โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(1960s) ข้ามเวลาครั้งนี้เพื่อนำความโชคดีมาสู่ครอบครัว

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 พ.ค. 2567 เวลา 10.29 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2567 เวลา 10.29 น. • ซองแดงหนึ่งร้อยหยวน
เพราะมรดกที่ได้รับจากปู่ หยูเจียหยูถูกส่งไปที่ยุค 60 พร้อมกับระบบประตูมิติและช่องเก็บของ หญิงสาวต้องเอาตัวรอดในยุค 60 พร้อมกับเลี้ยงดูเจ้าถั่วงอกสามคน! ดีนะที่เธอมีระบบสุดโกง หยูเจียหยูจะร่ำรวยให้ดู!!

ข้อมูลเบื้องต้น

รีวิวดีๆ จากพี่หญิงเว็ป Dek-d ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ

พบกันอีกครั้งกับ ซองแดงหนึ่งร้อยหยวน…

สวัสดีคุณรีดที่น่ารักทุกคนวันนี้ไรท์จะขออนุญาตเปิดนิยายเรื่องใหม่ที่มีชื่อว่า “หยูเจียหยู ข้ามเวลาครั้งนี้เพื่อนำความโชคดีมาสู่ครอบครัว (ยุค 60) ” สังเกตจากชื่อเรื่องก็ได้บอกเอาไว้แล้วใช่ไหมคะว่านิยายจะเขียนถึงช่วงยุคไหนของจีน?

ปิ้งป่อง!!! ถูกแล้วค่ะ!!! ยุค60!!!

ไรท์แอบมาบอกใบ้ไว้ก่อนว่า นิยายเรื่องนี้แต่งถึงหญิงสาวสายเปย์อีกคนกำลังจะจุติ… ใครชอบนิยายไม่เครียด ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ชอบนิยายจีนย้อนยุคทะลุมิติข้ามเวลา กดติดตามนิยายเรื่องนี้ไว้ได้เลย!!!

และเป็นที่รู้กันเหมือนเดิมสำหรับรีดที่ติดตามนิยายสองเรื่องที่ผ่านมาของไรท์เรื่อง ย้อนไปในยุค 80s กับระบบร้านค้าออนไลน์ และ จางจิ่วหลิน หยกวิเศษพลิกชะตา คือไรท์จะมีการเปิดนิยายให้อ่านฟรีฟินๆ ไปจนจบกันเลย โดยจะใส่วันที่เปิดอ่านฟรีไว้ตรงหน้าสุดของชื่อตอนเช่น อ่านฟรี 12/12/2024 หยูเจียหยูกำลังร่ำรวย และจะเปิดตอนนั้นๆ ให้อ่านฟรีเป็นเวลานานถึงหนึ่งเดือนเต็ม!!

(ตอนพิเศษจะไม่กระทบกับเนื้อเรื่องและจะไม่เปิดฟรีนะคะ ตอนพวกนี้จะถูกกันไว้ให้สำหรับคนที่เสียเงินซื้อตอนและ E-book)

นิยายเรื่องนี้จะอัพตอนทุกวันไปจนจบ ถ้าวันไหนไรท์ติดงาน/มีธุระอาจจะมาบอกล่วงหน้าหรือลงนิยายทบตอนให้ในวันถัดๆ ไปค่ะ

ใครไม่อยากพลาดตอนฟรีก็สามารถกดติดตามทิ้งไว้ก่อนได้เลย

เพื่ออรรถรสในการอ่านจึงขอกล่าวไว้เบื้องต้นว่านิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้น เนื้อหาในนิยายทุกอย่างเป็นการสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น อาจมีชื่อบุคคล สถานที่หรือข้อมูลบางอย่างที่ตรงกัน ให้เข้าใจอย่างชัดเจนตรงนี้ว่าทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นการอ้างอิงถึงบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริง สถานที่จริงหรือบุคคลในประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

สุดท้ายนี้ ขอสงวนสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2537 ห้ามทำการคัดลอก ทำซ้ำ หรือดัดแปลงเนื้อหา

และขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจที่คอยคอมเม้นต์และกดหัวใจสนับสนุนเรื่อยมา…

ซองแดงหนึ่งร้อยหยวน…

บทนำ

บทนำ

หยูเจียหยู หญิงสาวผู้เป็นลูกหลานตระกูลร่ำรวย ต้องสูญเสียทุกสิ่งในวัยเด็กและเผชิญหน้ากับชีวิตที่พลิกผันตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ เหตุเพราะบิดาบังเกิดเกล้าอาศัยจังหวะที่ผู้นำตระกูลหายตัวไปพาเมียน้อยและลูกนอกสมรสที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่มาเปิดตัวในวันปีใหม่ ทั้งย่าแท้ๆ และเหล่าญาติสนิทที่มาร่วมงานเลี้ยงต่างรู้เห็นเป็นใจ พวกเขาให้การต้อนรับผู้หญิงใหม่ของบิดาคนนั้นเป็นอย่างดี

สิ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับเหอหลินผู้เป็นมารดา นางตกเลือดและคลอดน้องชายของหยูเจียหยูก่อนกำหนด ทั้งมารดาและลูกสาวถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล หลังจากวันนั้นทั้งสองก็ได้หย่าและตัดขาดจากบ้านตระกูลหยู หยูเจียหยูเก็บงำความโกรธแค้นนี้ไว้ในใจ

จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปี เมื่อผู้นำตระกูลหรือปู่แท้ๆ ของหยูเจียหยูเสียชีวิต หญิงสาวผู้ถูกลืมกลับได้รับมรดกมาเป็นร้านค้าของเก่าและกุญแจข้ามมิติซึ่งกุญแจดอกนี้ได้นำพาเธอข้ามกาลเวลาไปสู่ยุค 60 ของจีนอย่างไม่ทันตั้งตัว!!

