โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กองทัพปากีสถานไม่เคยรบชนะสงครามเลยแต่มีชัยชนะในการเลือกตั้งทุกครั้ง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 21 ก.พ. 2567 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2567 เวลา 05.41 น.

กองทัพปากีสถานไม่เคยรบชนะสงครามเลยแต่มีชัยชนะในการเลือกตั้งทุกครั้ง

สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเอเชียใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศอินเดีย อิหร่าน อัฟกานิสถาน และจีน มีชายฝั่งติดกับทะเลอาหรับ มีเนื้อที่รวม 1,030,000 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 171 ล้านคน มากเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามใหญ่เป็นอันดับที่สอง (รองจากอินโดนีเซีย) และเป็นสมาชิกที่สำคัญขององค์การความร่วมมืออิสลาม และเป็น 1 ใน 9 ประเทศของโลกนี้ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง

ภูมิภาคเอเชียใต้ที่ประกอบด้วย 8 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน, ปากีสถาน, อินเดีย, ศรีลังกา, ภูฏาน, เนปาล, บังกลาเทศ และมัลดีฟส์ ล้วนแต่เป็นอาณานิคมของอังกฤษมากว่า 100 ปีแล้วทั้งสิ้น ครั้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงและกระแสชาตินิยมรุนแรงขึ้น อังกฤษจึงจำใจให้ 8 ประเทศนี้ เป็นรัฐเอกราชแต่ได้ทิ้งปัญหาที่ตามมาคือการกระทบกระทั่งขัดแย้งกันของชนชาวฮินดูและชนชาวมุสลิมในประเทศหลัก 2 ประเทศในภูมิภาคนี้คือเอเชียใต้ คือประเทศอินเดียกับประเทศปากีสถาน ที่เกิดขึ้นภายใต้การปกครองแบบ “แบ่งแยกแล้วปกครอง-divide and rule” ของอังกฤษ ทำให้เกิดสงครามระหว่าง 2 ประเทศ คือ อินเดียกับปากีสถานถึง 4 ครั้ง

โดย ครั้งแรกใน พ.ศ.2490 หลังได้เอกราชเพียง 2 เดือนเท่านั้น ก็เกิดสงครามอันเป็นสงครามแย่งดินแดนแคว้นแคชเมียร์ที่ประชาชนส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม แต่มหาราชาผู้ครองแคว้นนับถือศาสนาฮินดู ดังนั้น ทั้งอินเดียและปากีสถานส่งทหารประจำการเข้าทำสงครามเป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยคณะมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติได้เข้ามาไกล่เกลี่ยสั่งให้ทั้ง 2 ชาติ หยุดยิงโดยตกลงให้ฝ่ายอินเดียได้ดินแดน 2 ใน 3 ของแคว้นแคชเมียร์ ส่วนทางปากีสถานได้พื้นที่ 1 ใน 3 ของแคว้นแคชเมียร์ตามแนวที่ทั้ง 2 ประเทศยึดครองอยู่เมื่อตอนหยุดยิงนั่นเอง และมีการแบ่งเส้นเขตแดนชั่วคราวในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2492

สงครามครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2508 โดยกองทัพปากีสถานเปิดฉากด้วยการส่งกองทัพขนาดใหญ่พุ่งโจมตีอินเดียก่อน โดยมีเป้าหมายยึดพื้นที่ของจังหวัดจัมมูและหุบเขากัษมีระ ทางด้านอินเดียได้ตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพทางบกและอากาศโจมตีแนวชายแดนปากีสถานตะวันตกเต็มรูปแบบ ทำให้ปากีสถานต้องถอนกำลังออกมาจากกัษมีระ ทั้ง 2 ฝ่าย มีทหารเสียชีวิตเป็นจำนวนนับพันนาย หลังจากปะทะกันอย่างหนักประมาณ 1 สัปดาห์ ทางการสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้เชิญ 2 ประเทศ มาเจรจาหยุดยิงที่นครทัชเคนต์ ประเทศสหภาพโซเวียต ให้ต่างฝ่ายต่างถอนกำลังทหารกลับที่ตั้งเดิมที่ขีดเส้นไว้เมื่อ พ.ศ.2492

สงครามครั้งที่ 3 เกิดขึ้นใน พ.ศ.2514 จากสาเหตุภายในของปากีสถานเอง คือเกิดความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรงในปากีสถานตะวันออกหรือสาธารณรัฐบังกลาเทศ ระหว่างประธานาธิบดีชีคมูจิบูร์ เราะห์มาน ที่เป็นชาวเบงกาลีมุสลิม กับ 2 ผู้นำฝั่งปากีสถานตะวันตก คือ พลเอกยาย่าห์ ข่าน และนายซัลฟีการ์ อาลีบุตโต ปากีสถานตะวันตก ใช้กองทัพจัดการปราบการจลาจลของชาวเบงกาลีอย่างหนักจนประชาชน 10 ล้านคน ลี้ภัยเข้าไปในอินเดีย อินเดียกับปากีสถานต่างส่งกองทัพประชิดชายแดนทุกด้าน รวมทั้งแคว้นแคชเมียร์ ปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออกเกิดเป็นสงครามขนาดใหญ่เต็มขนาดระยะเวลา 2 สัปดาห์ อินเดียมีกำลังพลมากกว่าสามารถยึดดินแดนปากีสถานตะวันตกได้พื้นที่บางส่วนของแคว้นแคชเมียร์ และยึดครองพื้นที่ของรัฐปัญจาบและรัฐชินด์เพิ่มขึ้นอีก รวม 15,010 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่กองทัพด้านปากีสถานตะวันออก อินเดียรุกเข้าไปยึดได้ทังหมดพร้อมกับสนับสนุน ชีคมูจิบูห์ เราะห์มาน ให้เป็นประมุขของบังกลาเทศ มีการสถาปนาให้เป็นรัฐเอกราช ทหารปากีสถานตกเป็นเชลยกว่า 90,000 นาย ทั้งเสียกำลังทางอากาศไป 1 ใน 4 กับกองทัพเรืออีกครึ่งหนึ่ง สงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถานครั้งนี้จัดว่าปากีสถานแพ้อย่างราบคาบ

