พบ 14 หุ้น กลาง-ใหญ่ กำไรปี 68 จ่อโต 20 - 215% แถมอัปไซด์เพียบ
หลังสงครามการค้าสงบศึกชั่วคราว วงการแนะสะสมหุ้นกำไรโตแรง - อัปไซด์สูง คาดกลับมา Outperform ได้ในช่วงนี้ ขณะที่ สแกนบทวิเคราะห์ทั้งตลาด พบ 14 หุ้นกลาง - ใหญ่ กำไรปีนี้จ่อโตแรง 20 - 215% แถมอัปไซด์สูงสุดถึง 126% กลุ่มพลังงานฯติดโผเพียบ !
*** กูรูแนะเก็บหุ้นกำไรโต คาดมีแรงซื้อกลับ
"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ในตลาดหุ้นไทย หลังสหรัฐฯสามารถเจรจาสงบศึกสงครามการค้ากับจีนได้ชั่วคราว โดยได้ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกันลงมาอยู่ในระดับปกติ (สหรัฐฯเก็บจีน 30% ส่วนจีนเก็บสหรัฐฯ 10%)
โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีมุมมองคล้ายกัน คือ คาดการณ์ว่า หุ้นที่มีแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง ประกอบกับ ราคาหุ้นยังมีอัปไซด์ระดับสูง จะสามารถกลับมา Outperform ได้ในช่วงนี้
*** พบ 14 หุ้นกลาง-ใหญ่ กำไรจ่อโตระเบิด-อัปไซด์สูง
ขณะเดียวกัน เมื่อ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจบทวิเคราะห์โบรกเกอร์ที่มีการอัปเดทข้อมูลในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ปรากฎว่า มี 14 หุ้น ที่กำไรสุทธิปี 2567 เติบโตจากปีก่อน และถูกนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตตั้งแต่ 20% ขึ้นไป อีกทั้ง ราคาหุ้นที่ซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์สูง ประกอบด้วย
พบ 14 หุ้น กลาง-ใหญ่ กำไรปี 68 จ่อโต 20 - 215% แถมอัปไซด์เพียบ
ชื่อย่อหุ้น
บล.
กำไรปี 67 (ลบ.)
(%chg YoY)
คาดกำไรปี 68 (ลบ.)
%chg YoY
ราคาเหมาะสม (บ.)
%อัปไซด์*
SHR
ฟินันเซียฯ
133
(55)
420
215.79
3.2
90.48
หยวนต้า
345
159.40
2.6
54.76
กรุงศรี
327
145.86
2
19.05
BBGI
เคจีไอ
215
(2,081)
463
115.35
4.8
56.86
เอเซีย พลัส
460
113.95
4
30.72
โกลเบล็ก
407
89.30
4.3
40.52
STGT
โกลเบล็ก
995
(554)
1,665
67.34
14
90.48
กรุงศรี
1,240
24.62
14.28
94.29
MAGURO
ดาโอ
96
(33)
141
46.88
26
40.54
ฟินันเซียฯ
131
36.46
24.5
32.43
ทิสโก้
129
34.38
24.25
31.08
COCOCO
หยวนต้า
686
(45)
930
35.57
11.6
75.76
ดาโอ
868
26.53
11.5
74.24
บัวหลวง
863
25.80
10
51.52
บียอนด์
809
20.00
8.25
25.00
DOHOME
หยวนต้า
674
(15)
896
32.94
8.5
74.90
โกลเบล็ก
884
31.16
6.75
38.89
ทิสโก้
875
29.82
10
105.76
ฟินันเซียฯ
845
25.37
7.5
54.32
เคจีไอ
801
20.00
5.7
17.28
RATCH
ดาโอ
6,127
(19)
8,096
32.14
40
45.45
หยวนต้า
7,806
27.40
33
20.00
แลนด์แอนด์เฮ้าส์
7,062
20.25
32
16.36
ฟินันเซียฯ
6,927
20.05
34.8
26.55
GPSC
ฟิลลิป
4,120
(10)
5,400
31.07
46
34.31
บัวหลวง
5,154
25.10
42
22.63
เมย์แบงก์ฯ
5,078
23.25
42
22.63
กสิกรฯ
4,767
20.00
41.5
21.17
CCET
เมย์แบงก์ฯ
2,603
(133)
3,411
31.04
9.2
30.50
โกลเบล็ก
3,290
26.39
7.9
12.06
BBIK
พาย
301
(8)
392
30.23
51
126.67
บียอนด์
369
22.59
35
55.56
บัลหวง
361
20.11
30
33.33
หยวนต้า
360
20.02
47.5
111.11
KLINIQ
โกลเบล็ก
322
(12)
418
29.81
36
34.58
ดาโอ
388
20.50
35
30.84
อินโนเวสท์ฯ
379