ณ ช่วงเวลาหนึ่งในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมหยูเจียหยูต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เธอจำต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในยุคสมัยที่แตกต่าง จำต้องฝึกฝนทักษะการเอาตัวรอดและเผชิญหน้ากับผู้คนมากมายที่เข้ามาทั้งดีและร้าย ท่ามกลางความอดอยาก ความแห้งแล้งขาดแคลนและอุปสรรคมากมาย หญิงสาวมุ่งมั่นค้นหาความจริงที่ว่า ‘ทำไม’ คุณปู่แท้ๆ จึงจงใจมอบมรดกชิ้นนี้ให้กับเธอ

ระหว่างนั้นการย้อนเวลาไปยังปี 1960 กลับเป็นโชคชะตาที่นำพาเธอให้พบกับชายหนุ่มและเด็ก ๆ ที่ถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ท่ามกลางความยากลำบากไร้อาหารและหนทางกลางบ้าน ชายหนุ่มคนนั้นกลับมอบเงินก้อนใหญ่ให้เธอเพื่อใช้เป็นทุนในการดูแลเด็กๆ ระหว่างที่เขาต้องกลับไปทำภารกิจทางการทหารให้เสร็จสิ้น หยูเจียหยูใช้เงินก้อนนั้นสร้างธุรกิจใหญ่โตและตัดสินใจว่าจะดูแลพวกเขาให้เปรียบเสมือนครอบครัวอันอบอุ่นของตนเอง
ร่วมติดตามเรื่องราวการผจญภัยสุดตื่นเต้นของ หยูเจียหยู หญิงสาวผู้มีจิตใจอ่อนโยนและกล้าหาญ ในนิยายจีนโบราณยุค 1960 แฟนตาซีทะลุมิติ ‘1960s ข้ามเวลาครั้งนี้เพื่อนำความโชคดีมาสู่ครอบครัว’

เพื่ออรรถรสในการอ่านจึงขอกล่าวไว้เบื้องต้นว่านิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้น เนื้อหาในนิยายทุกอย่างเป็นการสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น อาจมีชื่อบุคคล สถานที่หรือข้อมูลบางอย่างที่ตรงกัน ให้เข้าใจอย่างชัดเจนตรงนี้ว่าทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นการอ้างอิงถึงบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริง สถานที่จริงหรือบุคคลในประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

กราบสวัสดีรีดที่น่ารักทุกคนอีกครั้งค่ะ!!

วันนี้เป็นฤกษ์งามยามดีที่ไรท์ซองแดงหนึ่งร้อยหยวนจะมาเปิดนิยายเรื่องใหม่

หยูเจียหยู ข้ามเวลาครั้งนี้เพื่อนำความโชคดีมาสู่ครอบครัว (ยุค 60)

นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องที่สามของไรท์ และมีเซตติ้งเป็นยุคปัจจุบันที่มีการข้ามมิติไปมา ระหว่างยุคปัจจุบันและยุค 60

ใครที่ชื่นชอบนิยายแนวจีนยุค 60-80 ไรท์อยากให้กดติดตามเรื่องนี้เอาไว้เลย!!

ฝากติดตาม เจียหยูของไรท์ด้วยนะคะ รับรองว่าใครที่ชอบนางเอกรวยๆ สายเปย์ จะต้องชอบนิยายเรื่องนี้อย่างแน่นอน

บทที่ ๑ กลับมาเหยียบคฤหาสน์ตระกูลหยุอีกครั้ง

บทที่ ๑ กลับมาเหยียบคฤหาสน์ตระกูลหยูอีกครั้ง

ถ้าไม่ใช่เพราะคุณปู่หยูที่เธอเคารพรักเสียชีวิตกะทันหัน หยูเจียหยูก็ไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้ของเธอจะต้องกลับมาพบหน้าผู้คนในตระกูลหยูอีกครั้ง หญิงสาวกลับมาเหยียบถิ่นฐานเก่าที่เธอเคยคิดว่าเป็นบ้านด้วยความรู้สึกคลื่นเหียนคล้ายจะอ้วกอยู่รอมร่อ!!

วันนี้เป็นวันที่สิบ วันสุดท้ายก่อนที่คุณปู่จะถูกนำร่างไปฝังและทำพิธีกรรมทางศาสนา หยูเจียหยูชั่งใจอยู่นานว่าตนเองควรจะเดินทางมาเพื่อเคารพศพชายชราหรือไม่? เวลาล่วงเลยมาจนวันสุดท้าย ท้ายที่สุดด้วยความที่หญิงสาวมีความคิดและความกตัญญูรู้คุณทำให้ถึงแม้ว่าเธอจะเกลียดตระกูลทางฝั่งบิดามากขนาดไหน ตนเองก็ไม่อาจทำตัวใจร้ายไม่มาพบหน้าคุณปู่สักครั้งก่อนที่เขาจะถูกฝังไม่ได้

"ถึงแล้วครับ" คนขับรถแท็กซี่กล่าวพลางมองอย่างเหม่อลอยไปยังวิลล่าขนาดใหญ่ที่สร้างบนที่ดินราคาแพงในใจกลางเมืองกวางโจว ที่ดินผืนนี้ไม่สามารถประเมินค่าได้ด้วยเงิน มีเพียงพวกเศรษฐีสิบอันดับประจำเมืองกวางโวเท่านั้นที่สามารถครอบครองได้

