราะห์เป็นต้นว่าช่วยรักษาโรคและช่วยบอกกล่าวสั่งสอนวิชาการต่างๆ ให้แก่ผู้อื่นเป็นเบื้องต้นของการศาสนา เพราะฉะนั้น เมื่อคนทั้งหลายรู้จักคุ้นเคยจึงชอบสมาคมคบหากับพวกมิชชันนารีอเมริกันมาแต่แรก

ในสมัยนั้นผู้มีสติปัญญาที่เป็นชั้นสูงอยู่ในประเทศนี้ แลเห็นอยู่แล้วว่าการสมาคมเกี่ยวข้องกับฝรั่งต่างประเทศคงจะต้องมียิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนและภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาสำคัญทางประเทศตะวันออกนี้ มีเจ้านายบางพระองค์และข้าราชการบางคนปรารถนาจะศึกษาวิชาการและขนบธรรมเนียมของฝรั่งและจะเล่าเรียนให้รู้ภาษาอังกฤษจึงพยายามเล่าเรียนศึกษากับพวกมิชชันนารีอเมริกันตั้งแต่เมื่อในรัชกาลที่ 3 ที่สำคัญคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลานั้นยังทรงผนวชเป็นพระราชาคณะอยู่องค์ 1 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลานั้นยังเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์พระองค์ 1 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาสุริยวงศ์ เวลานั้นยังเป็นหลวงสิทธินายเวรมหาดเล็ก แล้วได้เลื่อนเป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถอีกองค์ 1

แต่สมเด็จเจ้าพระยาฯ ทางภาษารู้แต่พอพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ไม่เชี่ยวชาญเหมือนสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และท่านทั้ง 3 ที่กล่าวมานี้ศึกษาได้ความรู้การฝรั่งต่างประเทศทันได้ใช้วิชาช่วยราชการมาแต่ในรัชกาลที่ 3 เพราะเมื่อปีจอ พ.ศ. 2393 ตรงกับคริสต์ศก 1850 รัฐบาลอังกฤษให้เซอร์เชมสะบรุกเป็นทูตมาด้วยเรือรบ 2 ลำ จะเข้ามาขอแก้หนังสือสัญญาที่เบอนีได้มาทำไว้ เซอร์เชมสะบรุกเข้ามาครั้งนั้นไม่เหมือนกับครอเฟิดและเบอนีที่มาแต่ก่อน

ด้วยเป็นทูตตรงมาจากประเทศอังกฤษ การที่มาพูดจาและหนังสือที่มีมาถึงรัฐบาลไทย ใช้ภาษาอังกฤษ กิริยาอาการที่มาก็ทะนงองอาจผิดกับทูตแต่ก่อน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริหาผู้ที่สันทัดอย่างธรรมเนียมฝรั่ง ให้พอที่จะรับรองโต้ตอบกับเซอร์สะบรุกได้ ความปรากฏในจดหมายเหตุกระแสรับสั่งในเรื่องเซอร์สะบรุก (ซึ่งหอพระสมุดพิมพ์ เมื่อ ร.ศ. 1297 พ.ศ. 2453) ว่า

“ทรงพระราชดำริ…เห็นว่าผู้ใดมีสติปัญญาก็ควรจะเอาเข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้วย การครั้งนี้เป็นการฝรั่ง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทราบอย่างธรรมเนียมฝรั่งมาก ควรจะเอาเป็นที่ปรึกษาใหญ่ได้ แต่ก็ติดประจำปืนอยู่ที่เมืองสมุทรปราการ (ด้วยครั้งนั้นไม่ไว้พระทัย เกรงอังกฤษจะเอาอำนาจมาบังคับให้แก้หนังสือสัญญาอย่างทำแก่เมืองจีน จึงให้ตระเตรียมรักษาป้อมคูให้มั่นคง) จมื่นไวยวรนาถก็เป็นคนสันทัดหนักในอย่างธรรมเนียมฝรั่งก็ลงไปรักษาเมืองสมุทรปราการอยู่ ให้พระยาศรีพิพัฒน์ (คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เป็นผู้รั้งราชการกรมท่า ด้วยเจ้าพระยาพระคลังลงไปสักเลกอยู่ที่เมืองชุมพรในเวลานั้น) แต่งคนดีมีสติปัญญาเข้าใจความ เชิญกระแสพระราชดำริลงไปปรึกษา”

