โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่าที่ถูกทอดทิ้ง

นิยาย Dek-D

อัพเดต 30 เม.ย. 2567 เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2567 เวลา 03.32 น. • เทียนสื่อ
วิศวะสาวปีสามข้ามมิติเวลามาพร้อมความสามารถจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ทว่ากลับได้เป็นคุณหนูรองที่บิดาทอดทิ้งให้เติบโหญ่ในดินแดนรกร้างห่างไกล ซ้ำยังถูกลากตัวไปอภิเษกกับรัชทายาทที่ไม่เคยพานพบด้วยความจำใจ!

ข้อมูลเบื้องต้น

ซ่งซูหลานวิศวะสาวปีสามได้ข้ามมิติเวลาเข้ามาในยุคจีนโบราณขณะที่ตนกำลังทำการทดลองอยู่ในห้องแล็บ ทว่าข้ามมิติเข้ามาทั้งทีดันได้เป็นคุณหนูรองที่ถูกบิดาทอดทิ้ง ถูกมองว่าไร้ค่าเป็นตัวอัปมงคลเพราะตั้งแต่ถือกำเนิดนางก็ทำให้มารดาของตนต้องตาย อยู่มาวันหนึ่งได้พบเข้ากับชายปริศนานอนจมกองเลือดในสภาพปางตาย เพียงแต่การพบกับเขาในครานี้ส่งผลให้ชีวิตของนางต้องพลิกผันไปตลอดกาล

Ex…

"คุณชาย ยามนี้ท่านไม่ต่างจากเด็กคนหนึ่ง ความทรงจำขาดหาย เรื่องสามีภรรยาท่านรู้จักหรือ ข้าไม่อาจเป็นฮูหยินให้ท่านได้ คนเราจะอยู่กินฉันสามีภรรยาต้องเกิดจากความรัก ทว่าท่านและข้าเป็นเพียงคนผ่านทางที่รู้จักกันก็เท่านั้น ที่เอ่ยออกมาท่านก็แค่ต้องการตอบแทนบุญคุณข้าหาใช่เกิดจากความรักอันแท้จริง"

อีกฝ่ายนิ่งเงียบ นัยน์ตาคมกริบยังคงจดจ้องดวงตากระจ่างใสด้วยความแน่วแน่ "ข้ารู้…ถึงยามนี้ข้าความจำเสื่อม และต่อให้วันหนึ่งข้าจำทุกอย่างได้ ข้าก็จะไม่มีวันลืมเจ้า และจะต้องให้เจ้าเป็นฮูหยินของข้าให้ได้ หาใช่เพื่อต้องการตอบแทนบุญคุณเท่านั้น ทว่าข้า…"

ซ่งซูหลานยกมือตะปบปากของเขาทันควัน "ท่านหยุด!…เรื่องเช่นนี้ใช่จะเอ่ยกับใครก็ได้"

ลมหายใจอุ่น ๆ พร้อมริมฝีปากที่ขยับยกผ่านฝ่ามือส่งผลให้ใบหน้าขาวนวลเห่อร้อนแปรผันเป็นสีชมพูระเรื่อ ซ่งซูหลานเร่งเอามือของตนออกทันควัน

"หอมยิ่งนัก"

ซ่งซูหลานใจเต้นระรัว นางช้อนดวงตามองเขาแช่มช้า "ทะ…ท่านนอนไปเลย คนบ้า"

