โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“วู้ดดี้-โอ๊ต” เปิดใจหลังจดทะเบียนสมรส เผยคำมั่น18ปี ลั่นจักรวาลเปิดรับไม่ได้แหกกฎ

Khaosod

อัพเดต 27 ม.ค. 2568 เวลา 09.06 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2568 เวลา 08.31 น.

“วู้ดดี้ และ โอ๊ต” เปิดใจหลังจดทะเบียนสมรส เริ่มต้นชีวิตคู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บทพิสูจน์ความรักที่ไม่จำกัดเพศอย่างแท้จริง เผยคำมั่น18ปี ลั่นจักรวาลเปิดรับไม่ได้แหกกฎ

เมื่อ 11 ปีที่แล้ว พิธีกรชื่อดังวู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา และ โอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจตล ได้จัดพิธีแต่งงานแบบส่วนตัว ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และยังไม่มีกฎหมายรองรับ มาถึงวันนี้ที่ประเทศไทยเปิดกว้างยอมรับในความหลากหลายทางเพศทุกรูปแบบ นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

วู้ดดี้-โอ๊ต แและครอบครัวทั้ง2ฝ่าย

หลังจากที่เฝ้ารอมานาน ล่าสุด (27 ม.ค.68) ทั้งคู่ได้จูงมือคู่ชีวิตเข้าพิธีจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการและถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีนายทะเบียนจากสำนักงานเขตปทุมวัน ดำเนินการจดทะเบียนสมรส ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยมีครอบครัว เพื่อนๆคนสนิท และคนในวงการ อาทิ ซินดี้ บิชอพ, กาละแมร์ พัชรศรี, จ๋า ยศสินี, ฯลฯ เดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อแสดงความยินดีกับทั้งคู่

เพื่อนพี่น้องคนสนิท วู้ดดี้-โอ๊ต ทั้งในและนอกวงการ

โดยระหว่างที่คุณพ่อของวู้ดดี้และโอ๊ต รวมถึงเพื่อนสนิทอย่าง การะแมร์ ขึ้นกล่าวคำอวยพร ก็ทำเอาคู่รักและแขกในงานน้ำตาแตกไปตามๆกัน และหลังเสร็จพิธี วู้ดดี้และโอ๊ต ได้เปิดใจกับสื่อมวลชน

วู้ดดี้ : "ตอนนี้รู้สึกอิ่มใจมากหลังจากที่รอคอยมา 10 ปี กับการที่เปิดตัวในวันนั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นยังไง แต่ก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องทำ และโอ๊ตก็บอกเองว่าถ้าเราออกมาเปิดตัวแล้วมันจะทำให้แม้กระทั่งความคิดที่ว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมมันจะเกิดขึ้นได้ แล้วพอวันนี้มันเป็นอย่างที่เห็นแล้ว และเราได้มายืนอยู่ตรงนี้

มันเหมือนกับว่าเราได้เกิดมาเป็นไทย เป็นเกย์ และเราก็ทำหน้าที่ของตัวเองในตำแหน่งนี้แหละครับให้ดีที่สุด ก็รู้สึกว่ามันได้มีโอกาสก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของชีวิต มันไม่ใช่แค่คู่เรา แต่มันเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกๆ คนสามารถแสดงออกถึงความรักได้ มันอิ่มอกอิ่มใจมากที่สุดในชีวิตเลยครับ"

โอ๊ต : "มองไปรอบห้องแล้วก็รู้สึกถึงความโชคดีครับ ว่าเราโชคดีแค่ไหนที่มีคนที่รัก มีครอบครัวที่มาอยู่กับเรา และคุณพ่อมาพูดวันนี้ ปกติคุณพ่อก็ไม่ใช่คนพูดเยอะ ก็ดีใจครับที่ได้ยิน ได้เข้าใจว่าผู้ใหญ่คิดยังไง และเห็นว่าคนที่มองเป็นผู้ใหญ่เขาก็สามารถมีมุมมองใหม่ๆ ได้ เมื่อก่อนเขาอาจจะไม่ได้เข้าใจ แต่ผมคิดว่าแบบที่คุณพ่อพูดว่ามันก็น่าจะเป็นเรื่องที่สังคมน่าจะเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ"

