ทะลุมิติเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่าที่ถูกทอดทิ้ง
ข้อมูลเบื้องต้น
ซ่งซูหลานวิศวะสาวปีสามได้ข้ามมิติเวลาเข้ามาในยุคจีนโบราณขณะที่ตนกำลังทำการทดลองอยู่ในห้องแล็บ ทว่าข้ามมิติเข้ามาทั้งทีดันได้เป็นคุณหนูรองที่ถูกบิดาทอดทิ้ง ถูกมองว่าไร้ค่าเป็นตัวอัปมงคลเพราะตั้งแต่ถือกำเนิดนางก็ทำให้มารดาของตนต้องตาย อยู่มาวันหนึ่งได้พบเข้ากับชายปริศนานอนจมกองเลือดในสภาพปางตาย เพียงแต่การพบกับเขาในครานี้ส่งผลให้ชีวิตของนางต้องพลิกผันไปตลอดกาล
Ex…
"คุณชาย ยามนี้ท่านไม่ต่างจากเด็กคนหนึ่ง ความทรงจำขาดหาย เรื่องสามีภรรยาท่านรู้จักหรือ ข้าไม่อาจเป็นฮูหยินให้ท่านได้ คนเราจะอยู่กินฉันสามีภรรยาต้องเกิดจากความรัก ทว่าท่านและข้าเป็นเพียงคนผ่านทางที่รู้จักกันก็เท่านั้น ที่เอ่ยออกมาท่านก็แค่ต้องการตอบแทนบุญคุณข้าหาใช่เกิดจากความรักอันแท้จริง"
อีกฝ่ายนิ่งเงียบ นัยน์ตาคมกริบยังคงจดจ้องดวงตากระจ่างใสด้วยความแน่วแน่ "ข้ารู้…ถึงยามนี้ข้าความจำเสื่อม และต่อให้วันหนึ่งข้าจำทุกอย่างได้ ข้าก็จะไม่มีวันลืมเจ้า และจะต้องให้เจ้าเป็นฮูหยินของข้าให้ได้ หาใช่เพื่อต้องการตอบแทนบุญคุณเท่านั้น ทว่าข้า…"
ซ่งซูหลานยกมือตะปบปากของเขาทันควัน "ท่านหยุด!…เรื่องเช่นนี้ใช่จะเอ่ยกับใครก็ได้"
ลมหายใจอุ่น ๆ พร้อมริมฝีปากที่ขยับยกผ่านฝ่ามือส่งผลให้ใบหน้าขาวนวลเห่อร้อนแปรผันเป็นสีชมพูระเรื่อ ซ่งซูหลานเร่งเอามือของตนออกทันควัน
"หอมยิ่งนัก"
ซ่งซูหลานใจเต้นระรัว นางช้อนดวงตามองเขาแช่มช้า "ทะ…ท่านนอนไปเลย คนบ้า"
**อัปเดตทุกวันเวลา 19:15น.**
***อยากแนะนำให้อ่านโดยละเอียดค่ะ***
นิยายเรื่องนี้เป็นแนวทะลุมิติ พระเอกคลั่งรัก การอัปเดตรายตอนไรต์จะทำการแบ่งเป็น 2 พาร์ท ตั้งแต่บทที่ 2 เป็นต้นไปนะคะ บางตอนอาจไม่ได้แบ่งขึ้นอยู่กับจำนวนคำและความเหมาะสมค่ะ โดยจะเริ่มติดเหรียญล่วงหน้าตั้งแต่บทที่ 11 หากท่านใดไม่สะดวกปลดเหรียญก่อนสามารถรอปลดตามวันและเวลาที่แจ้งในรายตอนนั้น ๆ ได้เลยนะคะ (**การติดเหรียญล่วงหน้า** เนื้อหาบทใดไม่ถึง 1000 คำ ไรต์จะติด 3 เหรียญค่ะ หากเนื้อหาบทใด 1000+ คำ ไรต์ขออนุญาตติด 5 เหรียญนะคะ) หากต้องการปลดเหรียญไว้อ่านได้ตลอดสามารถเลือกปลดได้ทั้งล่วงหน้าและถาวรค่ะ แต่การติดเหรียญล่วงหน้าและถาวรจะไม่เท่ากันนะคะ (แนะนำพิจารณาความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจค่ะ) สำหรับคุณนักอ่านท่านใดยินดีสนับสนุนค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถปลดเหรียญเพื่อรับความสนุกก่อนได้เลยค่ะ หรือสามารถดาวน์โหลด Ebook จากทาง DekD หรือที่ Meb ได้เลยนะคะ ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนิยายของไรต์น้า…
คำเตือน