**อัปเดตทุกวันเวลา 19:15น.**

***อยากแนะนำให้อ่านโดยละเอียดค่ะ***

นิยายเรื่องนี้เป็นแนวทะลุมิติ พระเอกคลั่งรัก การอัปเดตรายตอนไรต์จะทำการแบ่งเป็น 2 พาร์ท ตั้งแต่บทที่ 2 เป็นต้นไปนะคะ บางตอนอาจไม่ได้แบ่งขึ้นอยู่กับจำนวนคำและความเหมาะสมค่ะ โดยจะเริ่มติดเหรียญล่วงหน้าตั้งแต่บทที่ 11 หากท่านใดไม่สะดวกปลดเหรียญก่อนสามารถรอปลดตามวันและเวลาที่แจ้งในรายตอนนั้น ๆ ได้เลยนะคะ (**การติดเหรียญล่วงหน้า** เนื้อหาบทใดไม่ถึง 1000 คำ ไรต์จะติด 3 เหรียญค่ะ หากเนื้อหาบทใด 1000+ คำ ไรต์ขออนุญาตติด 5 เหรียญนะคะ) หากต้องการปลดเหรียญไว้อ่านได้ตลอดสามารถเลือกปลดได้ทั้งล่วงหน้าและถาวรค่ะ แต่การติดเหรียญล่วงหน้าและถาวรจะไม่เท่ากันนะคะ (แนะนำพิจารณาความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจค่ะ) สำหรับคุณนักอ่านท่านใดยินดีสนับสนุนค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถปลดเหรียญเพื่อรับความสนุกก่อนได้เลยค่ะ หรือสามารถดาวน์โหลด Ebook จากทาง DekD หรือที่ Meb ได้เลยนะคะ ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนิยายของไรต์น้า…

คำเตือน

เนื้อหาในนิยายเป็นเพียงจินตนาการของไรต์เท่านั้น ไม่มีการอ้างอิงถึงบุคคลหรือสถานที่จริงแต่อย่างใด เนื้อเรื่องเน้นความสัมพันธ์ของตัวละคร ไม่มีนอกกายนอกใจแน่นอน หากเนื้อหาไม่ถูกใจอย่างไรต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ สามารถคอมเมนต์อินในบทบาทของตัวละครได้เต็มที่ค่ะ รบกวนไม่คอมเมนต์ในเชิงที่บั่นทอนจิตใจผู้เขียนนะคะ ทุกการแนะนำไรต์ล้วนใส่ใจและยินดีนำมาปรับปรุงแก้ไขค่ะ อย่างไรแล้วโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ ขอบคุณทุกการสนับสนุนค่ะ

Trigger Warning

cutting ใช้ของมีคม

Phobia : ความหวาดกลัว

Consent : การยินยอมพร้อมใจ

Blood : คำบรรยายเกี่ยวกับเลือด

Panic : อาการตระหนก ตกใจ หวาดกลัว

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558 ห้ามคัดลอกเนื้อหา ภาพประกอบ หรือเผยแพร่ดัดแปลงเนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางนักเขียน หากพบการกระทำที่ละเมิดดังกล่าว ขออนุญาตดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฏหมายต่อไป

บทที่ 1 คุณหนูรองตระกูลซ่งผู้ถูกทอดทิ้ง

ตำบลเลี่ยงหลินเป็นพื้นที่ห่างไกลซ้ำยังทุรกันดาร เรื่องเกษตรกรรมการเพาะปลูกล้วนฝืดเคือง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล แม้จะนับว่าอยู่ในเขตการปกครองของแคว้นฮุ่ยเหอซึ่งมากล้นด้วยพืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ทว่าการช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านยามแร้นแค้นกลับได้รับเพียงกะพร่องกะแพร่ง เกรงว่าบรรดาขุนนางที่ดูแลเขตแดนแห่งนี้ ล้วนมีแต่พวกคดโกง อาศัยว่าตนมีอำนาจและตำแหน่งสูงส่งผนวกความรู้มากหน่อย ก็เอาเปรียบชาวบ้านตาดำ ๆ โดยคิดว่าเทพไม่รู้ผีไม่เห็น

ซ่งซูหลานก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ริมลำธารกลางป่าไผ่ นางเป็นคุณหนูรองตระกูลซ่งทว่าบิดากลับไม่เหลียวแล ส่งตัวของนางมายังตำบลที่แสนอัตคัด เพียงเพราะหลงงมงายในคำทำนายไม่มีมูล แม้ซ่งซูหลานทราบดีว่าเป็นกลอุบายของฮูหยินรองกระนั้นนางก็เป็นลูกที่เกิดมาแล้วทำให้มารดาของตนต้องสิ้นใจจริง ๆ หากบิดาจะเกลียดชังบุตรสาวเช่นนางก็คงสมควรกระมัง

"คุณหนูเจ้าคะ ท่านทำเหยาะแหยะเช่นนั้นแล้วเมื่อใดจะเสร็จเล่า ตะวันจะลับขอบฟ้าแล้วเร่งมือเข้าเถิด"