“นี่เงินค่ะ” พูดจบก็ล้วงเงินค่าเดินทางจำนวนสามสิบหยวนส่งให้ขับแท็กซี่ หยูเจียหยูไม่สนใจท่าทางตื่นเต้นของเขาสักนิด เมื่อรถจอดสนิทหญิงสาวก็รีบลงจากรถแล้วเดินไปยังซุ้มทางเข้าพร้อมกับแสดงการ์ดเชิญให้แผนกรักษาความปลอดภัยตรวจดู

การ์ดเชิญนี้เธอได้รับมาจากทนายความของคุณปู่ หน้าซองจดหมายยังกำชับว่าตัวเธอที่เป็นทายาทจะต้องมาร่วมงานในวันสุดท้ายให้ได้ แม่ของเธอเหอหลินและน้องชายหยูเจียหยวนไม่มีความสนใจที่จะมางานในวันนี้ ดังนั้นจึงมีเพียงเธอที่เดินทางมายังวิลล่าแห่งนี้ด้วยตัวคนเดียว

‘คนพวกนี้จัดงานศพซะยิ่งใหญ่เชียว…’ หลังจากมองสำรวจสถานที่ในความทรงจำ หยูเจียหยูก็พบว่ามีบางอย่างมากมายถูกปรับเปลี่ยน ระหว่างที่รอตรวจรายชื่อ ผู้คนที่คุ้นหน้ามากมายเดินผ่านเธอไปราวกับว่าพวกเขาไม่เคยรู้จักกันมากก่อน

‘นี่ก็ผ่านมาตั้งเกือบยี่สิบปีแล้ว ถ้าพวกเขาจำฉันได้ก็คงจะแปลก’ หญิงสาวคิดแล้วเผยรอยยิ้มหยันออกมา ตามหลักความเป็นจริงแล้ว ต่อให้เป็นคำสั่งเสียก่อนตายของปู่หยู คนในบ้านตระกูลหยูก็ไม่มีทางที่จะส่งการ์ดเชิญนี้มาให้เธอแน่ๆ คนที่ส่งจดหมายเชิญนี้มาคือทนาย ดังนั้นมีความเป็นไปได้เป็นอย่างมากที่ครอบครัวของเธอจะได้รับส่วนแบ่งอะไรบางอย่างในมรดกของคุณปู่

แม้จะไม่มีรายชื่อเธอในแขก แต่เพราะหยูเจียหยูก็มีการ์ดเชิญต้นฉบับ แผนกรักษาความปลอดภัยจึงตรวจสอบเธออีกเพียงเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้เธอผ่านเข้าไปอย่างง่ายดาย หยูเจียหยูไม่อยากเดินผ่านทางเข้างานที่มีญาติๆ รวมถึงพ่อและแม่เลี้ยงคอยต้อนรับ หลังผ่านจุดตรวจไปแล้วหญิงสาวจึงตัดสินใจเดินลัดสวนดอกไม้ที่เงียบสงัดเข้าไปยังโถงจัดงานโดยตรง ทางเดินที่มืดและเงียบสงัด บริเวณสวนสวยที่มีกลิ่นของหญ้าและดอกไม้งามสร้างบรรยากาศให้คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของเธอ

‘คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าวันหนึ่งฉันจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง’ หญิงสาวก้าวเดินช้าๆ พลันนึกถึงเรื่องราวที่ทนายประจำตระกูลเขียนย้ำในจดหมาย … ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นคุณหนูใหญ่จะต้องเข้าร่วมงานในวันสุดท้ายในจงได้ นี่คือคำขอร้องก่อนตายของผู้เฒ่าหยู

สวนดอกไม้มีเส้นทางที่เชื่อมต่อกับห้องโถง หญิงสาวเดินผ่านระเบียงเข้าไปยังโถงหลักโดยไม่มีคนติดใจสงสัย เนื่องจากตอนนี้เป็นค่ำแล้วและผู้คนมากหน้าหลายตากำลังทยอยกลับ หยูเจียหยูมองพื่นที่โดยรอบและรู้สึกไม่คุ้นหน้าแขกในงานเลยแม้แต่คนเดียว เพื่อหาสถานที่เคารพศพ หยูเจียหยูได้เดินตามแถวของแขกไปยังห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ที่ห้องนั้นมีรูปขาวดำของคุณปู่เธอตั้งอยู่ ตอนนี้ไม่มีใครประจำอยู่ที่กระถางธูป ดังนั้นหยูเจียหยูจึงรีบเดินเข้าไปจุดธูปไว้อาลัยหนึ่งดอก อธิษฐานถึงปู่ แล้วหลบออกไปนั่งคิดอะไรคนเดียวรอเวลาเรียกรวมตัวอยู่ครู่ใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อตอนนั้น…

หยูเจียหยูยังคงจดจำได้เสมอ ในวันปีใหม่ที่ตามธรรมเนียมของตระกูลแล้วญาติทุกคนจะต้องมารวมตัวกันเพื่อจัดงานเลี้ยงเปิดของขวัญกันตามปกติ ตัวเธอเอง บิดาและมารดาต่างช่วยกันต้อนรับเหล่าญาติสนิทมิตรสหาย มีผู้คนมาร่วมงานมากมายเช่นเดียวกับปีก่อนๆ ที่ต่างกันมีเพียงแต่ปีนั้นปู่คุณหยูผู้อาวุโสสูงสุดไม่ได้อยู่ร่วมกินเลี้ยงอาหารเพราะต้องเดินทางไปคุยงานสำคัญที่ต่างประเทศ ดังนั้นที่บ้านใหญ่ตระกูลหยูจึงมีเพียงย่าจางเป็นผู้อาวุโสเพียงคนเดียว

