โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตา 7 นโยบายเร่งด่วน รัฐบาล “แพทองธาร” กู้สัญญาณชีพ เศรษฐกิจไทย ธุรกิจไหนได้ - ธุรกิจไหนเสีย?

Thairath Money

อัพเดต 13 ก.ย 2567 เวลา 09.21 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2567 เวลา 09.10 น.
ภาพไฮไลต์

จับตา 7 นโยบายเร่งด่วน แก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล "แพทองธาร" ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ทำให้คนไทย "มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี" ไปด้วยกัน

เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ครม.แพทองธารได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ 6 กันยายน โดยในการแถลงนโยบาย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ได้กล่าวถึง 9 ความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ประเทศไทยต้องเผชิญในระยะข้างหน้า ได้แก่

1.ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย

2.การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่เร็วกว่าระดับการพัฒนาประเทศและเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

3.ความมั่นคง ปลอดภัยของสังคมถูกคุกคามจากการแพร่ระบาดของยาเสพติด

4.SMEs กำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง และสัดส่วนหนี้เสีย ต่อสินเชื่อรวมของ SMEs เพิ่มสูงขึ้น

5.ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดั้งเดิมไทยโดยเฉพาะ SMEs ยังไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

6.สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ส่งผลกระทบภาคเกษตรกรรม-ท่องเที่ยว

7.ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองมาอย่างยาวนานอันเป็นผลจากการรัฐประหาร ส่งผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุน

8.ระบบรัฐราชการแบบรวมศูนย์และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ไม่เต็มที่

9.สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป การแบ่งฝ่ายแยกขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจและประเทศต่าง ๆ การกีดกันทางการค้า

ทั้งนี้ความท้ายทายดังกล่าว เป็นผลมาจากปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่สั่งสมต่อเนื่องมากว่า 10 ปีและถูกซ้ำเติมด้วยโควิด-19 ทำให้หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง เพื่อฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตโดยเร็ว รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้สิน รายได้ ค่าครองชีพ ผ่าน 10 นโยบายเร่งด่วน เพื่อแก้หนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้กับประชาชน

7 นโยบายเร่งด่วน ฟื้นเศรษฐกิจ

โดย 10 นโยบายเร่งด่วน ที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที ประกอบด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 7 นโยบายดังนี้

นโยบายที่ 1 ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ ผ่านนโยบายสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐธนาคารพาณิชย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์

นโยบายที่ 2 ส่งเสริมและปกป้องผลประโยชน์ SMEs จากการคู่แข่งทางการค้าต่างชาติโดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการแก้ปัญหาหนี้ของ SMEs ผ่านการทำ Matching Fund

นโยบายที่ 3 มาตรการลดราคาค่าพลังงานและสาธารณูปโภค ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ปรับปรุงกฎหมายสัญญาซื้อขายพลังงานได้โดยตรง (Direct PPA) หาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม และเจรจาพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา (OCA) เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน พร้อมกำหนดใช้อัตราค่าโดยสารในกรุงเทพมหานคร "ราคาเดียว" ตลอดสาย (นโยบาย 20 บาทตลอดสาย)

นโยบายที่ 4 สร้างรายได้ใหม่นำเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงกว่า 50% ของ GDP เพื่อนำไปจัดสรรสวัสดิการด้านการศึกษาสาธารณสุข และสาธารณูปโภค รวมทั้งอุดหนุนค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานของประชาชน

นโยบายที่ 5 กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นที่กลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรกและผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

นโยบายที่ 6 ยกระดับการทำเกษตรเป็นเกษตรทันสมัย ภายใต้แนวคิด "ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้" เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงคว้าโอกาสในตลาดใหม่ ๆ อย่างอาหารฮาลาล และฟื้นนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

นโยบายที่ 7 ส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการสานต่อมาตรการฟรีวีซ่า เพื่ออำนวยความสดวกแก่ผู้ขอวีซ่าในกลุ่มผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE) และกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานทางไกล(Digital Nomad) ส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ด้วยการเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destinations) เช่น สวนน้ำ สวนสนุก ศูนย์การค้า สถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex)

นโยบาย ครม.แพทองธาร ธุรกิจไหนได้-เสีย?

เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนในสมัยรัฐบาลเศรษฐา พบว่า นโยบายเร่งด่วนของ ครม. ชุดใหม่ เป็นการสานต่อนโยบาย ครม. ชุดก่อน โดยเน้นเป้าหมายไปที่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจกลุ่มเปราะบาง โดย SCB EIC ประเมินว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะสั้น จะส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ท่องเที่ยว และภาคเกษตร เช่น ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง ร้านอาหาร โรงแรม ในขณะที่ธุรกิจที่มีแรงงานขั้นพื้นฐานในสัดส่วนสูง เช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากการปรับขึ้นค่าแรง 400 บาท รวมถึงธุรกิจพลังงานอาจได้รับผลกระทบด้านรายได้ จากมาตรลดราคาพลังงานและสาธารณูปโภค

ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า หากภาครัฐสามารถดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ได้ตามแผนล่าสุด โดยแบ่งใช้วงเงินเป็น 2 ระยะ จะช่วยหนุนการเติบโต GDP ปี 2025 ที่ประมาณ 0.5 - 0.7% สู่ระดับ 3.3% จากกรณีฐาน 2.6%

ที่มา: รัฐบาลไทย, SCB EIC

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...