เสียงสตรีวัยกลางคนแผดขึ้น ลี่ถังเป็นผู้ดูแลเรือนของที่นี่ ตระกูลซ่งกว้านซื้อที่ดินและเรือนหลายหลังเอาไว้ บิดาของซ่งซูหลานส่งตัวบุตรสาวมาอยู่กับนางตั้งแต่แบเบาะ ซ่งซูหลานถูกเลี้ยงดูโดยแม่บ้านลี่หรือลี่ถัง นางไม่เคยถูกประคบประหงมจากบ่าวผู้นี้เลยสักหน ถึงแม้ตนเป็นคุณหนูรองของตระกูลก็ตาม ตรงกันข้าม ซ่งซูหลานถูกเลี้ยงดูดุจดั่งลูกของบ่าวไพร่ผู้หนึ่ง อาหารการกินที่ดีที่สุดของนางคงนับว่าเป็นโจ๊กต้มเกลือกระมัง

เรียวมือเล็กยกขึ้นปาดเหงื่อ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาทว่าเหลืองซูบแหงนขึ้น นางเหลือบมองผ้าที่ยังไม่ได้ซักพะเนินเทินทึกกองกันอยู่ ก็พลันผ่อนหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย

ซ่งซูหลานตอบกลับเสียงค่อย "แม่บ้านลี่ กลับไปพักผ่อนเถิด ไว้เรียบร้อยแล้วข้าจะตามไป"

"หึ!…ตามใจท่าน รีบมาให้ทันมื้อเย็นเล่า ไม่เช่นนั้นหมดก่อนอย่ามาต่อว่าข้าเชียว" ลี่ถังกระฟัดกระเฟียดเดินจากไป

ลำพังนางเลี้ยงดูบุตรของตนถึงสองคนก็ลำบากมากพอแล้ว หน้าที่ของนางคือการดูแลเรือนหลังโตซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ทุรกันดารซ้ำยังห่างไกลความเจริญมิให้ทรุดโทรม กระนั้นซ่งหยวนหมิงกลับส่งบุตรสาวของตนมาให้นางดูแลอีกหนึ่ง เงินเดือนหรือก็หาได้เพิ่มมาสักอีแปะ นางเลี้ยงดูลูกที่พ่อทอดทิ้ง ซ้ำยังเป็นบุตรมาตุฆาตมารดาจนเติบใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ก็นับว่าบุญหัวเท่าใดแล้ว

ทว่ากลับมิใช่เรื่องโชคร้ายเสมอไป ครั้นเมื่อซ่งซูหลานอายุไม่กี่หนาวนางก็สามารถช่วยลี่ถังแบ่งเบาภาระงานบ้านงานเรือนได้มากโข ในเมื่อฮูหยินรองบอกเองว่าไม่ต้องดูแลนางอย่างดี เช่นนั้นสิ่งที่ลี่ถังกระทำไปคงถูกจุดประสงค์ของนายหญิงแล้วกระมัง

ซ่งซูหลานมองตามอีกฝ่ายก็พลอยส่ายศีรษะ จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาทำงานที่ล้นมือต่อไป อาทิตย์กำลังอัสดง ซ่งซูหลานจึงเร่งทำความสะอาดเสื้อผ้าเหล่านั้นอย่างขมีขมัน ทว่าไม้ที่ใช้เคาะตียามซักกลับหลุดมือลอยละล่องไปตามกระแสน้ำ นางจึงสาวเท้าลงไปด้วยความทุลักทุเลพลางเอื้อมคว้าไม้ขนาดพอเหมาะซึ่งลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ

ตู้ม!

ซ่งซูหลานหน้าคะมำหล่นลงน้ำ ผู้ใดจะทันคาดคิดว่าลำธารแห่งนี้ช่างลึกนัก ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ซ่งซูหลานว่ายน้ำไม่เป็น!

"…ช่วยด้วย!"