ค่ำคืนแสนสุขควรจะข้ามผ่านไปโดยปกติถ้าไม่ใช่เพราะบิดาของเธอวางแผนร้ายอาศัยช่วงจังหวะเวลาที่คุณปู่ไม่อยู่พาภรรยาเก็บคนหนึ่งของบิดาเข้ามาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ต่อหน้าญาติทุกคน …ดูจากที่ไม่มีใครในตระกูลตกใจหรือแสดงท่าทีกระอักกระอ่วนใดใดออกมา หยูเจียหยูในวัยเด็กก็สามารถรับรู้ได้แล้วว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อของเธอพาหญิงชู้คนนี้มาพบญาติๆ ในตระกูลเป็นแน่…

ตอนนั้นระหว่างที่บิดามารดากำลังมีปากเสียงกันใหญ่โต หยูเจียหยูในวัยเด็กมองรอบตัวด้วยความไม่สบายใจก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่บนใบหน้ายิ้มแย้มคล้ายแสยะของหญิงชราคนหนึ่งและหญิงคนนั้นก็มีศักดิ์เป็นถึงย่าแท้ๆ ของเธอ ‘ไม่จริงน่า’ ดูเหมือนเรื่องนี้ตัวการหลักผู้อยู่เบื้องหลังก็คงไม่พ้นย่าจาง…

หยูเจียหยูนั้นไม่แปลกใจนักที่ย่าแท้ๆ ของตนเองจะเป็นคนหนุนหลังให้บิดามีเมียน้อยอีกคน หญิงชราคนนี้ไม่เคยแสดงออกว่าชอบพอแม่ของเธออยู่แล้ว!! ต่อหน้าคุณปู่ ย่าจางยังเคยพูดว่าตนเองรังเกียจตระกูลเหอของแม่ขนาดไหน นางมักกล่าวถึงเรื่องที่คุณตาของเธออาศัยว่าเคยได้ช่วยชีวิตคุณปู่เอาไว้เมื่อนานมาแล้ว ยัดเยียดบีบบังคับให้บุตรชายคนโตของนางแต่งงานโดยไม่สมัครใจ

ไม่ใช่แค่มารดาต้องคอยฟังคำพูดทำร้ายจิตใจนี้มานานปี แม้แต่หยูเจียหยูเองก็เคยถูกเปรียบเทียบกับลูกหลานคนอื่นอยู่บ่อยๆ เช่นกัน …เรื่องราวก็ผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ตอนนั้นแม่ของเธอกำลังตั้งท้องน้องชายและตัวเธอเองก็อายุเพียงแค่เจ็ดขวบ

บรรยากาศงานศพของปู่หยูไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด หยูเจียหยูกวาดตามองห้องโถงใหญ่ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปมากโขอย่างเลื่อนลอย บนพื้นที่ตอนนี้กำลังใช้วางโต๊ะของชำร่วย ที่ตรงนั้นมารดาของเธอเคยถูกทำให้สะเทือนใจจนสลบไป

แม้ความทรงจำจะเลือนรางแต่ความเจ็บปวดกลับเด่นชัด

วันนั้นแม่ของเธอหลั่งน้ำตาแล้วชี้หน้าตะโกนออกไปอย่างเสียสติ “หยูชุนเรื่องนี้ไม่จริงใช่ไหม? คุณทำแบบนี้กับฉันและลูกได้ยังไง? คุณกล้าพาผู้หญิงคนนั้นมาที่นี่ได้ยังไง? พวกเรามีลูกกันแล้วนะ ตอนนี้ในท้องของฉันก็มีลูกชายของคุณอยู่” เหอหลินกล่าวขณะที่จับมือหยูเจียหยูเอาไว้แน่น

ทางด้านพ่อแท้ๆ ของเธอหยูชุน หลังจากถูกต่อว่าซึ่งหน้าก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาทำเพียงกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะพูดราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ “นี่คือหร่วนเสี่ยวชุ่น เธอเป็นคนที่คุณแม่หามาให้ผม พวกเราเหมาะสมกันมาก ตระกูลหร่วนเองก็เป็นคู่ค้าคนสำคัญของตระกูลหยู อ้อ… แล้วก็นะ เด็กคนนี้เป็นน้องสาวของเจียหยู นี่คือลูกสาวอีกคนของผมชื่อหยูเหม่ย”

เหอหลินได้ยินเรื่องสะเทือนใจแบบนั้นก็ความดันขึ้นจนแทบจะกระอักเลือดออกมา!!

ต่อหน้าเธอ สามีถึงกับอุ้มเด็กผู้หญิงตัวเล็กอายุประมาณสามสี่ขวบเอาไว้แล้วหยอกล้อเด็กนั่นด้วยความรักใคร่ หญิงสาวที่ชื่อว่าหร่วนเสี่ยวชุ่นเองก็เหมือนกัน ภายใต้ชุดรัดรูปสีแดงกุหลาบ ท้องของเธอคนนั้นก็นูนออกมาอย่างชัดเจน เหอหลินมองไปที่ผู้หญิงคนนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาก่อนที่จะก้มลงดูไปยังท้องของตัวเอง

ขนาดท้องของคนทั้งสองมองดูแล้วมีความใหญ่พอๆ กันหรือว่าพวกเขา… ลับหลังเธอ… ไม่จริง ไม่จริงใช่ไหม…!?!

