โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

BRI “โครงการแห่งศตวรรษ” ของสี จิ้นผิง อยู่บนเส้นทางที่ไม่แน่นอน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ต.ค. 2566 เวลา 05.43 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2566 เวลา 11.20 น.
ภาพคนในฮ่องกงหยุดดูข่าว สี จิ้นผิง กล่าวในงาน Belt and Road Forum ครั้งที่ 3 วันที่ 18 ตุลาคม 2023 (ภาพโดย Tyrone Siu/ REUTERS)

โครงการข้อริเริ่มหนึ่งสายแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative : BRI) หรือชื่อเดิมคือ โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) ที่เปิดตัวเมื่อปี 2013 เป็นโครงการที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน เรียกว่าเป็น “โครงการแห่งศตวรรษ” ด้วยความหมายมั่นให้เป็นโปรเจ็กต์ยิ่งใหญ่สุดในรอบ 100 ปี

จีนจัดการประชุม Belt and Road Forum ครั้งแรกเมื่อปี 2017 ซึ่งแต่ละครั้งได้เชิญผู้นำหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วม การประชุมที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งมี “วลาดิมีร์ ปูติน” (Vlardimir Putin) ประธานาธิบดีรัสเซีย และเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีของไทย เข้าร่วมประชุมด้วย

“บลูมเบิร์ก” (Bloomberg) วิเคราะห์ว่า การประชุมครั้งที่ 3 ในสัปดาห์นี้เกิดขึ้นขณะที่อนาคตของโครงการริเริ่มของ สี จิ้นผิง ดู “ไม่แน่นอน” แม้ว่าโครงการนี้จะดึงเงินได้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในทศวรรษแรก แต่โมเมนตัมก็ได้ลดลงไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมของจีนในกลุ่มประเทศ BRI ลดลงมากหลังจากที่ขึ้นสู่จุดเกือบสูงสุดด้วยมูลค่า 121,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 (สูงสุดคือปี 2015 มูลค่า 122,500 ล้านดอลลาร์) หลายโครงการดำเนินการล่าช้าด้วยอุปสรรคเรื่องโควิด-19 และอื่น ๆ

ในปี 2019 มูลค่าการกิจกรรมทางเศรษฐกิจโครงการภายใต้ BRI ลดลงเหลือ 107,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาในปี 2020 ซึ่งเป็นปีแรกที่เกิดวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ลดลงเหลือ 63,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 นี้ มีมูลค่าประมาณ 41,100 ล้านดอลลาร์

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเผชิญกับข้อกล่าวหาว่า เป็น “ผู้ให้กู้ที่ไม่รับผิดชอบ” ผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ เผชิญวิกฤตหนี้ ซึ่งนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้

การระบาดของโควิด-19 ได้ขัดขวางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความคิดริเริ่มทางการค้าของจีน เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกส่งผลให้ลูกหนี้ของจีนไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้

แซมเบียเป็นประเทศแรกในแอฟริกาที่ผิดนัดชำระหนี้ระหว่างเกิดโรคระบาดในช่วงปลายปี 2020 ขณะที่ประเทศอื่น ๆ รวมถึงเอธิโอเปีย ศรีลังกา และปากีสถาน ตกอยู่ในวิกฤตหนี้อย่างน่าเป็นกังวล

นอกจากโควิด-19 แล้ว การถดถอยของมูลค่าเศรษฐกิจที่เกิดภายใต้ BRI มีแรงขับเคลื่อนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาภายในประเทศของจีนเอง ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็แทบไม่มีสัญญาณว่าปัญหาเหล่านั้นจะลดลงเลย

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานกับสหรัฐทำให้การมีส่วนร่วมและความร่วมไม้ร่วมมือของประเทศต่าง ๆ กับโครงการสุดโปรดของสี จิ้นผิง แตกแยกมากขึ้น อิตาลีซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม G7 เพียงประเทศเดียวที่เข้าร่วม BRI มีกำหนดจะถอนตัวออกภายในปีนี้

ฝั่งสหรัฐ คู่แข่งหมายเลข 1 ของจีน ประเมินว่า BRI ประสบปัญหาหนัก โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐที่ไม่เปิดเผยตัวตนวิเคราะห์ว่า รัฐบาลจีนมีเงินทุนให้กู้ยืมน้อยลง และมีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นในการที่จะเรียกคืนการชำระหนี้คงค้างที่ให้ประเทศต่าง ๆ กู้ยืมไป

นอกจากนั้น ไมเคิล คูเกลแมน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียใต้แห่งสถาบันวิจัย “วิลสัน เซ็นเตอร์” ของสหรัฐ วิเคราะห์ถึงปัจจัยล่าสุดที่อาจส่งผลกระทบต่อ BRI และประเทศที่เกี่ยวข้องอีกว่า ผลกระทบภายนอก เช่น สงครามยูเครน และในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าอาจเกิดสงครามใหม่ในตะวันออกกลาง จะทำให้ภาระหนี้สินและเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม BRI นั้นกำหนดคำจำกัดความไว้อย่างหลวม ๆ ซึ่งจีนมักจะใช้คำนี้กับโครงการใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในประเทศที่มีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับจีน หมายความว่ามูลค่าเศรษฐกิจอาจจะเพิ่มหรือลดตามจำนวนพันธมิตรที่จีนมี

กลยุทธ์ของ BRI ซึ่งมุ่งเน้นความสำคัญทางภูมิศาสตร์ยังได้พัฒนาไปตามนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีสีด้วย ซึ่งจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยฟูตันระบุว่า ซาอุดีอาระเบียเป็น 1 ใน 3 ประเทศผู้รับเงินกู้ผ่าน BRI สูงสุดในปีนี้ ขณะที่สี จิ้นผิง พยายามขยายอิทธิพลของตนเองและจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อัลเฟรด วู รองศาสตราจารย์จากสำนักนโยบายสาธารณะลี กวนยู แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) มองว่า การประชุมครั้งที่ 3 ในสัปดาห์นี้ สี จิ้นผิง เชิญ “เพื่อนที่ดีที่สุด” ของเขาเข้าร่วมเฉลิมฉลอง ซึ่ง “เป็นแมสเสจที่ชัดเจนว่าจีนกำลังพยายามมีพันธมิตรของตนเองในขณะเดียวกันก็ท้าทายระเบียบโลกซึ่งมีสหรัฐเป็นผู้นำ”

ดังนั้น หากจะพูดถึง BRI โดยสรุปสั้น ๆ ในเวลานี้ก็คือ แม้ว่า BRI จะเริ่มทศวรรษที่สองอย่างไม่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจนัก แต่มันก็ยังเป็นเครื่องมือที่จีนใช้กวนใจสหรัฐได้มากพอสมควร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...