เนื้อหมีกินได้! สโลวาเกีย อนุมัติให้มีการขายเนื้อ “หมีสีน้ำตาล” ให้แก่ประชาชน
สโลวาเกีย เตรียมเปิดทางให้จำหน่ายเนื้อหมีสีน้ำตาลแก่ประชาชนอย่างถูกกฎหมาย หลังรัฐบาลประชานิยมของประเทศอนุมัติแผนควบคุมประชากรหมี ด้วยการยิงหมีราวหนึ่งในสี่ของจำนวนทั้งหมดในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 1,300 ตัว ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนักอนุรักษ์และฝ่ายค้านในระดับชาติและระดับยุโรป
มาตรการดังกล่าวมีขึ้นภายหลังเหตุการณ์หมีทำร้ายประชาชนถึงแก่ชีวิตหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุล่าสุดในเดือนเมษายน ที่ชายคนหนึ่งเสียชีวิตขณะเดินในป่ากลางประเทศ ส่งผลให้ประเด็นหมีกลายเป็นข้อถกเถียงร้อนแรงในสังคมสโลวาเกีย
นายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต ฟิโก (Robert Fico) กล่าวว่ารัฐบาลจะยิงหมีมากถึง 350 ตัว หรือเทียบเท่ากับจำนวนหมีทั้งหมดในประเทศสเปน พร้อมระบุว่า “เราไม่อาจอยู่ในประเทศที่ผู้คนกลัวการเดินเข้าป่าได้อีกต่อไป”
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ฟิลิป คุฟฟา (Filip Kuffa) เสริมว่า เนื้อจากหมีที่ถูกยิงจะไม่ถูกทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์อีกต่อไป โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า องค์กรภายใต้กระทรวงสิ่งแวดล้อมสามารถนำเนื้อหมีออกจำหน่ายได้ หากผ่านเกณฑ์ทางกฎหมายและสุขอนามัย
“เราจะปล่อยให้สัตว์ทุกตัวที่ถูกยิงซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดสามารถนำไปบริโภคได้ เพราะเนื้อหมีสามารถกินได้” เขากล่าว
แผนการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์ที่มองว่าเป็นแนวทางที่หุนหันพลันแล่น และไม่อิงกับหลักฐานทางวิชาการ โดยนักนิเวศวิทยาและสมาชิกสภายุโรปจากพรรคฝ่ายค้าน Progressive Slovakia ให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี ว่าแผนนี้ “ไร้เหตุผล” และไม่ได้ช่วยลดจำนวนการโจมตีแม้จะมีการล่าหมีจำนวนมาก พร้อมยืนยันว่าการพบหมีหลายพันครั้งต่อปีกลับผ่านไปโดยไม่มีเหตุร้าย
แม้เนื้อหมีจะสามารถบริโภคได้ แต่ไม่ใช่อาหารที่แพร่หลายในยุโรป โดยพบเพียงบางภูมิภาค เช่น ยุโรปตะวันออกและประเทศในกลุ่มนอร์ดิก เนื่องจากหมีเป็นสัตว์คุ้มครองและมีกฎการล่าสัตว์ที่เข้มงวด
นอกจากนี้ หน่วยงานสาธารณสุขเตือนว่าเนื้อหมีมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนพยาธิ ทริคิเนลล่า สไปราลิส ซึ่งอาจก่อโรคร้ายแรงในมนุษย์ กฎหมายของสหภาพยุโรปจึงกำหนดให้เนื้อหมีทุกชิ้นต้องผ่านการตรวจหาเชื้อพยาธิดังกล่าวก่อนนำออกจำหน่าย และต้องผ่านการปรุงสุกที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 70 องศาเซลเซียส เนื่องจากการแช่แข็ง อบรมควัน หรือทำแห้งไม่สามารถฆ่าพยาธิได้
ขณะที่รัฐบาลยังยืนยันเดินหน้าตามแผน นักอนุรักษ์หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่า คณะกรรมาธิการยุโรปจะเข้ามาตรวจสอบและแทรกแซงนโยบายนี้ในอนาคตอันใกล้ได้