และการที่มีหนังสือโต้ตอบกับเซอร์เชมสะบรุกครั้งนั้นปรากฏว่าหนังสือที่มาเป็นภาษาอังกฤษ ให้หมอยอน (คือหมอยอนเตเลอ โยนส์ มิชชันนารีอเมริกัน) แปลเป็นภาษาไทย กับล่ามของสมเด็จเจ้าพระยาฯ อีก 2 คน เรียกว่าโยเซฟเป็นฝรั่งยุเรเซียน 1 คน เรียกว่าเสมียนยิ้ม (คือเชมส์ เฮ) อังกฤษอีก 1 คน ส่วนหนังสือที่ไทยมีตอบเซอร์เชมสะบรุกนั้น ร่างในภาษาไทยถวายทรงแก้ไขก่อนแล้วให้หมอยอนกับล่ามช่วยกันแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วส่งไปถวาย “ทูลกระหม่อม” คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ทรงตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง เพราะในทางภาษาอังกฤษทรงทราบดีกว่าผู้ที่เรียนด้วยกันในครั้งนั้น

ไทยที่ศึกษาวิชาความรู้กับมิชชันนารีอเมริกันในรัชกาลที่ 3 ยังมีอีก แต่ไปเรียนทางวิชาอื่น เช่น กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงกำกับกรมหมออยู่ในเวลานั้น ทรงศึกษาทางวิชาการแพทย์ฝรั่งจนได้ประกาศนียบัตร ถวายเป็นพระเกียรติมาจากมหาวิทยาลัยแห่ง 1 ในประเทศอเมริกา กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศอีกพระองค์ 1 ว่าทรงศึกษาการช่างฝรั่ง แต่ทรงศึกษากับใคร และทรงสามารถเพียงใดหาทราบไม่ ยังนายโหมด อมาตยกุลที่ได้เป็นพระยากระสาปนกิจโกศล เมื่อในรัชกาลที่ 5 อีกคน 1 ได้ศึกษาเรื่องเครื่องจักรและวิชาผสมธาตุ จากพวกมิชชันนารีอเมริกันและหัดชักรูปจากบาทหลวงหลุยลานอดีฝรั่งเศสแต่เมื่อยังถ่ายด้วยแผ่นเงิน เป็นผู้เรียนรู้วิชาฝรั่งมีชื่อเสียงมาจนรัชกาลที่ 5 แต่ผู้ที่เล่าเรียนแต่ทางวิชาการช่างไม่สู้จะใจใส่ทางภาษาจึงไม่ใคร่จะรู้ภาษา ถึงสมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็เพราะเอาใจใส่ในวิชาต่อเรืออกำปั่นเสียมากจึงไม่ใคร่สันทัดภาษาอังกฤษ

ผู้ที่เล่าเรียนรู้ภาษาอังกฤษในเมืองไทยเมื่อในรัชกาลที่ 3 นอกจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีปรากฏ อีกแต่ 2 คน คือหม่อมราโชไทยผู้ที่แต่งหนังสือเรื่องนิราศลอดนดอนคน 1 เกิดในรัชกาลที่ 2 เมื่อปีเถาะ จุลศักราช 1181 พ.ศ. 2362 เดิมเป็นหม่อมราชวงศ์กระต่าย บุตรหม่อมเจ้าชอุ่ม ในเจ้าฟ้ากรมขุนอิศวรานุกรักษ์ เป็นข้าหลวงเดิมในพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียรเรียบตามเสด็จจนรู้ ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 หม่อมเจ้าชอุ่มได้เป็นกรมหมื่นเทวานุรักษ์ หม่อมราชวงศ์กระต่ายได้เป็นหม่อมราโชไทย แล้วจึงได้เป็นตำแหน่งล่ามไปเมืองอังกฤษกับพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เมื่อทูตไทยไปคราวแรกนั้น ครั้นกลับจากราชการทูต ทราบว่าได้พระราชทานพานทองเล็ก แล้วได้เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลต่างประเทศอยู่มาจนอายุได้ 49 ปี ถึงอนิจกรรมในปลายรัชกาลที่ 4 เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2410