20.00
40
49.53
CPAXT
กรุงศรี
10,569
(22)
13,511
27.84
30
24.48
ฟินันเซียฯ
12,840
21.49
34
41.08
อินโนเวสท์ฯ
12,726
20.41
32
32.78
เมย์แบงก์ฯ
12,690
20.07
32
32.78
MINT
ทิสโก้
7,750
(42)
9,724
25.47
43
70.30
เคจีไอ
9,518
22.81
38.5
52.48
ฟินันเซียฯ
9,473
22.23
45
78.22
เอเซีย พลัส
9,350
20.65
37
46.53
พาย
9,241
20.00
36
42.57
NER
โกลเบล็ก
1,652
(7)
2,111
27.78
8
80.18
กรุงศรี
1,974
20.00
5.85
31.76
*อัปไซด์เทียบราคาปิด 13 พ.ค.68
14 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในดัชนี SET100 จำนวน 8 บริษัท โดยกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ติดโผมากสุด จำนวน 3 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ, พาณิชย์ และอาหารและเครื่องดื่ม ที่ติดโผ จำนวน 2 บริษัท เท่ากัน
*** 2 บจ. กำไรปีนี้จ่อโตมากกว่า 100%
บมจ.เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) เป็นบริษัทที่ถูกนักวิเคราะห์ประะมินว่า กำไรสุทธิปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตจากปีก่อนสูงสุดถึง 145.86 - 215.79% หลังถูกประเมินกำไรสุทธิปีนี้ไว้ที่ 327 - 420 ล้านบาท ขณะที่ กำไรสุทธิปี 2567 อยู่ที่ 133 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 55%
ปัจจัยหนุนการเติบโตปีนี้ของ SHR ส่วนใหญ่เป็นเพราะผลการดำเนินงานของโรงแรมใหม่อย่าง SO Maldives (SHR ถือหุ้นสัดส่วน 50%) เริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4/67 ทำให้คาดจะลดการรับรู้ขาดทุนจากโรงแรมดังกล่าวลงมาเหลือราว 200 ล้านบาท เทียบปีก่อน 420 ล้านบาท อีกทั้ง รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (Revpar) ช่วงต้นปียังเติบโตได้สูงถึง 16% จากปีก่อน
ด้านบมจ.บีบีจีไอ (BBGI) ถูกโบรกเกอร์คาดกำไรสุทธิปีนี้ไว้ที่ 407 - 463 ล้านบาท เติบโตขึ้น 89.30 - 115.35% จากปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิปี 2567 ทำได้ 215 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2,081% จากปีก่อน ปัจจัยหนุนการเติบโตปีนี้ มาจากปริมาณการขายไบโอดีเซลที่คาดเพิ่มขึ้นตามการรับรู้กำไรจากบริษัท บีบีจีไอ ไบโอดีเซล จำกัด (BBGI-BI) ที่เพิ่มขึ้น หลังจาก BBGI เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 100% จากเดิม 70% ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป
รวมทั้ง BBGI มีแนวโน้มจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในโครงการ BSGF (ผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน) ตามสัดส่วนการถือหุ้น 20% ซึ่งโครงการดังกล่าว มีแนวโน้มจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในไตรมาส 2/68
*** อีก 2 บจ. ถูกคาดกำไรปีนี้โต 40% ขึ้นไป
นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 บริษัท ที่ถูกโบรกเกอร์คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2568 จะเติบโตขึ้นจากปีก่อนมากกว่า 40% ประกอบด้วย บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT ที่ถูกคาดกำไรสุทธิปีนี้ไว้ที่ 1,240 - 1,665 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24.62 - 67.34% จากปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิปี 2567 อยู่ที่ 995 ล้านบาท เติบโตขึ้น 554% จากปีก่อน