เมื่อต้องเจอเรื่องเครียดกะทันหัน ร่างกายของเหอหลินก็ซวนเซจะล้มลงเสียตรงนั้น หยูเจียหยูยังเด็กไม่เข้าใจสถานการณ์ของครอบครัว วันนั้นเธอประคองแม่นั่งลงแล้วเดินตรงไปพูดกับผู้เป็นพ่ออย่างใสซื่อ

“พ่อคะ คุณป้าคนนี้คือใครเหรอคะ? พาเธอออกไปจากบ้านของเราได้ไหม เธอทำให้แม่ของหนูตกใจ”

หยูชุนผู้เป็นพ่อใช้สายตามองเธอจากที่สูง “พ่อก็บอกไปแล้วไงว่าเธอคือหร่วนเสี่ยวชุ่น เจียหยูต่อไปในวันข้างหน้าต้องเรียกเสี่ยวชุ่นว่าแม่นะ อีกไม่นานเสี่ยวชุ่นจะย้ายเข้ามาอยู่กับพวกเราแล้ว"

“หนูมีแม่อยู่แล้ว หนูไม่อยากมีแม่เพิ่ม” หยูเจียหยูแอบมองไปที่ผู้หญิงคนนั้นพลันสบเข้ากับสายตาที่กำลังมองสำรวจเธอขึ้นลงอย่างดูถูก

ริมฝีปากที่ถูกทาด้วยลิปสติกสีแดงฉานฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาวก่อนขยับเอื้อนเอ่ยเสียงหวานอย่างดัดจริต “หนูคือหยูเจียหยูใช่ไหมจ๊ะ ต่อไปนี้น้าจะมาเป็นแม่ให้หนู พวกเรามาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขกันดีกว่า เหม่ยเหม่ยจะได้มีพี่สาวเพิ่มอีกคน เอาล่ะ ฝึกเรียกน้าว่าแม่เอาไว้สิจ๊ะ” ไม่เพียงแค่นั้นหร่วนเสี่ยวชุ่นยังประคองท้องของเธอย่อตัวลงเพื่อที่จะมาอุ้มหยูเจียหยูด้วยตนเอง

หยูเจียหยูรู้สึกถึงภัยคุกคามจึงรีบวิ่งกลับไปเกาะแขนแม่ของเธอ ขณะนั้นเหอหลินที่พึ่งได้รับความสะเทือนใจรู้สึกเครียดจนปวดท้องหนึบ เม็ดเหงื่อมากมายผุดขึ้นกลางหน้าผาก ท้องใหญ่เริ่มปวดและบีบตัว ทันใดนั้นเองพื้นที่หยูเจียหยูยืนอยู่ก็ถูกย้อมไปด้วยเลือด เลือดสดๆ สีแดงคล้ายกับสีของชุดผู้หญิงคนนั้นไหลนองไปทั่วพื้นหินอ่อนราคาแพง!!

ตุบ! ร่างของเหอหลินร่วงลงสู่พื้นแล้วหมดสติไปในทันที

ผู้คนมากมายในห้องโถงต่างก็ทำตัวไม่ถูก บ้างก็อุทานอย่างตกใจ บ้างก็เหลือบมองแล้วหันเหสายตาไปที่อื่น ไม่มีใครสักคนก้าวออกมาช่วยแม่ของเธอ

“แม่คะ!!” หยูเจียหยูเป็นเพียงคนเดียวที่มีความเป็นห่วงอย่างจริงใจแสดงออกทางสีหน้า ตอนนั้นเธออายุเพียงเจ็ดขวบ! เด็กเจ็ดขวบต้องมองเห็นมารดาล้มลงไปโดยไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือถือว่าเป็นภาพติดตายิ่งนัก

ตรงกันข้ามกับย่าจางที่เงียบอยู่นาน หญิงชรามองดูลูกสะใภ้ตกเลือดก็ไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจอะไร หยูเจียหยูจำได้อย่างชัดเจนว่าย่าจางทำเพียงแค่เดินผ่านร่างของเธอและมารดาเพื่อที่จะเข้าไปประคองหร่วนเสี่ยวชุ่นขึ้นจากพื้น คนทั้งสองควงแขนกันเดินเข้าไปยังห้องอาหารด้วยท่าทีปกติ

"แม่ครับ วันนี้ปีใหม่มีคนตายในบ้านไม่ดีมั้งครับ" เมื่อหยูไห่อารองของเธอพูดออกมาย่าจางก็หยุดคิดก่อนจะรีบเห็นด้วย

"เรียกรถพยาบาล อย่าให้มีคนตายในบ้านเป็นอันขาด" หญิงชราหันไปสั่งกับสาวใช้ด้วยดวงตาที่เย็นชาและน้ำเสียงเรียบนิ่ง

สาวใช้ได้ยินก็รีบวิ่งไปที่โทรศัพท์…

เมื่อรถพยาบาลถูกเรียกแล้วญาติทั้งหมดของตระกูลหยูก็เดินตามย่าจางเข้าไปในห้องอาหารหลัก พวกเขาเหล่านั้นกล่าวคำอวยพรและดื่มกินฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข แม้จะมีคนที่กังวลว่าจะมีคนตายในบ้านอยู่บ้างแต่สุดท้ายพวกเธอสองแม่ลูกก็ถูกทิ้งไว้ให้อยู่กับพวกสาวใช้ที่ยืนทำอะไรไม่ถูกมองหน้ากันไปมา