เนื้อหาในนิยายเป็นเพียงจินตนาการของไรต์เท่านั้น ไม่มีการอ้างอิงถึงบุคคลหรือสถานที่จริงแต่อย่างใด เนื้อเรื่องเน้นความสัมพันธ์ของตัวละคร ไม่มีนอกกายนอกใจแน่นอน หากเนื้อหาไม่ถูกใจอย่างไรต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ สามารถคอมเมนต์อินในบทบาทของตัวละครได้เต็มที่ค่ะ รบกวนไม่คอมเมนต์ในเชิงที่บั่นทอนจิตใจผู้เขียนนะคะ ทุกการแนะนำไรต์ล้วนใส่ใจและยินดีนำมาปรับปรุงแก้ไขค่ะ อย่างไรแล้วโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ ขอบคุณทุกการสนับสนุนค่ะ
Trigger Warning
cutting ใช้ของมีคม
Phobia : ความหวาดกลัว
Consent : การยินยอมพร้อมใจ
Blood : คำบรรยายเกี่ยวกับเลือด
Panic : อาการตระหนก ตกใจ หวาดกลัว
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558 ห้ามคัดลอกเนื้อหา ภาพประกอบ หรือเผยแพร่ดัดแปลงเนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางนักเขียน หากพบการกระทำที่ละเมิดดังกล่าว ขออนุญาตดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฏหมายต่อไป
บทที่ 1 คุณหนูรองตระกูลซ่งผู้ถูกทอดทิ้ง
ตำบลเลี่ยงหลินเป็นพื้นที่ห่างไกลซ้ำยังทุรกันดาร เรื่องเกษตรกรรมการเพาะปลูกล้วนฝืดเคือง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล แม้จะนับว่าอยู่ในเขตการปกครองของแคว้นฮุ่ยเหอซึ่งมากล้นด้วยพืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ทว่าการช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านยามแร้นแค้นกลับได้รับเพียงกะพร่องกะแพร่ง เกรงว่าบรรดาขุนนางที่ดูแลเขตแดนแห่งนี้ ล้วนมีแต่พวกคดโกง อาศัยว่าตนมีอำนาจและตำแหน่งสูงส่งผนวกความรู้มากหน่อย ก็เอาเปรียบชาวบ้านตาดำ ๆ โดยคิดว่าเทพไม่รู้ผีไม่เห็น
ซ่งซูหลานก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ริมลำธารกลางป่าไผ่ นางเป็นคุณหนูรองตระกูลซ่งทว่าบิดากลับไม่เหลียวแล ส่งตัวของนางมายังตำบลที่แสนอัตคัด เพียงเพราะหลงงมงายในคำทำนายไม่มีมูล แม้ซ่งซูหลานทราบดีว่าเป็นกลอุบายของฮูหยินรองกระนั้นนางก็เป็นลูกที่เกิดมาแล้วทำให้มารดาของตนต้องสิ้นใจจริง ๆ หากบิดาจะเกลียดชังบุตรสาวเช่นนางก็คงสมควรกระมัง
"คุณหนูเจ้าคะ ท่านทำเหยาะแหยะเช่นนั้นแล้วเมื่อใดจะเสร็จเล่า ตะวันจะลับขอบฟ้าแล้วเร่งมือเข้าเถิด"
เสียงสตรีวัยกลางคนแผดขึ้น ลี่ถังเป็นผู้ดูแลเรือนของที่นี่ ตระกูลซ่งกว้านซื้อที่ดินและเรือนหลายหลังเอาไว้ บิดาของซ่งซูหลานส่งตัวบุตรสาวมาอยู่กับนางตั้งแต่แบเบาะ ซ่งซูหลานถูกเลี้ยงดูโดยแม่บ้านลี่หรือลี่ถัง นางไม่เคยถูกประคบประหงมจากบ่าวผู้นี้เลยสักหน ถึงแม้ตนเป็นคุณหนูรองของตระกูลก็ตาม ตรงกันข้าม ซ่งซูหลานถูกเลี้ยงดูดุจดั่งลูกของบ่าวไพร่ผู้หนึ่ง อาหารการกินที่ดีที่สุดของนางคงนับว่าเป็นโจ๊กต้มเกลือกระมัง
เรียวมือเล็กยกขึ้นปาดเหงื่อ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาทว่าเหลืองซูบแหงนขึ้น นางเหลือบมองผ้าที่ยังไม่ได้ซักพะเนินเทินทึกกองกันอยู่ ก็พลันผ่อนหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย
ซ่งซูหลานตอบกลับเสียงค่อย "แม่บ้านลี่ กลับไปพักผ่อนเถิด ไว้เรียบร้อยแล้วข้าจะตามไป"
"หึ!…ตามใจท่าน รีบมาให้ทันมื้อเย็นเล่า ไม่เช่นนั้นหมดก่อนอย่ามาต่อว่าข้าเชียว" ลี่ถังกระฟัดกระเฟียดเดินจากไป