ผลการดำเนินงานปีนี้ของ STGT มีแนวโน้มจะได้แรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยถุงมืองยางในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปีก่อน หลังเริ่มเห็นความต้องการใช้ปรับตัวสูงขึ้น และคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นหลังจากสภาวะ Over Supply เริ่มคลี่คลาย
ฟาก บมจ.มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO) ถูกคาดกำไรสุทธิปีนี้ไว้ที่ 129 - 141 ล้านบาท เติบโตขึ้น 34.38 - 46.88% จากปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิปี 2567 ทำได้ 96 ล้านบาท เติบโตขึ้น 33% จากปีก่อน ซึ่งปัจจัยหนุนการเติบโตของ MAGURO ในปี 2568 เป็นเพราะการขยายสาขาใหม่ 2 แห่งในช่วงต้นปี ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ฟื้นตัวกลับมาได้
อีกทั้งในช่วงไตรมาส 2/68 ทาง MAGURO ยังมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 4 แห่ง ประกอบกับปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณต้นทุนลดลง สะท้อนจากส่วนผสมผลิตภัณฑ์มีราคาปรับตัวลง และ MAGURO ยังมีการประหยัดต่อขนาดที่ดีขึ้นอีกด้วย
*** ตะลึง "BBIK" ราคาหุ้นมีอัปไซด์สูงถึง 126%
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจราคาหุ้นที่ซื้อขาย ณ ปัจจุบัน ของทั้ง 14 บริษัท พบว่า บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) เป็นบริษัทที่ราคาหุ้นมีอัปไซด์สูงสุดระหว่าง 33.33 - 126.67% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 30 - 51 บาท/หุ้น
ขณะที่ โบรกเกอร์ประเมินกำไรสุทธิปี 2568 ของ BBIK ไว้ที่ 360 - 392 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20.00 - 30.23% จากปีก่อน หนุนโดยการกลับมาเร่งซื้อกิจการ (M&A) เพิ่มขึ้น จากผ่านช่วงการรวมองค์กรหลังทำ M&A ใหญ่มาสักระยะแล้ว โดยปีนี้อย่างน้อยจะใช้สิทธิซื้อ Innoviz ที่เหลือ ส่วน M&A อื่น ๆ จะเน้นไปที่การขยายตลาดต่างประเทศ หรือ การเพิ่มลูกค้าที่ยังไม่มี และการซื้อ Software platform มาเพิ่มเติมบริการใหม่ ๆ
รองลงมา คือ บมจ.ดูโฮม (DOHOME) ที่ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์สูงระหว่าง 38.89 - 105.76% สะท้อนจากการถูกโบรกเกอร์ตั้งราคาเหมาะสมไว้ที่ 6.75 - 10 บาท/หุ้น ขณะที่ นักวิเคราะห์ประเมินกำไรสุทธิปี 2568 ของ DOHOME ไว้ที่ 801 - 896 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20.00 - 32.94% จากปีก่อน
ปัจจัยหนุนการเติบโตปีนี้ของ DOHOME หลัก ๆ เป็นเพราะความต้องการวัสดุซ่อมแซมบ้านเพิ่มขึ้น หลังผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการสินค้าในตลาดเพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้ง DOHOME จะมีการเพิ่มแผนขยายสาขาในปีนี้ด้วย โดยจะเปิดสาขา Dohome จำนวน 3 สาขา (เดิม 2 สาขา) และ Dohome ToGo จะเปิดเพิ่ม 10 - 12 สาขา (เดิม 8 - 10 สาขา) ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นด้วย จากการเพิ่มจำนวนสินค้า House brand จำหน่ายในสาขาเปิดใหม่
