ย้อนรอยนโยบายหาเสียง “ปฏิรูปกองทัพ”
ย้อนรอยนโยบายหาเสียง “ปฏิรูปกองทัพ” หลังทหารเกณฑ์ถูกหักเงินเดือนจ่ายค่าจิปาถะเกือบครึ่ง
กระแสข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปกองทัพได้เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและบรรดาสื่อมวลชนในช่วงที่มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมีนาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา ซึ่งในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นนี้ บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ได้แข่งขันกันนำเสนอนโยบายแก่ประชาชน หนึ่งในนโยบายที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ “เรื่องของการปฏิรูปกองทัพ” โดยได้มีข้อเสนอจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับแก้ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวกับอำนาจและบทบาทหน้าที่ของกองทัพ ข้อเสนอเรื่องการปรับลดจำนวนกำลังพล รวมถึงจำนวนนายพลของกองทัพ การตัดหรือลดงบประมาณ การปรับปรุงระบบสวัสดิการของทหาร การจัดหายุทโธปกรณ์ นโยบายเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร หรือแม้กระทั่งเรื่องการถือครองที่ดินและผลประโยชน์ต่างๆ ที่กองทัพมีส่วนเกี่ยวข้อง
จากข้อเสนอและกระแสเรื่องการปฏิรูปกองทัพที่ปรากฎขึ้นในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2562 นั้น ก่อให้เกิดข้อถกเถียงและความความคิดเห็นของประชาชนที่แตกออกเป็นสองฝ่ายหลักๆ ฝ่ายหนึ่งคือผู้ที่เห็นด้วยและสนับสนุนให้กองทัพมีการปฏิรูป โดยมองว่าหากกองทัพยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย กองทัพจะยังคงมีบทบาทและอิทธิพลในการเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงการเมือง ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าว ก็มองว่าการปฏิรูปกองทัพเป็นวาระทางการเมืองที่ถูกเสนอขึ้นโดยบรรดาพรรคการเมืองจะทำให้กองทัพซึ่งเป็นสถาบันหลักที่ดูแลด้านความมั่นคงของชาติเกิดความอ่อนแอ ส่งผลเสียทั้งต่อรัฐบาลและประเทศชาติ
“พรรคก้าวไกล” ซึ่งถือเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ได้มีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า ให้ยกเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหาร ปฏิรูปกองทัพ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ปฏิรูปให้เกิดประสิทธิภาพอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อให้งบประมาณที่สิ้นเปลือง ถูกเปลี่ยนถ่ายสู่สวัสดิการและประโยชน์ของประชาชนโดยแท้จริง ให้การเกณฑ์ทหารในเดือน เม.ย. 66 เป็นการเกณฑ์ทหารครั้งสุดท้าย
ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” บอกว่า ให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารจากการบังคับ ให้เป็นโดยสมัครใจ เปิดกว้างในการสมัครออนไลน์ให้ทำง่ายและครอบคลุม โดยไม่กำหนดเป้าหมายการรับ เพื่อทำให้เป็นทหารมืออาชีพ รับลดงบกลาโหมลง 10 % เพื่อนำไปสนับสนุนคนรุ่นใหม่ เพื่อให้งบประมาณที่ใช้เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริง
ด้าน “พรรคไทยสร้างไทย” ระบุ ให้ยกเลิกการจับใบดำใบแดง เพื่อเปลี่ยนให้เป็นระบบสมัครใจ ปรับลดจำนวนพลทหารให้เพียงพอต่อความจำเป็น ซึ่งหากนำงบประมาณการเกณฑ์ทหาร และลดทอนงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไป เปลี่ยนเป็นสวัสดิการเพิ่มงบประมาณให้กับผู้ที่สมัครใจเป็นพลทหาร เป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนมาสมัครเพิ่มขึ้น