วู้ดดี้ : "ตกใจนะ เพราะไม่เคยรู้ว่าพ่อรู้สึกยังไง เพราะตอนที่เราคบกันก็ไม่ได้ถามพ่อ และแม้กระทั่งวันนี้ก็บอกพ่อว่าพูดหน่อยนะ ก็ไม่รู้ว่าพ่อจะพูดอะไร เพราะพ่อไม่เคยออกความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเป็น LGBTQ พ่อไม่เคยพูดเลย และเมื่อกี้พอพ่อพูดก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ครับ เพราะพ่อเข้าใจมาก และเราคิดว่าเราโชคดีมากครับ (ยิ้ม)"

คุณพ่อวู้ดดี้/คุณพ่อโอ๊ต/การะแมร์

ความรู้สึกของการแต่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วกับวันนี้เป็นยังไงบ้าง?
โอ๊ต : "วันนี้มันเหมือนเราได้อยู่ในที่สว่างและเราได้ประกาศให้คนรู้ และการที่ทุกคนรับรู้และรอยยิ้มที่ได้กลับคืนมามันเป็นพลังที่มหาศาลมากครับ พออยู่กันกลุ่มเล็กๆ มันก็จะเป็นอะไรที่เหมือนเป็นความลับที่เราต้องปกป้องไว้ แต่พอมันไม่ใช่แล้ว มันเป็นอีกพลังงานหนึ่งเลยครับ ที่เราได้แชร์ เราพยายามที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไปครับ"

วู้ดดี้ : "วันนี้รู้สึกว่าเราเป็นเรา 100% ครับ มันไม่มีการหลบซ่อน ไม่มีความรู้สึกว่าเราผิดมั้ย มันสมบูรณ์แบบมาก และมันฟรีมาก สบายมาก และคนที่เรารักทุกคนมาอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าวันนั้นก็มีแค่เพื่อนๆ วันนั้นเราก็แสดงให้เห็นว่าเรารักกันมากเนอะ แต่วันนี้ความรักมันไม่ได้กระจายตัวออกไป และรู้สึกดีใจมากครับที่ครอบครัวได้มีโอกาสมีส่วน"

โอ๊ต : "ผมไม่เคยเห็นเขาตื่นเต้นนะ วันนี้เป็นวันแรกที่ตื่นเต้น พูดไม่รู้เรื่องนี่วันแรกเลยตอนที่พูดสปีช (หัวเราะ)"

มีคำมั่นสัญญาให้กันมั้ย?
โอ๊ต : "จริงๆ เราคุยกันเรื่องนี้ว่าเราเคยมีคำมั่นสัญญาตอนที่เราแลกคำมั่นสัญญากันเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่งานที่ภูเก็ต และเราก็ยังยึดคำมั่นเดิมนั้นอยู่ครับ ก็พูดยาวเลยครับ (หัวเราะ)"

วู้ดดี้ : "มัน 5 นาทีเลยครับ (หัวเราะ) ฉันจะนู่น ฉันจะนี่ ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ฉันจะอย่างนั้นอย่างนี้"

โอ๊ต : "สรุปก็คือเราจะยอมรับและดูแลในกันและกัน ไม่ว่าทุกอย่างจะเป็นยังไง เรารู้ว่าเราเลือกคนนี้แล้ว เราจบที่คนนี้แล้ว และเราก็ต้องจับมือไปด้วยกัน"

วู้ดดี้ : "เพราะว่าไม่มีน้ำบ่อหน้าแล้ว และเราก็จะอยู่ที่บ่อนี้ มีความสุขในวันนี้ด้วยกัน และถ้าเกิดว่าเจอทุกข์ เจอสุข เจออะไรก็ตามถือว่าเป็นประสบการณ์ที่เราจะได้แบ่งปันไปด้วยกัน นั่นคือคำมั่นสัญญาที่มีให้แก่กันวันนั้น และวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม ใช่มั้ยครับที่รัก (ยิ้ม)"