ลำพังนางเลี้ยงดูบุตรของตนถึงสองคนก็ลำบากมากพอแล้ว หน้าที่ของนางคือการดูแลเรือนหลังโตซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ทุรกันดารซ้ำยังห่างไกลความเจริญมิให้ทรุดโทรม กระนั้นซ่งหยวนหมิงกลับส่งบุตรสาวของตนมาให้นางดูแลอีกหนึ่ง เงินเดือนหรือก็หาได้เพิ่มมาสักอีแปะ นางเลี้ยงดูลูกที่พ่อทอดทิ้ง ซ้ำยังเป็นบุตรมาตุฆาตมารดาจนเติบใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ก็นับว่าบุญหัวเท่าใดแล้ว
ทว่ากลับมิใช่เรื่องโชคร้ายเสมอไป ครั้นเมื่อซ่งซูหลานอายุไม่กี่หนาวนางก็สามารถช่วยลี่ถังแบ่งเบาภาระงานบ้านงานเรือนได้มากโข ในเมื่อฮูหยินรองบอกเองว่าไม่ต้องดูแลนางอย่างดี เช่นนั้นสิ่งที่ลี่ถังกระทำไปคงถูกจุดประสงค์ของนายหญิงแล้วกระมัง
ซ่งซูหลานมองตามอีกฝ่ายก็พลอยส่ายศีรษะ จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาทำงานที่ล้นมือต่อไป อาทิตย์กำลังอัสดง ซ่งซูหลานจึงเร่งทำความสะอาดเสื้อผ้าเหล่านั้นอย่างขมีขมัน ทว่าไม้ที่ใช้เคาะตียามซักกลับหลุดมือลอยละล่องไปตามกระแสน้ำ นางจึงสาวเท้าลงไปด้วยความทุลักทุเลพลางเอื้อมคว้าไม้ขนาดพอเหมาะซึ่งลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ
ตู้ม!
ซ่งซูหลานหน้าคะมำหล่นลงน้ำ ผู้ใดจะทันคาดคิดว่าลำธารแห่งนี้ช่างลึกนัก ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ซ่งซูหลานว่ายน้ำไม่เป็น!
"…ช่วยด้วย!"
มือเรียวพยายามตะเกียกตะกายเพื่อขอความช่วยเหลือ มือทั้งสองโผล่พ้นผิวน้ำ ใบหน้าพยายามแหงนเงยเพื่อหายใจรับอากาศเข้าปอด กระนั้นนางกลับดื่มน้ำเข้าไปหลายอึกแล้ว ซ่งซูหลานตบตีน้ำจนแตกกระจายพร้อมศีรษะซึ่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ
"ชะ…ช่วยด้วย…ไม่ไหวแล้ว"
ร่างบอบบางลอยไปตามกระแสน้ำเชี่ยวกราก พร้อมกับเรี่ยวแรงที่หลงเหลือเพียงกะพร่องกะแพร่ง เปลือกตาบางค่อย ๆ ปิดปรือเมื่อกายจมดิ่งลงใต้ผืนน้ำ ซ่งซูหลานคงไม่มีโอกาสรอดชีวิตแล้ว ถึงอย่างไรการมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ก็ไม่เคยใจดีกับนางเลยสักนิด ต่อให้นางทำดีเป็นร้อยเท่าพันทวีกลับไม่เคยมีผู้ใดมองเห็น เช่นนั้นจิตวิญญาณดวงนี้ปรโลกก็มารับนางไปเถิด…
ลมหายใจสุดท้ายที่ถูกกลั้นเอาไว้จึงขาดสะบั้นลงในที่สุด ผืนป่ากลับสู่ความเงียบสงัด ร่างบอบบางยังคงลอยเคว้งอยู่ใต้ผืนธารา ทว่าลี่ถังกลับไม่คิดมาตามซ่งซูหลานสักนิด ซ้ำยังนั่งทานอาหารกับลูกชายของตนด้วยท่าทีสบายอารมณ์ยิ่ง หยางเชาเด็กน้อยวัยสามขวบชะเง้อตามองว่าเมื่อใดซ่งซูหลานจะกลับเสียที
"ท่านแม่ พี่ฉาวยังไม่กลับอีกหรือขอรับ อาหารจะหมดอยู่แล้ว ท่านไม่แบ่งไว้ให้นางหรือ"
ลี่ถังตวัดสายตามองฉับ มือที่ป้อนอาหารให้เด็กน้อยราวหนึ่งขวบชะงักลง
"หม่ำ หม่ำ" เด็กแก้มยุ้ยพยายามยืดใบหน้าเพื่องับเอาข้าวในมือของมารดา
"อาเชา เจ้าเป็นห่วงนางยิ่งกว่ามารดาเช่นข้าเสียอีก ข้าบอกนางให้เร่งกลับมาแล้ว ในเมื่อนางไม่ยอมทำตามที่ข้าบอกเช่นนั้นอาหารนี่ก็ไม่ต้องเหลือ กินให้หมด!"