ทุกวินาทีสำหรับสองแม่ลูกผ่านไปอย่างเชื่องช้า เหอหลินเจ็บปวดที่ท้องอย่างรุนแรง หยูเจียหยูเห็นแม่เจ็บปวดทรมานก็ร้องไห้จ้า แต่ถึงกระนั้นเสียงหัวเราะที่ดังมาจากห้องโถงก็ทำให้เด็กหญิงหุบปากเงียบโดยพลัน

เคยมีคนกล่าวว่าพวกเด็กๆ มักจะมีสัมผัสที่ไวต่อความรู้สึกมาก หยูเจียหยูในวินาทีที่ได้ยินเสียงหัวเราะแหลมดังออกมาจากห้องอาหารก็เข้าใจในทันทีว่าทั้งเธอ มารดาและน้องชายในท้องของมารดาได้ถูกพวกเขาตระกูลหยูทอดทิ้งไปเสียแล้ว…

Writer talk

หยูหยูมาส่งคุณปู่ไปสวรรค์…

พอเห็นบรรยากาศเก่าๆ เลยอดคิดถึงปมในใจไม่ได้…

มาติดตามกันค่ะว่าเมื่อไหร่น้องจะได้รับมรดกประตูวิเศษจากปู่หยูกัน!!

บทที่ ๒ มรดกร้านค้าของเก่า ต้น

บทที่ ๒ มรดกร้านค้าของเก่า

วันนั้นทั้งมารดาและน้องชายของเธอไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต หยูเจียหยูคิดถึงรถพยาบาลคันใหญ่ที่พยายามขับฝ่าการจราจรที่ติดขัดในวันปีใหม่เข้ายังคฤหาสน์ตระกูลหยู นางพยาบาลรวมถึงผู้ช่วยได้ยกแม่ของเธอขึ้นรถไปต่อหน้าต่อตา เป็นเวลากว่าสิบวันในโรงพยาบาลที่สองแม่ลูกต้องกินนอนใช้ชีวิตอยู่ในนั้น โชคดีที่มารดาของเธอเหอหลินมีประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุและประกันชีวิตที่ปู่หยูทำไว้ให้ในมูลค่าสูง ทั้งสองแม่ลูกจึงได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลเป็นอย่างดี

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว หยูเจียหยูมองผู้คนบางตาที่เริ่มทยอยกลับพลันคิดได้อย่างกระจ่างแจ้งในใจว่าตัวเธอเองได้ตัดขาดจากตระกูลหยูนานแล้วจะให้อยู่ส่งผู้คนในงานต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร อีกอย่างมรดกพวกนั้นที่ทนายย้ำนักหนาให้เข้าร่วมฟังเธอเองก็ไม่ได้อยากมีส่วนร่วมรับรู้ด้วยจึงลุกขึ้นจากพื้นแล้วเดินช้าๆ ออกไปทางประตูใหญ่

“คุณหนูใหญ่ครับ คุณหนูใหญ่… รอก่อน…” สิ้นเสียงเรียกนั้น มือปริศนาข้างหนึ่งก็รีบคว้าไหล่หยูเจียหยูเอาไว้

ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานคือทนายประจำตระกูลหยู เขามีนามว่าฉินซาน ทนายฉินหลังได้รับการแจ้งเตือนจากคนดูแลแขกที่ทางเข้าว่ามีหญิงสาวที่ชื่อหยูเจียหยูเข้างานมาแล้วจึงรีบออกไปยืนดักรอที่หน้าประตูใหญ่ของห้องโถงฝั่งทางเข้า เขารอแล้วรอเล่าจนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงจึงเริ่มร้อนใจ

ด้วยกลัวว่าหยูเจียหยูจะกลับออกไปในตอนที่ไม่ทันได้สังเกต ฉินซานจึงเดินวนหาเธอในงานอย่างไม่ลดละ ก่อนหน้านี้เพราะหยูเจียหยูแอบเดินลัดสวนดอกไม้เข้ามาทางประตูเล็กด้านข้างจึงคลาดกันกับทนายประจำตระกูล ดีหน่อยที่ขากลับเธอเดินออกทางประตูใหญ่พวกเขาจึงได้เจอกันพอดี

หลังจากหยูเจียหยูถูกคนแปลกหน้าแตะตัว เธอก็รีบเดินถอยหลังหนึ่งก้าว ด้วยความตกใจหญิงสาวกล่าวอย่างมึนงงและระวังตัว “คุณเป็นใครกันคะ?”

ทนายฉินวิ่งตามจนหอบหายใจเล็กน้อย เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเคารพพร้อมกล่าวอย่างสุภาพ “ผมชื่อฉินซาน เป็นทนายของตระกูลหยูครับ วันนี้เป็นวันเปิดพินัยกรรมของคุณท่าน คุณท่านกำชับมาว่าต่อให้ต้องเลื่อนวันฝังยังไงก็ต้องตามหาตัวคุณหนูใหญ่มาร่วมฟังให้ได้”

หยูเจียหยูรีบปฏิเสธทันทีก่อนทำท่าจะจากไป “ฉันไม่มีความสนใจที่จะรับมรดกของคุณปู่ อีกอย่างแม้ตอนนี้ฉันจะยังใช้นามสกุลหยูอยู่ แต่ครอบครัวของฉันก็ตัดขาดจากพวกเขาไปนานแล้ว”

ทนายฉินรีบกล่าวรั้งไว้สุดความสามารถ “เข้าไปฟังสักครั้งเถอะครับ พินัยกรรมฉบับนี้คุณท่านเขียนขึ้นมาเพื่อคุณนายใหญ่กับคุณหนูจริงๆ นะครับ” หลังจากพูดจบแล้วฉินซานก็แทบจะโค้งตัวเก้าสิบองศาให้หยูเจียหยู

หยูเจียหยูมองฉินซานอย่างชั่งใจ ทนายฉินคนนี้มีรูปร่างที่อวบอ้วน ใบหน้ากลมมนใจดี หัวที่ล้านสว่างส่องแสงรวมถึงหนวดเล็กเหนือริมฝีปากดูเหมือนว่าเขาจะมีอายุเทียบเท่ากับหยูชุนพ่อของเธอ?