โอ๊ต : "ใช่ครับ (ยิ้ม)"

ความรู้สึกตอนที่จดทะเบียนสมรสเป็นยังไงบ้าง?
โอ๊ต : "เอาจริงก็หวิวๆ นิดนึง (หัวเราะ) จริงๆ เราคบกันมา 18 ปีแล้วครับ ตอนงานแต่งก็ 10 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ยังคุยกันว่ามันจริงแล้วนะ เมื่อกี้พี่แมร์ก็บอกว่าเอาจริงแล้วนะ"

วู้ดดี้ : "เพราะว่าตอนที่แต่งงานวันนั้นมันก็ไม่ได้ต้องจดทะเบียน เราก็ไม่ได้เห็นต้องการเลย เราก็อยู่ได้ แต่พอเราได้เจอหลายๆ เรื่องที่เข้ามาแชร์ให้เราฟัง เช่นลูกคนหนึ่งตอนนี้ก็ยังนอนอยู่โรงพยาบาล เอาเป็นว่าเขาตกลงกันว่าเขาจะไป แต่แม่เขามาห้ามว่าไม่อยากให้ลูกไป ทำให้เรารู้สึกว่ากฎหมายนี้มันสำคัญมากเลยที่คุณสามารถตัดสินใจแทนกันได้ในการดูแลกันและกัน

โดยเฉพาะตอนที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศแล้วผมป่วย และหมอก็ต้องการจะผ่าตัด เขาก็ถามโอ๊ตว่าคุณเป็นใคร โอ๊ตก็บอกว่าเป็นแฟน เขาก็บอกว่ามีแค่ครอบครัวเท่านั้นที่จะตัดสินใจได้ วันนั้นเราก็เลยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ วันนี้ก็เลยรู้สึกว่ามันสมบูรณ์แบบจริงๆ เราไม่มีความกังวลอีกต่อไปแล้วหลังจากนี้ ถ้าเกิดใครเป็นอะไรก็สามารถตัดสินใจแทนกันได้

เพราะที่ผ่านมา 10 กว่าปีมันเป็นแค่ที่อยู่ในหัวว่ามันไม่มีปัญหาหรอก แต่สุดท้ายมันมีแน่นอน เพราะชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน แต่วันนี้มันมีการการันตีแล้ว และขนลุกตรงที่ว่าสิ่งที่เราไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ มันเป็นไปได้กับประเทศนี้ และมันเป็นไปได้กับทุกๆ คู่ และวันนี้เรามาจดเอง เมื่อวันที่ 23 เราก็เห็นข่าวของหลายๆ คนเราก็ดีใจกับทุกคน พอวันนี้มาจดเองก็รู้สึกว่าชีวิตนี้เราได้แต่งงานจริงๆ แบบคนอื่นแล้วที่รัก (ยิ้ม)"

โอ๊ต : "ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ครับ"

จะเปลี่ยนนามสกุลมั้ย?
โอ๊ต : "เคยคุยเรื่องนี้ว่าเราก็ยังใช้นามสกุลของตัวเอง ยังไม่ได้เปลี่ยนครับ"

วู้ดดี้ : "ก็เชื่อว่าต่างคนก็แฮปปี้กับนามสกุลที่ตัวเองมี และเห็นหลายคู่รัก ชายหญิงก็ตัดสินใจว่าจะใช้นามสกุลของตัวเอง แต่ไม่แน่นะครับ อีกไม่กี่ปีอาจจะอยากเปลี่ยนเป็นนามสกุลเขา ปีคี่เป็นนามสกุลเขา ปีคู่ก็เป็นนามสกุลผม มันเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ หรือจะยังไงก็ได้ ข้อดีของกฎหมายไทยคือคุณเลือกได้ว่าคุณอยากได้ชีวิตแบบไหน"