อีกคนหนึ่งชื่อนายดิศ เป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ฝึกหัดวิชาเดินเรือและเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเรียกกันว่า “กัปตันดิก” มีชื่ออยู่ในหนังสือ เซอร์ยอนเบาริง แต่เรื่องเมืองไทย คนนี้ในรัชกาลที่ 4 ได้เป็นขุนปรีชาชาญสมุทร เป็นล่ามของจมื่นมณเฑียรพิทักษ์ตรีทูตไปเมืองอังกฤษด้วย ต่อมาได้เป็นที่หลวงสรวิเศษ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษแก่พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมาแทบทุกพระองค์ อยู่มาจนในรัชกาลที่ 5 ไทยที่เรียนรู้ภาษาอังกฤษในเมืองไทยเมื่อในรัชกาลที่ 3 มีปรากฏแต่ 4 ด้วยกันดังกล่าวมานี้

ยังมีไทยที่ได้ออกไปเล่าเรียนถึงยุโรปเมื่อรัชกาลที่ 3 อีกคน 1 ชื่อนายฉุน เป็นคนที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ เลี้ยงมา เห็นว่าฉลาดเฉลียวจึงฝากกัปตันเรืออังกฤษออกไปฝึกหัดวิชาเดินเรือกำปั่น ได้ไปเรียนอยู่ในเมืองอังกฤษจนได้ประกาศนียบัตรเดินเรือทะเลได้แล้วจึงกลับมา (เข้าใจว่าเมื่อในรัชกาลที่ 4) ได้เป็นที่ขุนจรเจนทะเล และได้เป็นล่ามของพระยามนตรีสุริยวงศ์เมื่อไปเป็นราชทูตด้วย ต่อมาถึงรัชกาลที่ 5 ได้เป็นหลวงชลธารพินิจจัยตำแหน่งเจ้ากรมคลองแล้วเลื่อนเป็นพระชลธารพินิจฉัย

ในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ่าอยู่หัว ทรงอุดหนุนการเล่าเรียนภาษาอังกฤษมาก จึงโปรดฯ ให้หญิงมิชชันนารีเข้าไปสอนข้างในพระบรมมหาราชวัง ผู้ที่เล่าเรียนครั้งนั้นเรียนรู้ภาษาอังกฤษพอพูดได้บ้าง ยังมีตัวอยู่ในเวลานี้ คือเจ้าจอมมารดากลิ่น เจ้าจอมมารดากรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ต่อมาโปรดฯ ให้หาผู้หญิงอังกฤษมาเป็นครู แล้วตั้งโรงเรียนในพระบรมมหาราชวัง ให้บรรดาพระเจ้าลูกเธอทั้งชายหญิงที่พระชันษาพอจะเล่าเรียนได้ เข้าเล่าเรียนทุกพระองค์

ส่วนบุตรหลานข้าราชการถ้าผู้ใดอุตส่าห์เรียนรู้ภาษาฝรั่ง ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งแต่งให้ยศและบรรดาศักดิ์ดังสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ตรัสเป็นภาษิตในสมัยต่อมาว่าเมื่อในรัชกาลที่ 1 ใครแข็งแรงทัพศึกเป็นคนโปรด ในรัชกาลที่ 2 ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด ในรัชกาลที่ 3 ใครมีใจศรัทธาสร้างวัดวาก็เป็นคนโปรด ในรัชกาลที่ 4 ถ้าผู้ใดรู้ภาษาฝรั่งก็เป็นคนโปรด ดังนี้

แต่ถึงกระนั้นนอกจากพระเจ้าลูกเธอ ผู้ที่เล่าเรียนภาษาอังกฤษแม้เมื่อในรัชกาลที่ 4 ก็ยังมีน้อย พวกที่เรียนสำหรับทำการให้มิชชันนารี และสำหรับการค้าขาย จะมีใครบ้างทราบไม่ได้ทั่ว แต่ผู้ที่ได้เล่าเรียนทันรับราชการเมื่อในรัชกาลที่ 4 ทั้งเจ้านายและขุนนางมีปรากฏแต่ 5 ด้วยกัน คือ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ 1 ได้ทรงศึกษาเป็นพื้นมา แต่ในรัชกาลที่ 4 แต่ที่มาทรงทราบได้ดีทีเดียวนั้นด้วยทรงอุตสาหะศึกษาต่อมาโดยลำพังพระองค์เองเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พวกฝรั่งกล่าวตรัสภาษาอังกฤษได้ แต่ข้าพเจ้าเคยได้พบแปลคำนำหนังสือพิมพ์ข่าวภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยเป็นของแปลถวายกรมพระราชวังฯ จึงเข้าใจว่าคงจะไม่ทรงทราบภาษาอังกฤษแตกฉานทีเดียวนัก แต่ในทางข้างวิชาช่างทรงเชี่ยวชาญมาก