สุดท้ายด้วยความเกรงใจผสมกับความอยากรู้อยากเห็น ในที่สุดหยูเจียหยูก็ตอบตกลง “ก็ได้ค่ะ แต่คุณทนายจะต้องสัญญากับฉันก่อน ไม่ว่าพินัยกรรมจะออกมาในรูปแบบใด พวกคนตระกูลหยูจะไม่ได้รับอนุญาตให้มาระรานครอบครัวเหอของพวกเราในภายหลัง”

ใจของหญิงสาวกลัวเหลือเกินว่าคุณปู่หยูจะมอบธุรกิจบางอย่างให้กับน้องชาย หยูเจียหยวนเป็นหลานชายของเขา แม้เหอหลินจะหย่าแล้วแต่เจียหยวนก็เป็นทายาทโดยชอบธรรมคนหนึ่งของตระกูลหยู ดังนั้นมันก็เหมาะสมแล้วใช่ไหม? หากปู่หยูจะมอบธุรกิจบางอย่างที่สำคัญให้น้องของเธอดูแล…

พูดถึงเรื่องนี้หยูเจียหยูทำได้แค่คาดเดาส่งๆ ไปทั้งอย่างนั้น

อีกด้านหนึ่งเมื่อเห็นว่าหญิงสาวโอนอ่อนแล้วทนายฉินซานก็ซับเหงื่อของเขาแล้วฉีกยิ้มยินดี “ผมรับรองได้ครับว่าหลังจากวันนี้ไปพวกเขาจะไม่มีเวลาไปรบกวนคุณหนูใหญ่อย่างแน่นอน”

หยูเจียหยูพยักหน้า “ถ้าคุณทนายรับรองแล้ว อย่างนั้นฉันเองก็ไม่อยากเสียมารยาทปฏิเสธซ้ำสอง …ตกลงค่ะ ฉันจะเข้าร่วมฟังประกาศพินัยกรรมของคุณปู่”

ภายในห้องนั่งเล่นส่วนตัวในวิลล่าตระกูลหยู

ผู้คนแซ่หยูล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่จนแน่นขนัด พวกลูกหลานสายตรงส่วนใหญ่ต่างจับจองที่นั่งบริเวณโต๊ะประชุมและโซฟา ส่วนพวกลูกหลานสายรองที่มีความเข้มข้นของเลือดน้อยลงมาตามลำดับต่างก็ยืนกระจุกตัวกันอยู่ที่ด้านหลัง

หยูเจียหยูอาศัยว่ามีคนเยอะพรางตัวเข้าไปอยู่กับพวกเขาอย่างแนบเนียน เธอแฝงตัวอยู่ในคนกลุ่มหลัง ทำตัวราวกับว่าตัวเองนั้นเป็นเพียงทายาทสายรองที่มาเพื่อดูชมเรื่องสนุก

ตรงกลางห้องนั่งเล่น เมื่อพบว่าคนสำคัญๆ มาถึงอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ทนายฉินจึงเริ่มกล่าวคำแนะนำตัวพร้อมกับนำซองใส่พินัยกรรมสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าหนังใบใหญ่ของเขา

“ผมฉินซานเป็นทนายประจำตระกูลหยู และในมือของผมขณะนี้คือพินัยกรรมที่คุณท่านเขียนรายการทรัพย์สินโดนรวมของตระกูลเอาไว้ก่อนตาย ก่อนอื่นผมจะขออ่านคำสั่งเสียของนายท่านและลำดับผู้รับมอบมรดก”

“คุณทนายครับ พวกเรารอคุณมาตั้งนานแล้ว หยุดพูดอะไรเวิ่นเว้อแล้วรีบเข้าเรื่องเลยจะดีกว่า มรดกของตระกูลมีทั้งหมดเท่าไหร่กันแน่?” หยูชุนลูกชายคนโตพูดโดยไม่มีท่าทีเสียใจต่อการตายของบิดา

ผู้คนส่วนใหญ่ในห้องนั่งเล่นเองก็แสดงออกมาว่าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง พวกเขารอทนายฉินมาตั้งแต่ตอนเย็นแล้วและตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาจนเกือบจะหนึ่งทุ่ม คนทั้งหมดว้าวุ่นใจกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้รับส่วนแบ่งจนกินข้าวไม่อร่อยไปหมดแล้ว

“ทนายฉิน เข้าเรื่องเลยเถอะ” ย่าจางรีบออกคำสั่ง

เมื่อไม่ได้รับความเคารพใบหน้าของฉินซานจึงมืดครึ้มอย่างเห็นได้ชัด เขารู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างมากแต่ไม่อาจกล่าววาจาไม่ให้เกียรติคุณนายใหญ่จางได้ ทนายฉินสูดลมหายใจลึกๆ แล้วเริ่มหากระดาษรายการมรดกทรัพย์สินออกมา

"รายการที่จะกล่าวต่อไปนี้คือรายการทรัพย์สินของตระกูลหยูที่นายท่านใหญ่มีชื่อเป็นเจ้าของทั้งหมดเจ็ดรายการ

