โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กำไรพุ่ง vs ขาดทุนยับ เทียบฟอร์มธุรกิจขนส่งในประเทศไทย เกาะกระแส ‘สงคราม ส่งด่วน’ (Mad Unicorn)

TODAY Bizview

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 04.38 น. • workpointTODAY

ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถสั่งของได้ในไม่กี่คลิก และคาดหวังว่าพัสดุจะถึงมือตนภายใน 1-2 วัน การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยจึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันให้ธุรกิจขนส่งพัสดุ หรือธุรกิจส่งด่วน (Express Delivery) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

จากข้อมูลของชิปป๊อป (SHIPPOP) เว็บไซต์รวบรวมบริการขนส่งพัสดุ พบว่า ในปี 2563 ประเทศไทยมียอดจัดส่งพัสดุ หรือยอดจัดส่งสินค้าประมาณ 3,500 ล้านชิ้น หรือเฉลี่ย 10 ล้านชิ้นต่อวันเลยทีเดียว

ตัวเลขนี้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของตลาดโลจิสติกส์ในประเทศว่า ‘ดีมานด์ยังเติบโตต่อเนื่อง’ แต่สิ่งที่สวนทางกันอย่างน่าเจ็บปวดก็คือ ‘ผลกำไร’ ของผู้ให้บริการที่ไม่ได้เติบโตตามไปด้วย

[ ส่งของได้มาก แต่กำไรน้อย ]

เมื่อพิจารณาผลประกอบการของผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ในช่วงปี 2564-2566 โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลของครีเดน (Creden Data) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะพบภาพที่ชัดเจนว่า

ตลาดนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของทุกคน บางรายสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้สำเร็จ ขณะที่อีกหลายรายยังคงเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น ลาซาด้า โลจิสติกส์ (Lazada Logistics) ที่เคยขาดทุน -286 ล้านบาทในปี 2564 สามารถกลับมาทำกำไรได้ 2,700 ล้านบาทในปี 2565 และเพิ่มขึ้นเป็น 2,909 ล้านบาทในปี 2566

ส่วนไปรษณีย์ไทย แม้จะเคยขาดทุนหนัก -3,018 ล้านบาทในปี 2565 ก็สามารถพลิกกลับมามีกำไร 78 ล้านบาทในปี 2566 ได้เช่นกัน

รวมถึงเอสพีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (SPX Express ของ Shopee) ที่เคยขาดทุน -289 ล้านบาทในปี 2564 ก็สามารถทำกำไรได้ 932 ล้านบาทในปี 2565 แม้จะลดลงเหลือ 34 ล้านบาทในปีถัดมา

ในทางกลับกัน ผู้เล่นอีกหลายรายกลับเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) เคยทำกำไร 1,517 ล้านบาทในปี 2565 แต่กลับขาดทุนถึง -7,093 ล้านบาทในปี 2566

ขณะที่เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (KEX Express) หรือชื่อเดิมเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry Express) จากที่เคยมีกำไรเล็กน้อย 46 ล้านบาทในปี 2564 กลับกลายเป็นขาดทุนต่อเนื่อง -2,829 ล้านบาทในปี 2565 และ -3,880 ล้านบาทในปี 2566

แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ที่เคยมีกำไรเล็กน้อยในปี 2564 ก็ขาดทุนอย่างหนัก -2,186 ล้านบาทในปี 2565

ส่วนนินจาแวน (Ninja Van) และผู้เล่นรายอื่นๆ เช่น เบสท์ เอ็กซ์เพรส (Best Express), ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ (DHL E-Commerce) และนิ่มเอ็กซ์เพรส (NiM Express) ก็ยังอยู่ในภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่รุนแรงเท่ารายใหญ่ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในเร็ววัน

คำถาม คือ ทำไมธุรกิจที่มีดีมานด์พุ่งสูงระดับนี้ถึงกลับไม่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้เล่นได้อย่างสม่ำเสมอ

Flash Express Mad Unicorn ส่งของ ส่งของใกล้ฉัน ส่งพัสดุ ส่งพัสดุใกล้ฉัน ส่งไปรษณีย์ ส่งไปรษณีย์ใกล้ฉัน แฟลช แฟลช เอ็กเพรส แฟลช เอ็กเพรส เช็คพัสดุ

[ เกมนี้ไม่ได้วัดกันแค่จำนวน ]

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจส่งด่วนไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ตามดีมานด์ คือ ‘ต้นทุนดำเนินงาน’ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน

การแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากผู้เล่นรายใหม่ที่ใช้กลยุทธ์ตัดราคาหรือเสนอจัดส่งฟรี เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ทำให้ค่าจัดส่งต่อชิ้นลดต่ำลงถึงระดับที่แทบไม่ครอบคลุมต้นทุน

การที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่างช้อปปี้ (Shopee) หรือลาซาด้า (Lazada) เสนอโปรส่งฟรีแทบทุกออเดอร์ ทำให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องแบกรับต้นทุนส่วนนี้เองในหลายกรณี หรือถูกบีบให้ลดราคาค่าบริการลงอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาลูกค้าไว้

ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการยังต้องลงทุนอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรักษามาตรฐานบริการในระดับที่ผู้บริโภคคาดหวัง

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติ การติดตั้งระบบคัดแยกพัสดุด้วยหุ่นยนต์ การพัฒนาระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีวางเส้นทางจัดส่งด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการลงทุนในซอฟต์แวร์ ERP และระบบคลาวด์ที่สามารถรองรับข้อมูลระดับมหาศาล

นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในส่วนของ Last-mile Delivery ซึ่งเป็นจุดที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องจ้างพนักงานขับรถ พนักงานกระจายพัสดุ พนักงานบริการลูกค้า

รวมถึงทีมเทคนิคเพื่อดูแลระบบอัตโนมัติต่างๆ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ไม่สามารถลดได้ง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับคุณภาพของบริการโดยตรง

ที่สำคัญ การขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศก็ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งในการสร้างศูนย์กระจายสินค้า ยานพาหนะ และระบบบริหารจัดการภายในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งในบางพื้นที่ รายได้ที่ได้รับจากการจัดส่งต่อชิ้นอาจไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนที่เกิดขึ้นได้เลยด้วยซ้ำ

[ จาก Blue สู่ Red Ocean ]

ย้อนกลับไปเมื่อ 5-10 ปีก่อน ตลาดโลจิสติกส์ไทยยังคงเป็น ‘สีน้ำเงิน’ ที่เต็มไปด้วยโอกาส โดยมีผู้เล่นหลักอย่างไปรษณีย์ไทยและ Kerry เป็นเจ้าตลาด

แต่เมื่อกระแสอีคอมเมิร์ซระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง บริษัทหน้าใหม่ทั้งไทยและต่างชาติพากันกรูเข้าสู่ตลาดโลจิสติกส์ ส่งผลให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปสู่สมรภูมิ ‘ทะเลแดง’ ที่เต็มไปด้วยเลือดและต้นทุน

ผู้ให้บริการรายใหม่ เช่น Flash Express, J&T, Best Express, Ninja Van หรือแม้แต่ผู้เล่นจากจีนก็เริ่มเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้กลยุทธ์เน้นปริมาณ (Volume Play) เป็นหลัก

บางรายให้บริการราคาต่ำกว่าทุนเพื่อดึงผู้ขายเข้าระบบ บางรายรับเงินทุนจากบริษัทยักษ์ในจีนหรือสิงคโปร์เพื่อเร่งการขยายเครือข่ายโดยไม่ต้องสนใจผลกำไรในระยะสั้น

แต่กลยุทธ์เหล่านี้กลับทำให้ตลาดไทยเข้าสู่ภาวะ ‘แข่งขันแบบไม่มีใครชนะ’

เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างลดราคา แข่งกันให้ส่งฟรี แข่งกันลงทุนในเทคโนโลยีและต้นทุนคงที่สูง ระบบทั้งหมดก็เริ่มขาดความยั่งยืน และเมื่อเงินลงทุนหมดหรือไม่สามารถขยายฐานลูกค้าได้มากพอ ผู้เล่นก็ต้องกลับมารับผลของการเผาเงินตัวเองในอดีต

[ Size Doesn’t Matter ]

ผลประกอบการของผู้ให้บริการส่งด่วนในช่วง 3 ปีหลัง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘ขนาดของบริษัท’ หรือ ‘จำนวนพัสดุที่จัดส่ง’ ไม่ได้การันตีว่าองค์กรจะทำกำไรได้

ผู้เล่นอย่าง Lazada Logistics หรือ SPX Express ที่เน้นการจัดส่งภายในระบบของตัวเอง กลับสามารถควบคุมต้นทุนและขยายกำไรได้ดี

ขณะที่ Kerry, J&T หรือ Flash Express ที่ให้บริการแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และลูกต่อลูกค้า (C2C) อย่างกว้างขวาง กลับเผชิญต้นทุนต่อชิ้นที่สูงกว่า และบริหารจัดการได้ยากกว่า

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการที่มีความสามารถในการพัฒนาระบบหลังบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลพัสดุแบบเรียลไทม์ การจัดเส้นทางแบบ Dynamic Routing หรือแม้แต่การใช้บิ๊กดาต้าในการคาดการณ์ดีมานด์ล่วงหน้า ก็สามารถลดต้นทุนได้มากกว่ารายอื่นๆ ที่ยังใช้ระบบแบบแมนนวลหรือกึ่งอัตโนมัติ

[ อยู่รอดต้อง Lean และ Tech ]

แม้การแข่งขันจะรุนแรง แต่ตลาดโลจิสติกส์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามอัตราการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและเศรษฐกิจโดยรวม คาดว่าภายในปี 2573 ตลาดขนส่งพัสดุในไทยจะมีมูลค่าเกินกว่า 1.3 แสนล้านบาท

หากผู้ประกอบการสามารถยกระดับคุณภาพการให้บริการพร้อมควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โอกาสในการกลับมาทำกำไรจะเริ่มชัดเจนขึ้น

ผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้อง ‘Lean’ คือบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และ ‘Tech’ คือใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจของระบบปฏิบัติการ ตั้งแต่การคัดแยก การจัดส่ง ไปจนถึงการสื่อสารกับลูกค้า เพราะนั่นคือสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างในระยะยาว

อนาคตของตลาดนี้อาจไม่ได้เป็นของผู้ที่ใหญ่ที่สุด หรือส่งของได้เยอะที่สุด แต่จะเป็นของผู้ที่ ‘จัดการได้ดีที่สุด’ และสร้างระบบที่ยั่งยืนในยุคที่ต้นทุนทุกบาทมีความหมาย…

ที่มา:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...