อยากมีทายาทกันมั้ย?
โอ๊ต : "ณ ตอนนี้ผมไม่ได้อยากมี เพราะผมมีหลาน 5 คนก็เต็มบ้านแล้วครับ (ยิ้ม) โชคดีที่มีหลานรักที่เขาก็เห็นเรามาตั้งแต่เกิด และเขาก็รักพวกเราทั้งคู่ เป็นลุงที่ใจดี ก็ปล่อยให้พ่อแม่เขาสั่งสอน ส่วนเราก็เป็นคุณลุงที่ใจดีครับ (ยิ้ม)"

วู้ดดี้ : "เราก็มีหน้าที่สปอยด์เขา เพราะว่าตอนแก่เราอยากให้เขาดูแลเรา ก็จะบอกเขาว่าลุงสองคนรักยูมากกว่าพ่อแม่อีกนะ จำไว้ พอเราเห็นน้องๆ เราดูแลหลาน และเวลาเด็กโตมาแล้วตั้งคำถาม ผมเห็นเขาเจอปัญหาเยอะมาก เราก็เลยมองว่าเราอยากจะแบ่งเบาภาระของพี่น้องเราโดยการช่วยกันดูแล วันนั้นเราเคยอยากจะมีลูก แต่พอเห็นหลาน 4-5 คนแล้ว แค่นี้เราก็ขอรับมาเป็นเหมือนกับลูกในเวลาเดียวกัน และดูแลพวกเขาก็จะดีเหมือนกันครับ"

ยังมีอะไรที่ต้องการเกี่ยวกับความเท่าเทียมอีกมั้ยในเรื่องของกฎหมาย?
วู้ดดี้ : "ผมว่าวันนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของเพศสภาพ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความเท่าเทียม หรือแม้กระทั่งในอนาคตเรื่องของชื่อนำหน้าอีก มันเป็นความสมบูรณ์แบบของการสร้างครอบครัวที่คุณสามารถมีลูกได้ ที่คุณสามารถเลือกหนทางในการอุ้มบุญได้ และนี่ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เชื่อว่ามันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ความเหมาะสม และจังหวะที่ใช่

สมรสเท่าเทียม คู่ชีวิต ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม มันเดินทางมา 10 กว่าปีด้วยกัน และหลังจากนี้ไปผมว่ามันก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ครับ ส่วนตัวแล้วไม่มีอะไร ณ ตอนนี้ผมว่าแค่เราเปลี่ยนจากนาย หญิง มาเป็นบุคคลที่หนึ่งกับบุคคลที่สอง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่างๆ ต้องไล่เก็บกันเยอะมาก ตอนนี้เรามาไกลมาก ยังไม่ได้รู้สึกว่าต้องการอะไรไปมากกว่านี้ เรารู้สึกว่าเดี๋ยวธรรมชาติก็จะจัดสรรเองว่าอะไรที่มันจะต้องดำเนินการต่อไป

ช่วงนี้เป็นช่วงฉลองครับ ดังนั้นยังไม่ต้องมีอะไรมากนอกจากฉลองกันปีนี้ ฉลองถึงความแตกต่าง ฉลองถึงโอกาสที่ทุกคนจะมีความเท่าเทียม มันไม่ใช่แค่ LGBTQIAN+ แต่งงานนะครับ แต่มันคือมนุษย์ทุกคนในประเทศไทยวันนี้มีความเท่าเทียมกันหมดแล้ว ไม่มีใครรองใคร ไม่ว่าคุณจะมีรายได้แบบไหน คุณจะมาจากที่ไหนก็ตาม แต่วันนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศสภาพไหนก็ตาม คุณมีความเท่าเทียมกันหมดตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมาครับ"

ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนยังไม่มีกฎหมายนี้ อยากฝากบอกอะไรบ้าง?
โอ๊ต : "ก่อนอื่นผมว่าเราต้องชื่นชมประเทศเรา ที่เราก้าวหน้า เรามีความคิดที่กล้าทำ ผมว่าทุกประเทศเขาก็น่าจะมีวิธีและเส้นทางเดินของเขาตามความเหมาะสม เพราะเราอยากให้พอมันเกิดขึ้นแล้ว มันเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจของคนในประเทศนั้นจริงๆ ฉะนั้นผมคิดว่าทุกประเทศมีทางของเขา"

วู้ดดี้: "ทุกอย่างในโลกนี้มันมีจังหวะของมัน แต่ละสังคม แต่ละวัฒนธรรม แต่ละประเทศก็จะมีจังหวะที่มันไม่เหมือนกัน แม้กระทั่งบางวัฒนธรรมมันเปิดกว้างมาก ยอมรับความหลากหลาย และวันหนึ่งก็ตัดสินใจจะถอนออกมาไม่เป็นแบบเดิม ดังนั้นจะบอกว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน อย่างของบ้านเราที่เราไม่คิดว่ากฎหมาย ที่จะผ่าน ณ วันนี้ก็กลายเป็นชาติแรกในอาเซียนแล้วเราก็กลายเป็นประเทศที่ถ้ามองไปรอบโลกตอนนี้ทุกคนก็จะบอกว่าประเทศไทยคือดินแดนแห่งอิสรภาพอย่างแท้จริง มันคือความงดงาม

อย่างที่บอกโอ๊ตว่าบางทีเราโตขึ้นรู้สึกว่าประเทศเรามันไม่เหมือนประเทศอื่น ผมเข้าใจว่าไม่เคยมีใครบอกว่าประเทศที่ตัวเองอยู่มันโอเค แต่วันนี้อยากจะให้ย้อนกลับมามองถึงความเท่าเทียมว่า อย่างน้อยเราก็อยู่ในประเทศที่ทุกคนมันเท่าเทียมกันแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้ทุกสังคมทุกชาติ เพราะทุกๆอย่างมันมีจังหวะมันมีเวลา ถ้าเกิดคุณอยากแต่งงานมาเมืองไทยได้ครับ มาแต่งงานที่เมืองไทยครับ"

มองว่ามันคือความเท่าเทียมที่แท้จริง?
โอ๊ต: "การที่มีกฎหมาย นั่นคือการยอมรับ สังคมเด็กรุ่นใหม่อย่างลูกหลานหลานเรา ในหัวเขาไม่มีคำศัพท์ พูดจาเหยียดหยามมา สมมติเมื่อก่อนในโซเชียลเราก็จะเห็นมีคำพูดจาไม่ดี แต่ผมว่าในประเทศของเราตอนนี้น้อยลง และเราก็จะเห็นว่าเขามีคอมเมนต์ไม่ดี มันก็จะมีคอมเมนต์ดีๆเข้ามาต่อต้านตรงนั้นอีกเป็น10เท่า ว่าโลกเราไปถึงไหนผมว่าแบบนี้มันก็เห็นแล้วว่าเราไปไกลมาก แม้แต่ตัวข่าวของสมรสเท่าเทียมเองที่ลงในประเทศไทยและที่ไปออกข่าวในต่างประเทศ แล้วในต่างประเทศก็มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างเยอะมาก ก็เป็นข้อดีของคนไทยที่มีความเปิดรับมากขึ้นกว้างมากขึ้น"

วู้ดดี้: "มีคนถามว่า แล้วหลานๆ เราจะชวนเขามาไหมในงานนี้ เราก็บอกว่า ต้องมาสิ เพราะว่าเขาคือหลานเรา ณ วันนั้น วันแรกที่เขาก็ยังงงว่าเวลามาบ้านเราเขาก็ยังงงว่า ลุงวู้ดดี้ลุงโอ๊ตนอนบ้านเดียวกันหรอ นอนบ้านเดียวกันได้ด้วยหรอ เป็นไปได้หรอ พอจากตอนนั้นที่เขางงว่าคืออะไร แล้ววันนี้เขาก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติทั่วไปนะคะ เขาก็จะมีภูมิคุ้มกัน