เด็กน้อยหน้าสลดลงเดี๋ยวนั้น ตอบรับเสียงแผ่ว "ขอรับ"
"ข้าล่ะหน่ายกับเจ้า ทำราวกับว่าเป็นพี่น้องคลานตามกันมา เจ้าจำเอาไว้ต่อให้นางเป็นคุณหนูรอง แต่นางเป็นตัวกาลกินี ไยชอบเข้าใกล้นางนัก หากข้าเห็นเจ้าข้องเกี่ยวเที่ยวเล่นกับนางอีกจะฟาดให้หลังลาย"
หยางเชาก้มหน้างุด เขาเป็นลูกของลี่ถังก็จริงอยู่ ทว่านิสัยใจคอกลับแตกต่างจากมารดามากนัก แม้อายุเพียงไม่กี่ขวบกลับรู้ประสามากกว่าผู้ใหญ่บางคน
"ค่ำมืดแล้ว กินเสร็จก็เก็บด้วยเล่า ข้าจะพาหยางเอ๋อร์เข้านอน" ลี่ถังก้มลงอุ้มบุตรชายคนเล็กขนาบเอว เด็กน้อยโบกไม้โบกมืออ้อแอ้
หยางเชากวาดสายตามองอาหารบนโต๊ะที่เหลือไม่ถึงครึ่ง เจ้าตัวเล็กไม่หยิบตะเกียบทานต่อ เพียงเก็บอาหารที่ยังมีเนื้อบ้างประปราย พร้อมข้าวสวยหนึ่งถ้วยซ่อนเอาไว้ไม่ให้ลี่ถังเห็น เด็กน้อยชะเง้อมองทางต่อไปอย่างมีหวัง
"พี่ฉาวท่านไปเล่นชาหนุกที่ใดกัน มืดค่ำเพียงนี้ยังไม่กลับอีกหรือ อาเชาเป็นห่วงท่าน" หยางเชานั่งเฝ้าอาหารถ้วยนั้นเพื่อรอซ่งซูหลานด้วยใจห่อเหี่ยว เทียนที่จุดไว้เพื่อให้ความสว่างค่อย ๆ หรี่แสงลงเรื่อย ๆ น้ำตาเทียนย้อยหยดดุจใครบางคนกำลังร่ำไห้ เนื่องจากยามนี้ดึกมากแล้ว เด็กน้อยไม่อาจทานทนความง่วงงุนไหว ใบหน้าเล็กคล้อยต่ำลงเนิบช้า กระทั่งแก้มป่องแนบลู่บนโต๊ะอาหาร หยางเชาพลันม่อยหลับลงในที่สุด
.
.
บุ๋ง บุ๋ง บุ๋ง…
เฮือก!!…
ซ่งซูหลานโผล่พรวดขึ้นเหนือผิวน้ำ นางแหงนหน้าอ้าปากพะงาบๆ เฉกเช่นตะพาบโผล่หัว เสียงหอบหายใจกะพร่องกะแพร่งสะท้อนก้องไปทั่วผืนป่า นัยน์ตาดอกท้อกวาดมองสรรพสิ่งท่ามกลางความอนธการ
"นี่มันที่ไหนกัน!?"
ซ่งซูหลานเบิกตากว้างตะลึงลาน นางยกมือทั้งสองของตนขึ้นสำรวจ พลางตบเปาะแปะบริเวณใบหน้าซีดขาวดุจไร้วิญญาณเพื่อเรียกสติ ฝ่ามือเย็นเยียบลูบคลำสะเปะสะปะด้วยความงุนงง
"เกิดอะไรขึ้น เรามาอยู่ในน้ำได้ยังไง จำได้ว่าก่อนหน้ายังทำงานวิจัยอยู่ในห้องทดลอง แล้วนี่ นี่…" ริมฝีปากบางเฉียบขึ้นสีม่วงคล้ำ อ้าค้างสั่นระริกด้วยอาการตื่นตระหนก หัวสมองของนางว่างเปล่าขาวโพลนชั่วขณะ เมื่อตั้งสติได้แล้วซ่งซูหลานจึงพยายามตะกุยตะกายพาร่างอันไร้เรี่ยวแรงขึ้นจากน้ำ พลางหายใจเหนื่อยหอบ ซ่งซูหลานขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
เสียงฝีเท้าย่างกรายเข้าใกล้จากทางเบื้องหลัง พร้อมดวงไฟให้ความสว่างหรุบหรู่ดุจผีน้อยแขวนคอล่องลอยเข้าใกล้ ทว่ายามนี้ซ่งซูหลานหูดับสติหลุดลอยไปเสียแล้ว คิ้วเรียงสวยเคลื่อนเข้าหากันแทบผูกเป็นปม
"พี่ฉาว…ท่านอยู่ที่นี่เองหรือ" เสียงเด็กเรียกจากทางด้านหลัง
ซ่งซูหลานผงะพลันแหงนหน้าขึ้นเนิบช้าด้วยหัวใจไหวระรัว อากาศหนาวทำให้กายสั่นสะท้านไม่พอ คนเบื้องหน้ายิ่งส่งผลให้ริมฝีปากบางกระตุกยิก ๆ พร้อมฟันที่กระทบกันจนแทบสิ้นสติ
"เหวอ ผะ…ผีเด็ก!!"