พระยาอัครราชวราทร (หวาด บุนนาค) บุตรพระยาอภัยสงครามคน 1 สมเด็จเจ้าพระยาฯ ฝากนายเรือรบอเมริกันไปฝึกหัดวิชาทหารเรือ เรียนรู้แต่ภาษากลับมาได้รับราชการเป็นหลวงวิเศษพจนการกรมท่า เมื่อในรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ได้เป็นพระศรีธรรมสาส์น แล้วเป็นพระยาจันทบุรี ได้พระราชทานพานทอง เมื่อชราจึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาอัครราชวราทรในกรมท่า

อีกคน 1 คือพระยาอัครราชวราทร (เนตร) เป็นบุตรพระยาสมุทบุรานุรักษ์ ออกไปเล่าเรียนที่เมืองสิงคโปร์ เรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ดี กลับมาถวายตัวพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตาพระราชทานสัญญาบัตรตั้งเป็นขุนศรีสยามกิจ ผู้ช่วยกงสุลสยามที่เมืองสิงคโปร์แล้วเลื่อนเป็นหลวงศรีสยามกิจ ตำแหน่งไวส์กงสุลสยามที่เมืองสิงคโปร์ มาถึงรัชกาลที่ 5 ได้เป็นพระยาสมุทบุรานุกรักษ์ แล้วเลื่อนมาเป็นพระยาอัครราชวราทร

อีกคน 1 คือเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) สมเด็จเจ้าพระยาฯ ส่งเป็นนักเรียนออกไปเรียนวิชาที่เมืองอังกฤษ เรียนอยู่ 3 ปี ครั้นเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์เป็นราชทูตออกไปเมืองฝรั่งเศสเรียกมาใช้เป็นล่าม แล้วเลยพากลับเข้ามากรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตาพระราชทานสัญญาบัตรเป็นตำแหน่งนายราชณัตยานุหาร หุ้มแพรวิเศษในกรมพระอาลักษณ์พนักงานเชิญรับสั่งไปต่างประเทศ และทรงใช้สอยในหน้าที่ราชเลขานุการภาษาอังกฤษมาจนตลอดรัชกาล

ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษได้รับราชการในรัชกาลที่ 4 มีจำนวนที่ทราบด้วยกันดังแสดงมา นอกจากนี้มีผู้ที่เรียนในกรุงเทพฯ บ้างไปเรียนมืองสิงคโปร์บ้าง รู้แต่พอพูดได้บ้างเล็กน้อยมีหลายคน ไม่ได้นับในจำนวนที่กล่าวมานี้ ที่เรียนเฉพาะวิชาจนมีชื่อเสียงมีนายจิตรอยู่กะดีจีนคน 1 หัดชักรูปกับบาทหลวงหลุยลานอดีฝรั่งเศส และฝึกหัดต่อมากับทอมสันอังกฤษที่เข้ามาชักรูปเมื่อในรัชกาลที่ 4 จนตั้งห้างชักรูปได้เป็นที่แรก และได้เป็นที่ขุนฉายาทิศลักษณ์เมื่อในรัชกาลที่ 5 แล้วเลื่อนเป็นที่หลวงอัคนีนฤมิตรเจ้ากรมโรงแก๊สหลวง

มีนักเรียนส่งไปเรียนยุโรปเมื่อในรัชกาลที่ 4 อีก 3 คน คือเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค) บุตรเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์คน 1 นายสุดใจ บุนนาค ที่ได้เป็นพระยาราชานุประพันธ์ บุตรเจ้าพระยาภานุวงศ์คน 1 ทั้ง 2 คนนี้ไปเรียนที่เมืองอังกฤษ หลวงดำรงสุรินทรฤทธิ์ (บิ๋ม) บุตรเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ส่งไปเรียนที่เมืองฝรั่งเศสคน 1 เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 4 กำลังเล่าเรียนอยู่ทั้ง 3 คน ได้กลับมารับราชการต่อเมื่อในรัชกาลที่ 5

ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษกับมิชชันนารีกันเมื่อในรัชกาลที่ 4 เสร็จการเล่าเรียนมาได้รับราชการต่อในรัชกาลที่ 5 ที่ทราบมี 6 คน คือ

นายเทียนฮี้ เรียนกับมิชชันนารีรู้ภาษาแล้วออกไปเรียนถึงอเมริกา ได้ประกาศนียบัตรเป็นแพทย์ กลับมารับราชการในกรมทหารมหาดเล็ก ได้เป็นที่หลวงดำรงแพทยาคุณ แล้วไปรับราชการในกระทรวงมหาดไทยได้เป็นที่พระมนตรีพจนกิจ ในรัชกาลปัจจุบันได้เป็นพระยาสารสินสวามิภักดีคน 1

นายสิน เรียนรู้ภาษาพูดได้คล่องแคล่ว แต่หนังสือไม่สู้ชำนาญ ได้เป็นหลวงอินทรมนตรีฯ ในกระทรวงพระคลัง แล้วเป็นพระยาสมุทบุรานุรักษ์ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรปราการคน 1

นายสุด รับราชการเป็นตำแหน่งล่ามในกระทรวงกลาโหม และกรมแผนที่ แล้วไปรับราชการในกระทรวงมหาดไทยได้เป็นหลวงนรภารพิทักษ์ มหาดไทย มณฑลพิษณุโลก แล้วเลื่อนเป็นพระ ต่อมาเป็นพระยาอุตรกิจพิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วได้ว่าราชการจังหวัดอื่นๆ อีกหลายแห่งคน 1

นายเปลี่ยน เป็นล่ามทูตไปประจำอยู่กรุงลอนดอนคราว 1 กลับมาได้รับราชการในกรมทหารหน้าเป็นนายร้อยเอกแล้วไปรับราชการในกรมตำรวจพระนครบาล เป็นที่หลวงวิสูตรบริหาร และไปรับราชการกระทรวงมหาดไทยเป็นพระเสนีพิทักษ์ มาในรัชกาลที่ 5 ได้เป็นพระยาชนินทรภักดีในกระทรวงมุรธาธรคน 1

นายปุ่น รับราชการในกรมตำรวจพระนครบาล ได้เป็นที่หลวงอนุมัติมนูกิจ มาในรัชกาลที่ 6 เลื่อนเป็นพระธรณีนฤเบศรคน 1

นายอยู่ รับราชการเป็นล่ามทูตไปยุโรปคราว 1 กลับมาได้เป็นล่ามในกรมไปรษณีย์โทรเลขและกรมทหารหน้า แล้วมาอยู่กรมราชโลหกิจ ได้เป็นที่ขุนสกลโลหการ แล้วเลื่อนขึ้นนเป็นหลวงสกลโลหการคน 1

ถึงรัชกาลที่ 5 ทรงบำรุงการเล่าเรียนภาษาอังกฤษยิ่งกว่าเมื่อในรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นที่โรงทหารมหาดเล็กเรียกครูอังกฤษมาสอน แล้วส่งบรรดาพระเจ้าน้องยาเธอเข้าโรงเรียนนั้น เว้นแต่น้อยพระองค์ที่สมัครไปเรียนในโรงเรียนภาษาไทย สมเด็จพระมหาสมณะกับบรรดาเจ้านายที่ได้รับราชการเป็นตำแหน่งเสนาบดีในรัชกาลที่ 5 ได้เริ่มทรงเล่าเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนนี้เป็นเดิมมาแทบทุกพระองค์

และยังโปรดให้เลือกสรรหม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ส่งไปเล่าเรียนที่สิงคโปร์อีกชุดหนึ่ง ในพวกนี้ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ หม่อมเจ้าเจ๊ก ในกรมหมื่นมเหศวรวิลาศ และพระไชยสุรินทร์ ม.ร.ว.เทวะหนึ่งได้เลือกส่งไปเรียนที่เมืองอังกฤษเป็นนักเรียนชุดแรกที่ส่งไปยุโรปในรัชกาลที่ 5 ต่อมาการเล่าเรียนภาษาและวิชาการของฝรั่งเจริญแพร่หลายอย่างไร เป็นการชั้นหลังขอยุติไว้.

(คัดจากจดหมายเหตุนิราศลอนดอน)

อ่านเพิ่มเติม :

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 มกราคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...