สมมติว่าวันหนึ่งในโรงเรียนจะมีคนที่บอกว่าเป็นตุ๊ดไม่โอเค เขาก็จะสามารถยืนหยัดเพื่อทนเพื่อนคนอื่นได้ว่านี่คือเรื่องธรรมชาติ มันเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นผมว่าเราอยู่ในสถานการณ์ที่มันไม่มีอะไรในโลกนี้ที่มันร้อยเปอร์เซ็นต์ มันยังมีคนมองว่าเป็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เหมือนอะไรหลายๆอย่างในโลกใบนี้ และมันไม่มีอะไรเป็นอย่างแท้จริงในโลกนี้ แต่เราต้องเน้นเนื้อเรื่องที่มันงดงามเพื่อที่จะได้ผลักดันให้โลกหรือกระแสโลกมันไปอีกทางหนึ่ง

อย่างล่าสุดที่เราแต่งงานกัน ก็มีเห็นข่าวแล้วยังใช้คำที่มันไม่โอเค โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยด้วยกัน ซึ่งเราก็มองว่ามันไม่เป็นไรเพราะว่าประสบการณ์ชีวิต ความเข้าใจของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ถ้าเขาไม่ได้อยู่ในโลกนี้กับเรา คนที่เขาไม่ได้อยู่ในสังคมเรา ที่มีการเปิดรับการยอมรับ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจว่าวัฒนธรรมแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน และเราต้องยอมรับในการตัดสินที่เขาจะวิพากษ์วิจารณ์หรือติเท่านั้นเอง แล้วเราก็ไม่ได้โกรธเพราะว่าเราก็มีงานที่ต้องทำเยอะในการแบ่งปัน แล้วก็ทำให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ"

โอ๊ต: "ผมขอเสริม ผมว่าทุกครั้งที่เราเห็นข้อความหรือเห็นคนที่เขาอคติ ที่เราต้องมีกฎหมายอันนี้เพื่อให้บอกเขาว่าอันนี้กฎหมายแสดงให้เห็นว่าเราเท่าเทียม คุณไม่เห็นแต่กฎหมายเห็น"

วู้ดดี้: "ในวันที่วัฒนธรรมระดับโลกกำลังบอกว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เราไม่ควรให้ความสำคัญ แต่ผมว่าวันนี้มันเป็นวันที่พวกเราทุกคนที่จะต้องออกมาแบ่งปันให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญและมันเป็นเรื่องแรกเลยที่เราจะต้องให้ความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เราเป็นมนุษย์ได้ เราจะชอบรักบุคคลแบบไหนยังไง ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นที่ไหนในโลก ชาติไหนสีผิวอะไร มันมีแต่ความเข้าใจกัน อันเนี่ยคือสิ่งที่โลกต้องมีในวันนี้ คือการให้เกียรติยอมรับและเข้าใจความต่างกัน"

ความรักหลังจากนี้จะหวานขึ้นกว่าเดิมไหม?
วู้ดดี้: "มันก็จะฉ่ำ หวานกว่านี้ไหมเหรอ หวานกว่านี้ เพราะว่าอย่างที่เพื่อนบอก เราเข้าใจเรื่องภาษารักมาผิดตลอด ผมเข้าใจภาษารักไปการสัมผัส กอด แต่เขาชอบให้เราฟัง ให้เกียรติในการรับฟัง เพราะว่าบางทีเขาพูดด้วยกับเรา เราก็เล่นโทรศัพท์ แล้วก็เออๆ ซึ่งเขาให้ความสำคัญกับตรงตรงนี้มาก เราก็ต้องมาจูนกัน ก็ช่วยกัน ไม่ได้เปลี่ยนนะครับ แต่เดี๋ยวก็จะจูนกันเรื่อยๆ ช่วงนี้มันเป็นช่วงเกา"

โอ๊ต: "ผมคิดว่าเกาไปเรื่อยๆ เกากันมา 18 ปีละ ผมก็จะเกาไปเรื่อยๆอีก"