“พรรคเสรีรวมไทย” ให้ลดขนาดกองทัพให้เล็ก ลดจำนวนนายพล รวมถึงการยกเลิกเกณฑ์ทหาร ใช้ความสมัครใจ ให้มีระยะเวลาประจำการแค่ 1 ปีจากเดิม 2 ปี เน้นใช้เทคโนโลยีแทนกำลังคน
ในส่วนของ “พรรคชาติพัฒนากล้า” ทำให้กระบวนการในเกณฑ์ทหารเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ที่ดี เป็นอาชีพหนึ่ง ตำแหน่งหน้าที่ดี ก้าวหน้า เพื่อให้ผู้ที่อยากเป็นทหารมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องมีการเกณฑ์ทหาร
สำหรับ“พรรครวมไทยสร้างชาติ” ให้ทหารอาสา แบ่งสัดส่วน เกณฑ์ 30% อาสา 70% เพิ่มสิทธิ สวัสดิการ มีรายได้และได้เรียนจนจบปริญญาตรี
หลังสิ้นสุดการเลือกตั้ง ผลปรากฎว่า พรรคเพื่อไทยที่ได้ สส. เป็นอันดับสอง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต่อจากพรรคก้าวไกล ที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยมี พรรครวมไทยสร้างชาติ , พรรคเสรีรวมไทย , พรรคชาติพัฒนากล้า ที่มีนโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพเข้าร่วม มี นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย นั่งเป็นเจ้ากระทรวงกลาโหม
โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ย้ำหลังเข้ารับตำแหน่งว่า จะไม่ใช้คำว่าปฏิรูปกองทัพ แต่จะใช้คำว่า พัฒนากองทัพร่วมกัน ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาที่ปรากฏในเอกสารคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีว่า รัฐบาลจะร่วมกันพัฒนากองทัพ ให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศพร้อมกับประชาชน ทั้งการเปลี่ยนรูปแบบเกณฑ์ทหารเป็นสมัครใจ, ปรับปรุงการฝึกนักศึกษาวิชาทหารฯ เป็นแบบสร้างสรรค์ รวมถึงการปรับลดกำลังพลนายทหารระดับสูง ฯลฯ
แต่จากกระแสข่าวที่กำลังถูกพูดถึงในปัจจุบัน แม้ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่จะมาจากการสมัครใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปจากค่ายทหารบางค่าย คือการหักเงินเดือนทหารเกณฑ์ เพื่อนำไปจ่ายค่าจิปาถะต่างๆ ทั้งที่สมควร และไม่สมควร อาทิ ค่าดูดส้วม ค่าบริจาค PX ค่า wifi รวมถึงค่าต่างๆ ที่กำลังถูกวิพากวิจารณ์กันอยู่ในโซเชียล ทำให้ต้องกระทุ้งถึงกระทรวงกลาโหมให้ออกมาชี้แจงถึงกระแสดังกล่าวนี้
โดยทาง นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมฝ่ายการเมือง ออกมายืนยันว่า ที่ผ่านมากองทัพบกมีหน่วยฝึกทหารใหม่มากกว่า 200 หน่วย แต่ไม่เคยมีการเรียกเก็บค่าสูบส้วม ซึ่งประเด็นนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบหากพบการกระทำผิดของหน่วยงานใด ทางกระทรวงกลาโหมและกองทัพบกจะดำเนินการลงโทษตามระเบียบต่อไป และทางกองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งย้ายผู้บังคับกองพันของกองพันส่งกำลังและบริการที่ 22 ถูกย้ายไปช่วยราชการที่ กองทัพภาคที่ 2 และมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าว
ส่วนที่มีการเรียกเก็บค่า Wi-Fi นั้น พบว่าเป็นเอกสารเก่าหลายปีมาแล้ว ซึ่งดูได้จากระเบียบเก่า ในอดีตมีการหักเงินฝากตามตารางที่ปรากฏ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ส่วนการเรียกเก็บค่า Wi-Fi ต่อเดือนนั้นไม่เคยมีปรากฏในระเบียบของกองทัพใดๆ