หยางเชาตื่นตระหนก ขว้างโคมไฟในมือทิ้ง จากนั้นกระโดดโหยงลงมาเกาะแขนผู้ที่ตนเรียกว่าพี่สาวเดี๋ยวนั้น
"ผะ…ผีหรือ ไหนขอรับ ไหน!?"
ซ่งซูหลานตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของนางผิดจังหวะไปเสียหมด
"นะ…หนูเป็นใคร"
เด็กน้อยแหงนหน้ามองซ่งซูหลาน พลางคลี่ยิ้มอวดเหงือกที่ฟันหน้าหายไปถึงสองซี่ มิน่าเล่าเขาถึงเรียกนางว่าพี่สาวไม่ชัดเจน "พี่ฉาว ท่านหิวข้าวจนชาติเลอะเลือนเชียวหรือ"
"หา…พี่ฉาว เอ๊ย!…พี่สาว เมื่อกี๊หนูเรียกพี่ใช่ไหมจ๊ะ" ซ่งซูหลานกะพริบตามองอีกฝ่ายปริบ ๆ พลางชี้นิ้วไปที่ตน
หยางเชาพยักหน้าหงึกหงัก "อาหารเย็นชืดแล้ว ท่านรีบกลับไปกินก่อนท่านแม่จะตื่นเถิด"
ซ่งซูหลานอึ้งงัน นางไม่ทราบว่าตนมาโผล่ในพื้นที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้ได้อย่างไร คงมีเพียงการตามเด็กคนนี้ไปเสียก่อน แล้วเหตุใดกายของนางจึงเปียกมะล่อกมะแล่กประดุจลูกสุนัขจมน้ำ นี่เป็นความฝันหรือเรื่องจริงกันแน่ นางคงไม่ได้ทำการทดลองแล้วเกิดระเบิดจนสมองเลอะเลือนใช่หรือไม่
บทที่ 2 ทะลุมิติเวลามาเป็นคุณหนูผู้ตกอับ (1/2)
ซ่งซูหลานเดินตามเด็กตัวจ้อยซึ่งจูงมือนางเอาไว้อย่างงุนงง ในที่สุดทั้งสองก็มายืนจังก้าที่หน้าเรือนหลังโอ่อ่า ทว่าดูเก่าคร่ำคร่าอยู่ทีเดียว นางลดสายตามองหยางเชาด้วยความใคร่รู้
"นี่บ้านของหนูหรือจ๊ะ"
เด็กน้อยส่ายหน้า จากนั้นจึงชี้นิ้วมาที่นาง "บ้านพี่ฉาว แต่ว่าท่านแม่เป็นคนดูแลที่นี่ขอรับ"
ซ่งซูหลานยอบกายนั่งยอง ฝ่ามือยกขึ้นลูบศีรษะเจ้าตัวเล็กด้วยความเอ็นดูยิ่ง ริมฝีปากผลิยิ้มอบอุ่น "นี่จะเป็นบ้านของพี่ได้ยังไง พี่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกเอง"
หยางเชาเอียงคอขณะเดียวกันก็ยกมือเกาแก้ม "พี่ฉาวลืมแล้วหรือ เช่นนั้นเข้าบ้านก่อนดีกว่า ท่านตัวเปียกเพียงนี้คงหนาวแย่แล้ว"
ซ่งซูหลานกะพริบตาถี่ นางกวาดสายตามองเรือนร่างที่เปียกชุ่มโชกของตน พร้อมกับเสื้อผ้าสีซีดมีรอยปะชุน หนำซ้ำยังราวกับสตรีหลงยุค จะว่าไปแล้วเด็กน้อยก็แต่งกายไม่ต่างจากนางเช่นกัน ซ้ำภาษาที่เอ่ยยังดูแปลกพิกล
ซ่งซูหลานใจเต้นระรัว เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล นางคงไม่ได้เจอกับเรื่องอัศจรรย์พันลึกใดใช่หรือไม่ เดิมทีซ่งซูหลานทำการทดลองอยู่ที่ห้องแล็บในบ้านของตนเอง เหตุใดจึงมาโผล่ที่ไม่คุ้นตาเช่นนี้ได้กัน
ทว่าเมื่อนางมองผ่านความอนธการซึ่งมีเพียงแสงจากดวงจันทราที่สาดสะท้อนให้ความสว่าง นัยน์ตาดอกท้อก็พลันเปิดกว้างด้วยความตื่นตะลึง
นี่มันต้นสนหน้าบ้านเราไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่ได้!