18 ปีแล้วเราเปรียบเทียบความรักของเราเป็นเหมือนอะไร?
โอ๊ต: "ผมเปรียบเทียบที่ขึ้นมาในหัวเลยก็คือ อยู่เป็น อยู่ทน แล้วก็ทนอยู่(หัวเราะ)"

วู้ดดี้: "ผมว่า 18 ปีมันครบรส มีหลายคู่ที่เขาอยู่กัน 30-40 ปี เขาก็บอกว่ามันเพิ่งเริ่มต้นเอง 18 ปีคือบททดสอบที่บอกว่าเราเป็นเพื่อนกันได้เป็นด้วยแล้วก็เป็นแฟนกันได้ด้วย หลังจากนี้ไปมันเป็นการจูนกันไปเรื่อยๆ เขาคือก้อนธรรมะ เขาคือก้อนทุกข์ของผมแล้วผมก็เป็นก้อนทุกข์ของเขา แล้วเวลาที่เรามีปากเสียงกันมันเปิดโอกาสให้มีปัญญาเกิดขึ้น ปัญหาเท่ากับปัญญา"

วันนี้อยากจะบอกอะไรกันและกัน?
วู้ดดี้: "ก็ขอบคุณที่เข้ามาทักเราในงานแต่งของพี่ชาย ที่ยูถือแก้วแชมเปญแล้วก็บอกว่าจำกันได้ไหมแล้วไอก็มองหน้ายู ก็งงว่าเป็นใคร แต่พอรู้ว่าเราโตกันมาตั้งแต่เด็กประถม ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเพื่อนกัน แต่ว่าพ่อแม่เราว่าเป็นเพื่อนรู้จักกันมา และคิดว่า และเชื่อว่าไม่มีอะไรบังเอิญ จำได้ไหมยูยังถามไออยู่เลยตอนงานแต่งเราเมื่อไม่นานนี้ว่าเราจะแต่งไปเพื่ออะไร แน่ใจแล้วหรอ อยากจะบอกว่ามันไม่เห็นใครแล้วในชีวิตที่เราอยากจะแก่ไปด้วยอยู่ไปด้วย ทั้งสุขทั้งทุกข์ ที่เป็นการเรียนรู้ทั้งหมด รักนะ (หอมแก้ม)"

โอ๊ต: “ตั้งแต่คบกันมา ก็รู้สึกว่ามันทำให้เราทั้งคู่โตขึ้น เราเป็นบทเรียนบททดสอบให้กันและกัน แต่ว่าสุดท้ายแล้ว เราก็ไม่เลิกที่จะพัฒนาและโตไปด้วยกัน ก็เลยรู้สึกว่าการที่ได้อยู่ด้วยกันกับเขา มันก็ทำให้เราเป็นคนที่เก่งขึ้น ดีขึ้นภูมิใจที่เราเป็น”

กับประเด็นที่มีคนพูดว่า กฎหมายสมรสเท่าเทียม คือการละเมิดกฎจักรวาล?

โอ๊ต: "ใครเขียนกฎจักรวาลไว้ครับ(หัวเราะ)"

วู้ดดี้: "ผมว่าไม่มีอะไรเป็นกฎที่ถูกที่ผิด ทุกอย่างในโลกนี้ต่างเมกขึ้นมาหมด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสัญชาติ เชื้อชาติ ไม่มีอะไรจริง คุณคิดว่าที่ยืนอยู่ตรงนี้มันผิดหรอครับ ผมว่ามันดีมาก และทุกคู่ที่ผ่านงานอาทิตย์ที่ผ่านมา มันดูแล้วยิ้มกับเขามันมีความสุข เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันไม่ได้แหกกฎจักรวาลครับ แต่ผมคิดว่าจักรวาลมันเปิดรับทุกคน"

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “วู้ดดี้-โอ๊ต” เปิดใจหลังจดทะเบียนสมรส เผยคำมั่น18ปี ลั่นจักรวาลเปิดรับไม่ได้แหกกฎ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...