ยังมีอีก 6 บริษัท ที่ราคาหุ้น ซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์มากกว่า 50% ประกอบด้วย บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT ที่ราคาหุ้นมีอัปไซด์ระหว่าง 90.48 - 94.29% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 14 - 14.28 บาท/หุ้น, บมจ.เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ระหว่าง 20.00 - 90.48% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 2 - 3.20 บาท/หุ้น
ด้าน บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ระหว่าง 31.76 - 80.18% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 5.85 - 8 บาท/หุ้น ขณะที่ โบรกเกอร์ประเมินกำไรสุทธิปีนี้ของ NER ไว้ที่ 1,974 - 2,111 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20.00 - 27.78% จากปีก่อน
สำหรับการเติบโตในปีนี้ของ NER ได้แรงหนุนจากปริมาณขายยางในปีนี้ถูกคาดไว้ที่ 5 แสนตัน เติบโตขึ้น 14% จากปีก่อน ซึ่งมีสัญญาณดีขึ้น ภายใต้การทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ - จีน มีท่าทีคลี่คลายลง ส่งผลให้ลูกค้ากลับมาสั่งซื้ออีกครั้ง หลังชะลอคำสั่งซื้อระยะสั้นในช่วงที่ยังไม่เห็นความชัดเจนของข้อพิพาทภาษีของสหรัฐฯ - จีน
ฟาก บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ระหว่าง 42.57 - 78.22% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 36 - 43 บาท/หุ้น ขณะที่ โบรกเกอร์ประเมินกำไรสุทธิปี 2568 ของ MINT ไว้ที่ 9,241 - 9,724 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20.00 - 25.47% จากปีก่อน
แรงหนุนการเติบโตในปีนี้ของ MINT มาจากรายจ่ายดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง 11% จากปีก่อน ขณะที่ รายได้โรงแรมในทวีปยุโรป (50% ของรายได้ทั้งหมด) มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น สะท้อจาก RevPAR เดือน ม.ค. - ก.พ.ที่ผ่านมา เติบโตขึ้น 7% และ 9% จากปีก่อน ตามลำดับ ขณะที่ภาพรวม RevPAR ของอุตสาหกรรมโรงแรมในทวีปยุโรป มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2/68
ส่วน บมจ.ไทย โคโคนัท (COCOCO) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ระหว่าง 25 - 75.76% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 8.25 - 11.60 บาท/หุ้น ขณะที่กำไรสุทธิปีนี้ ถูกโบรกเกอร์ประเมินไว้ที่ 809 - 930 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20.00 - 35.57% จากปีก่อน
การเติบโตของ COCOCO ในปีนี้ คาดได้รับปัจจัยหนุนจากยอดขายที่มีแนวโน้มเติบโต 21% จากปีก่อน สะท้อนจากยอดขายน้ำมะพร้าวเติบโตต่อเนื่อง ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ มีการทยอยออกสินค้าใหม่เป็นตัวช่วยกระตุ้น อีกทั้งมีการทยอยปรับราคาขายขึ้นอีก 5 - 10% ตั้งแต่ต้นปี และต้นทุนมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน ตามปริมาณฝนตกมากขึ้นหลังเข้าสู่ภาวะลานีญา
ปิดท้ายด้วย บมจ.บีบีจีไอ (BBGI) ที่ราคาหุ้นมีอัปไซด์ระหว่าง 30.72 - 56.86% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 4 - 4.80 บาท/หุ้น