เพราะไม้ยืนต้นขนาดใหญ่นี้ถึงแม้อายุหลายร้อยปีทว่าลักษณะกลับไม่ได้แตกต่างจากหน้าบ้านของนางเลย ซ่งซูหลานผู้นี้หาใช่คุณหนูรองคนเดิม ทว่านางคือนักศึกษาคนหนึ่งที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เมื่อซ่งซูหลานฉุกนึกได้ดังนั้นนางจึงเร่งสับเท้าเป็นระวิงมายืนอยู่เบื้องหน้าสนต้นสูง
ต้นไม้คล้ายกันไม่ผิดเพี้ยน ทว่าบริเวณแห่งนี้กลับมีของเซ่นไหว้ซึ่งนางมิใช่คนทำเป็นแน่แท้ เมื่อหันหลังกลับไปมอง ก็พบกับเรือนทรงโบราณขณะเดียวกันบ้านของตนกลับซ้อนทับขึ้นดุจภาพสามมิติ ซ่งซูหลานซวนเซเล็กน้อยพลันยกมือกุมขมับ
"อย่าบอกนะว่า…เราข้ามมิติเข้ามายังโลกในสมัยโบราณ!"
ซ่งซูหลานยืนตัวแข็งทื่อประดุจดินปั้นไม้แกะสลัก เด็กน้อยวิ่งเตาะแตะเข้ามาหานางพร้อมทั้งเขย่าแขน "พี่ฉาว พี่ฉาวเป็นอะไรขอรับ"
ซ่งซูหลานยอบกายลง จากนั้นเอ่ยถามด้วยความประหม่า "เอ่อ…หนูจ๊ะ พี่ถามอะไรหน่อยได้ไหม พี่มีชื่อว่าอะไร แล้วตอนนี้เวลาไหนคะ"
หยางเชาทำหน้างุนงง ซ่งซูหลานทราบได้ทันทีว่าเพราะเหตุใด นางกระแอมหนหนึ่ง จากนั้นกล่าวถามใหม่ "คือว่า…นี่ยามใดแล้วหรือ"
หยางเชายิ้มแฉ่ง เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีพลางขบคิด แล้วจึงเหลียวกลับมาตอบคำถาม "ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าใด แต่โดยปกติพี่ฉาวเป็นคนสอนข้ามองดูโมงยาม ท่านอยากทดสอบข้างั้นหรือ อือ…นี่น่าจะเข้ายามฮ่าย[1]
แล้วขอรับ"
ซ่งซูหลานขมวดคิ้ว นางยกนิ้วขึ้นนับเวลา เพราะเคยได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มาบ้าง นางจึงพอทราบเรื่องการนับโมงยามของบรรพบุรุษสมัยก่อน
"นะ…นี่มันเวลาเดียวกันกับช่วงที่เรากำลังทดลองเลยนี่ อย่าบอกว่าดินประสิวระเบิดใส่เรา จากนั้นดวงวิญญาณเลยมาติดอยู่ที่นี่ แต่ว่าทำไมเราจึงมีความรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ หากเป็นดวงวิญญาณจริง เราจะมีความรู้สึกได้ยังไง หรือฝัน กำลังฝันแน่ ๆ ซูหลาน!"