รายการที่หนึ่งเงินฝากในบัญชีจำนวน 85 ล้านหยวน

รายการที่สองบ้านพร้อมที่ดินใจกลางเมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้งขนาด 1,000 ตร.ม. ราคาประเมิน 128 ล้านหยวน

รายการที่สามหุ้นบริษัทหยูติงเฉียนการค้าจำกัด จำนวน 63 เปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 250 ล้านหยวน

รายการที่สี่รถหรูจำนวน 3 คันประกอบด้วย

- Rolls-Royce Phantom: ราคา 12 ล้านหยวน

- Bentley Mulsanne: ราคา 8 ล้านหยวน

- Mercedes-Benz GLS: ราคา 1.4 ล้านหยวน

รายการที่ห้าที่ดินติดศูนย์การค้าหม่านไห่ 345 ตร.ม. ราคาประเมิน 56 ล้านหยวน

รายการที่หกเครื่องเพชร นาฬิกา และเครื่องประดับ มูลค่า 12 ล้านหยวน

รายการที่เจ็ดร้านค้าของเก่าเขตถนนของเก่า มูลค่าประเมิน 120,000 หยวน

ทรัพย์สินทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีมูลค่าโดยรวม 553 ล้านหยวน"

ห้าร้อยล้าน!!! ในห้องนั่งเล่นพลันเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง

ย่าจางเค้นเสียงกล่าว “ตาเฒ่าถึงกับมีทรัพย์สมบัติมากถึงขนาดนี้!!” เป็นเวลากว่าหกสิบปีแล้วที่พวกเขาแต่งงานกันมา แม้จางร่วนร่วนจะรับรู้มาโดยตลอดว่าสามีของนางร่ำรวยเงินทอง แต่เขาก็ไม่เคยเอ่ยปากมาก่อนว่ามีเงินเท่าไหร่และที่ดินตรงไหน

โดยปกติแล้วนอกจากค่าใช้จ่ายในบ้านเช่นค่าจ้างคนงานต่างๆ หญิงชรามักจะได้เงินเดือนจากสามีเป็นจำนวนตายตัวเดือนละหนึ่งแสนหยวน

ลูกชายและลูกสาวของนางทั้งสามคน หยูชุน หยูเสวี่ย หยู่ไห่ เองก็ได้รับเงินเป็นเดือนจากตาเฒ่าหยูเช่นกัน ถ้านางจำไม่ผิดดูเหมือนพวกลูกๆ จะได้เงินใช้กันครอบครัวละหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน ไม่รวมเงินปันผลสิ้นปีมูลค่าหลายล้านจากหุ้นบริษัทหยูติงเฉียนที่ผู้เฒ่าหยูมอบให้พวกเขาตั้งแต่เกิดอีกคนละสิบเปอร์เซ็นต์…

ทรัพย์สิน 553 ล้านหยวนนี้ ย่าจางคิดเอาไว้แล้วต่อให้นางไม่ได้รับบ้าน ที่ดิน หุ้นหรือรถหรูสามคันที่ไม่รู้จะเอาไปขับที่ไหน อย่างน้อยๆ เครื่องประดับ เครื่องเพชรอะไรเทือกนั้นนางจะต้องได้!! พอคิดถึงเงินมรดกมูลค่าหลายล้านหยวนดวงตาของหญิงชราก็เป็นประกายแวววาวอย่างปิดไม่มิด

ทางฝั่งพวกลูกหลานสายตรงเองก็มีอาการไม่ต่างกัน

หยูชุน หยูเสวี่ย หยู่ไห่สามพี่น้องก่อนหน้านี้พวกเขาต่างก็เคยโดนเพื่อนฝูงในแวดวงธุรกิจดูถูกว่าเป็นพวก Old Money หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือพวกเศรษฐีเก่าที่ตอนนี้ทำได้แค่ใช้มรดกตกทอดไปวันวัน ไม่มีปัญญาหาเงินเอง…

ใครจะไปคาดคิดว่าบริษัทของหยูติงเฉียนแค่บริษัทเดียวจะมีมูลค่าทางการตลาดมากถึง 250 ล้านหยวน…

ภายในลูกหลานทั้งหมด หยูชุนนั้นเป็นลูกชายคนโต ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าทรัพย์สินทั้งหมดของบิดาตอนนี้ล้วนเป็นของเขาไปแล้วสี่ห้าส่วน

ทนายฉินยังไม่ทันได้ประกาศว่าทรัพย์สินจะถูกแบ่งออกไปอย่างไรผู้คนมากมายก็เริ่มส่งเสียงพูดคุยกันแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามพี่น้องบุตรโดยสายเลือดของหยูติงเฉียน พวกเขาถึงกับเริ่มพูดคุยกันแล้วว่าจะขายออกหุ้นบริษัทของบิดาไปอย่างไรจำนวนเท่าไหร่ รถยนต์สามคันใครจะเอาคันไหน เงินสดอีกแปดสิบล้านบิดาจะแบ่งให้พวกเขายังไง?

ได้ยินและเห็นท่าทางแบบนั้นของลูกหลานตระกูลหยูทนายฉินได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ภายในใจเขาเองยังแอบสงสารนายท่านหยูติงเฉียน

มีเงินแล้วอย่างไร มีบุตรแล้วอย่างไร คนพวกนั้นไม่ทันได้เศร้าโศกเสียใจในการตายของบิดาก็พูดเรื่องแบ่งสมบัติกันแล้ว…

ฉินซานมองหาหยูเจียหยูในกลุ่มคนเบื้องหลังแต่เพราะหญิงสาวทำตัวกลมกลืนเกินไปเขาจึงมองไม่เห็นเธอ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...