สงครามครั้งที่ 4 ใน พ.ศ.2542 เรียกกันว่าสงครามอำเภอคาร์กิลในแคว้นแคชเมียร์ โดยปากีสถานเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีอินเดียที่ชายแดนกองทัพปากีสถานยึดแคชเมียร์ก่อนช่วงต้นปีแล้วเข้ายึดอำเภอนี้ไว้ได้ อินเดียตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพเพิ่มเข้าโจมตีกองทัพปากีสถานกลับ การสู้รบผ่านไป 3 เดือน ปากีสถานเสียทหารในพื้นที่กองทัพภาคเหนือไปมากกว่า 4,000 นาย ทางการสหรัฐอเมริกาได้เป็นคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาพิพาทของ 2 ประเทศ อินเดียได้อำเภอคาร์กิลกลับคืน

สรุปแล้วคำกล่าวที่พูดกันในปากีสถานว่า “กองทัพปากีสถานไม่เคยรบชนะสงครามเลยแต่มีชัยชนะในการเลือกตั้งทุกครั้ง” ก็เป็นความจริงครึ่งหนึ่งแล้วจากสงคราม 4 ครั้งกับอินเดีย แต่ความจริงอีกครึ่งหนึ่งก็มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้เช่นกัน คือกองทัพปากีสถานเข้าแทรกแซงทางการเมืองของปากีสถานมาโดยตลอด 77 ปีของการก่อตั้งประเทศปากีสถานมา โดยเฉพาะการเลือกตั้งทั่วไปจะเห็นได้จากการที่ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีของปากีสถานคนไหนเลยที่อยู่ครบวาระ 5 ปี รัฐบาลในอดีตถูกโค่นล้มจากการทำรัฐประหารหลายครั้ง และฝ่ายทหารยังมีอำนาจสั่งให้ศาลพิพากษาปลดนายกรัฐมนตรีแล้วตัดสินให้ถูกจำคุกหรือประหารชีวิตเป็นประจำ

บทพิสูจน์ที่เพิ่งผ่านมาหยกๆ คือเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หรือ 3 วันหลังการเลือกตั้งทั่วไปของปากีสถานสิ้นสุด ปรากฏว่ากลุ่มผู้สมัครอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเตห์รีก-อี-อินซาฟ (PTI) ของอดีตนายกรัฐมนตรี อิมราน ข่าน ได้ที่นั่งมากที่สุดในสภาผลการเลือกตั้งปากีสถานอย่างเป็นทางการที่ประกาศโดยคณะกรรมการเลือกตั้งระบุว่า ผู้สมัครอิสระได้คะแนนเสียง 102 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคสันนิบาตมุสลิมปากีสถาน-นาวาซ (PML-N) ของนายนาวาซ ชารีฟ อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ที่ถูกขับออกตำแหน่งและถูกจำคุกจนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศชั่วคราวจากอิทธิพลของกองทัพปากีสถาน ที่ได้อันดับ 2 ด้วยคะแนนเสียง 73 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชนปากีสถาน (PPP) ของอดีตนายกรัฐมนตรี 2 คน พ่อกับลูกสาว ชื่อบุตโต ที่พ่อถูกประหารชีวิตและลูกสาวถูกลอบสังหารโดยมีกองทัพปากีสถานอยู่เบื้องหลัง ได้ 54 ที่นั่ง แต่เนื่องจากพรรคใหญ่ 3 พรรคนี้ ไม่มีพรรคไหนได้คะแนนเสียงถึง 169 ที่นั่ง ที่จำเป็นสำหรับการครองเสียงข้างมากในสภา ทั้ง 3 พรรคจึงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าพรรคสันนิบาตมุสลิมปากีสถาน-นาวาซ ของนายชารีฟ และพรรคประชาชนปากีสถาน มีการพูดคุยกันเรื่องจัดตั้งรัฐบาลแล้วภายใต้การหนุนหลังของกองทัพปากีสถาน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะถึงแม้ทั้ง 2 พรรคนี้ที่จะตกลงรวมกันได้ก็ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้อยู่ดี ซึ่งแน่นอนที่สุดกองทัพปากีสถานก็จะเข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน เนื่องจากกองทัพปากีสถานเคยปกครองประเทศโดยตรงมาแล้วเกือบ 30 ปี จากช่วงเวลาทั้งหมด 76 ปี นับตั้งแต่ปากีสถานได้รับเอกราชมา

ครับ! กองทัพปากีสถานไม่เคยรบชนะสงครามเลยแต่มีชัยชนะในการเลือกตั้งทุกครั้ง

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กองทัพปากีสถานไม่เคยรบชนะสงครามเลยแต่มีชัยชนะในการเลือกตั้งทุกครั้ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...