เด็กน้อยมองซ่งซูหลานคุยกับตนเองเฉกเช่นคนเสียสติ หรือนางจมน้ำจนเลอะเลือนไปชั่วขณะ มือน้อยกระตุกแขนเสื้อที่ยังเปียกปอนอีกหน "พี่ฉาว พี่ฉาว รีบเข้าบ้านเถอะนะขอรับ อากาศยามค่ำเย็นมาก เดี๋ยวจะไม่ชาบายเอาได้"
ซ่งซูหลานหลุดจากภวังค์ ไม่น่าเชื่อว่านางกำลังทะลุมิติเข้ามาในช่วงยุคโบราณเข้าจริง ๆ หนำซ้ำยังอาศัยทับที่บ้านหลังปัจจุบันของตนเสียด้วย "เด็กน้อย เจ้ามีนามว่าอะไรหรือ แล้วข้ามีนามว่าอะไร"
"ว้า…พี่ฉาวถูกท่านแม่ใช้งานหนักจนกลายเป็นคนชาติเลอะเลือนเชียวหรือนี่" มือน้อย ๆ เอื้อมมายังเบื้องหน้า จากนั้นจึงใช้หลังมืออังบริเวณหน้าผากนูนเด่น
หยางเชาทำตาโต อ้าปากหวอ "โอ้…พี่ฉาวไม่ชาบายนี่เอง ไปเถอะขอรับ ไว้เดี๋ยวข้าจะบอกท่านอีกที ตอนนี้ต้องไปผลัดผ้าทานข้าวและทานยาก่อนนะขอรับ"
ซ่งซูหลานไม่อยากรบเร้าต่อ ขาเรียวเดินตามเด็กตัวเล็กอย่างว่าง่าย เด็กน้อยดันกายของนางเข้าไปยังห้องใต้บันได ทั้งที่บ้านหลังนี้ออกใหญ่โต เหตุใดที่พักจึงคับแคบนัก กระนั้นยังมีกลิ่นหอมจาง ๆ ลอยปะทะโสตประสาทให้ได้รู้สึกผ่อนคลาย เกรงว่าเจ้าของห้องเดิมคงรักสะอาดอยู่ไม่น้อย
เชิงอรรถ
^ 亥时 (haìshí | ยามฮ่าย) - 21:00 - 23:00 เดิมเรียก 人定 (réndìng | คนนิ่ง)
บทที่ 2 ทะลุมิติเวลามาเป็นคุณหนูผู้ตกอับ (2/2)
หยางเชายื่นโคมไฟให้นาง ซ่งซูหลานรับมาแบบงง ๆ จากนั้นจึงใช้สำรวจบรรยากาศโดยรอบ ด้านในมีโต๊ะเครื่องแป้งทำจากไม้สักเก่าซีด ส่วนเสื้อผ้าถูกแยกไว้เป็นสัดส่วน ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นคงเพราะเหล่าถุงหอมที่วางพะเนินกองกันนี้จึงส่งผลให้การอาศัยอยู่ห้องใต้บันไดมิได้แย่เท่าใด ซ่งซูหลานกวาดสายตามองเสื้อผ้าในยุคโบราณด้วยความตื่นเต้น ถึงจะเก่าไปบ้างแต่ทว่ากลับมีบางตัวที่ยังดูสะอาดและใหม่เอี่ยมทีเดียว นางจึงตัดสินใจหยิบชุดนั้นขึ้นทาบบนกายของตน
"พอดีเป๊ะเลย"
หยางเชาเข้ามาด้านในพร้อมถ้วยอาหารสองสามอย่าง จากนั้นจึงวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง ซ่งซูหลานผินหน้ามองตามอีกฝ่ายด้วยความสนใจ คาดไม่ถึงว่าเด็กตัวกะเปี๊ยกจะสามารถช่วยเหลือและปรนนิบัติผู้อื่นได้อย่างคล่องแคล่วเพียงนี้
"พี่ฉาว ท่านจะฉวมชุดนี้หรือขอรับ เดิมทีท่านเคยบอกว่าไม่กล้าหยิบมาใช้ เพราะท่านต้องทำงานบ้านทุกวัน เกรงว่าจะเปื้อนเอาได้ เพราะเป็นอาภรณ์ตัวเดียวที่ท่านแม่ของท่านทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า"
ซ่งซูหลานส่งยิ้ม นางไม่รู้เช่นกันว่าตอนนี้ตนคือผู้ใด และอยู่ในสถานะไหนของบ้านหลังนี้ ในเมื่อไม่อาจหลีกหนีโชคชะตา เช่นนั้นก็คงต้องปล่อยเรือตามน้ำไปก่อน
"ถ้างั้นวันนี้พี่สาวจะใส่ชุดสวย ๆ นี่ให้เจ้าชมดีหรือไม่"
หยางเชาคลี่ยิ้มลิงโลด เด็กน้อยยกมือสองข้างพลางกระโดดโหยงเหยง "ข้าอยากเห็นพี่ฉาวแต่งกายงดงามมานานแล้ว เอาฉิ ๆ ข้าจะรอดูนะขอรับ"
เพราะหยางเชาถูกพร่ำสอนจากซ่งซูหลานมาโดยตลอดว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด แม้ตอนนี้ตนจะยังเด็กมากก็ตาม ทว่ากลับรู้ความยิ่งนัก หยางเชาเดินออกไปรอด้านนอกโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายเอ่ยปากด้วยซ้ำ จากนั้นซ่งซูหลานจึงตัดสินใจผลัดผ้าที่เปียกชุ่มออกอย่างไม่เร่งร้อน
นัยน์ตาดอกท้อกวาดมองเรือนร่างบอบบางผ่านคันฉ่องสีอำพันโดยใช้แสงจากโคมไฟ แม้จะไม่ชัดเจนเท่าใดนักทว่าใบหน้านี้เป็นของนาง กระนั้นกลับดูซูบผอมกว่าตนในอีกศตวรรษ
"เธอคือฉัน ฉันคือเธองั้นเหรอ ทำไมเราเหมือนกันแบบนี้ล่ะ แต่ว่าเธอผอมเกินไปหน่อยนะ ไดเอทอยู่หรือไง" ซ่งซูหลานถอนหายใจเมื่อเห็นเรือนร่างที่ผอมกะหร่องสะท้อนหน้าคันฉ่อง
"พี่ฉาวเฉ็จหรือยังขอรับ" เสียงใสดังมาจากด้านนอก
"เรียบร้อยแล้ว เจ้าเข้ามาเถิด" ซ่งซูหลานเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว แม้จะดูเหลือเชื่อแต่ก็ต้องยอมรับมันให้ได้
หยางเชาเดินเข้ามาด้านใน ทันทีที่เห็นพี่สาวที่ตนมักเรียกหาอยู่เสมอเปลี่ยนแปลงไป แววตากระจ่างใสก็พลอยเปิดกว้างระริกไหวด้วยความตื่นตะลึง เขาไม่เคยเห็นซ่งซูหลานแต่งกายงดงามเช่นนี้มาก่อน
"พี่ฉาวงดงามนัก ข้าอยากให้ท่านแต่งตัวแบบนี้ทุกวัน"
ซ่งซูหลานยอบกายลงนางเอื้อมมือลูบศีรษะหยางเชาด้วยความเอ็นดู "เอาสิ ต่อไปพี่สาวจะแต่งตัวสวย ๆ ทุกวัน"
ดีใจได้ไม่นานรอยยิ้มลิงโลดเมื่อครู่ก็หุบฉับลง "เพียงแต่…ท่านแม่จะไม่ว่าอะไรท่านใช่ไหมขอรับ"
"ท่านแม่?" ซ่งซูหลานเลิกคิ้วฉงน
หยางเชาพยักหน้าหงึกหงัก "พี่ฉาว ข้าเห็นท่านแม่ใช้งานท่านหนักมาก ท่านเป็นถึงคุณหนูรอง หากวันหนึ่งท่านกลับไปยังเมืองหลวง ท่านจะเอาผิดท่านแม่ของข้าหรือไม่ จริง ๆ ข้าอยากช่วยแบ่งเบาท่านมากแต่เพราะข้ายังเด็กนัก เรื่องบางเรื่องข้าก็ไม่อาจทำได้"
แม้ซ่งซูหลานไม่ค่อยเข้าใจเท่าใด ทว่านางกลับแย้มริมฝีปากตอบกลับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น "เด็กดี…ไม่ต้องห่วง ไหนเจ้าลองเล่าทุกอย่างให้ข้าฟังได้หรือไม่"
หยางเชาพยักหน้าหงึกหงัก ทั้งสองจึงเดินไปนั่งยังโต๊ะขนาดพอดี ซ่งซูหลานอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายเขย่าขาน้อย ๆ ไปมาจากนั้นจึงเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้นางฟังโดยละเอียด
ซ่งซูหลานถึงกับตัวแข็งค้างดั่งถูกตอกตรึงด้วยตะปูนับร้อยดอก ไม่น่าเชื่อว่าชื่อของนางกับรูปร่างหน้าตาเจ้าของร่างจะเหมือนกันราวกับแกะ เว้นอย่างเดียวคือความผอมแห้งในเวลานี้ ดูเหมือนซ่งซูหลานต้องเพิ่มน้ำหนักอีกหน่อยเสียแล้ว
ทว่าสิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้น ซ่งซูหลานทะลุมิติเวลามาเป็นคุณหนูรองตระกูลผู้ดี กระนั้นกลับกลายเป็นคุณหนูตกอับที่ถูกบิดาทอดทิ้ง หนำซ้ำยังทำให้แม่ตายตอนถือกำเนิด โดนกดขี่สารพัดจากสาวใช้และแม่เลี้ยง นี่มันเรื่องชวนผวาใดกัน เอาเป็นว่ารอยามฟ้าสาง หากที่แห่งนี้ไม่ใช่ความฝัน ซ่งซูหลานคงต้องหาวิธีใช้ชีวิตในคราบคุณหนูผู้ถูกตราหน้าว่าไร้ค่าต่อไปให้จงได้