มือเรียวพยายามตะเกียกตะกายเพื่อขอความช่วยเหลือ มือทั้งสองโผล่พ้นผิวน้ำ ใบหน้าพยายามแหงนเงยเพื่อหายใจรับอากาศเข้าปอด กระนั้นนางกลับดื่มน้ำเข้าไปหลายอึกแล้ว ซ่งซูหลานตบตีน้ำจนแตกกระจายพร้อมศีรษะซึ่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ

"ชะ…ช่วยด้วย…ไม่ไหวแล้ว"

ร่างบอบบางลอยไปตามกระแสน้ำเชี่ยวกราก พร้อมกับเรี่ยวแรงที่หลงเหลือเพียงกะพร่องกะแพร่ง เปลือกตาบางค่อย ๆ ปิดปรือเมื่อกายจมดิ่งลงใต้ผืนน้ำ ซ่งซูหลานคงไม่มีโอกาสรอดชีวิตแล้ว ถึงอย่างไรการมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ก็ไม่เคยใจดีกับนางเลยสักนิด ต่อให้นางทำดีเป็นร้อยเท่าพันทวีกลับไม่เคยมีผู้ใดมองเห็น เช่นนั้นจิตวิญญาณดวงนี้ปรโลกก็มารับนางไปเถิด…

ลมหายใจสุดท้ายที่ถูกกลั้นเอาไว้จึงขาดสะบั้นลงในที่สุด ผืนป่ากลับสู่ความเงียบสงัด ร่างบอบบางยังคงลอยเคว้งอยู่ใต้ผืนธารา ทว่าลี่ถังกลับไม่คิดมาตามซ่งซูหลานสักนิด ซ้ำยังนั่งทานอาหารกับลูกชายของตนด้วยท่าทีสบายอารมณ์ยิ่ง หยางเชาเด็กน้อยวัยสามขวบชะเง้อตามองว่าเมื่อใดซ่งซูหลานจะกลับเสียที

"ท่านแม่ พี่ฉาวยังไม่กลับอีกหรือขอรับ อาหารจะหมดอยู่แล้ว ท่านไม่แบ่งไว้ให้นางหรือ"

ลี่ถังตวัดสายตามองฉับ มือที่ป้อนอาหารให้เด็กน้อยราวหนึ่งขวบชะงักลง

"หม่ำ หม่ำ" เด็กแก้มยุ้ยพยายามยืดใบหน้าเพื่องับเอาข้าวในมือของมารดา

"อาเชา เจ้าเป็นห่วงนางยิ่งกว่ามารดาเช่นข้าเสียอีก ข้าบอกนางให้เร่งกลับมาแล้ว ในเมื่อนางไม่ยอมทำตามที่ข้าบอกเช่นนั้นอาหารนี่ก็ไม่ต้องเหลือ กินให้หมด!"

เด็กน้อยหน้าสลดลงเดี๋ยวนั้น ตอบรับเสียงแผ่ว "ขอรับ"

"ข้าล่ะหน่ายกับเจ้า ทำราวกับว่าเป็นพี่น้องคลานตามกันมา เจ้าจำเอาไว้ต่อให้นางเป็นคุณหนูรอง แต่นางเป็นตัวกาลกินี ไยชอบเข้าใกล้นางนัก หากข้าเห็นเจ้าข้องเกี่ยวเที่ยวเล่นกับนางอีกจะฟาดให้หลังลาย"

หยางเชาก้มหน้างุด เขาเป็นลูกของลี่ถังก็จริงอยู่ ทว่านิสัยใจคอกลับแตกต่างจากมารดามากนัก แม้อายุเพียงไม่กี่ขวบกลับรู้ประสามากกว่าผู้ใหญ่บางคน

"ค่ำมืดแล้ว กินเสร็จก็เก็บด้วยเล่า ข้าจะพาหยางเอ๋อร์เข้านอน" ลี่ถังก้มลงอุ้มบุตรชายคนเล็กขนาบเอว เด็กน้อยโบกไม้โบกมืออ้อแอ้

หยางเชากวาดสายตามองอาหารบนโต๊ะที่เหลือไม่ถึงครึ่ง เจ้าตัวเล็กไม่หยิบตะเกียบทานต่อ เพียงเก็บอาหารที่ยังมีเนื้อบ้างประปราย พร้อมข้าวสวยหนึ่งถ้วยซ่อนเอาไว้ไม่ให้ลี่ถังเห็น เด็กน้อยชะเง้อมองทางต่อไปอย่างมีหวัง

"พี่ฉาวท่านไปเล่นชาหนุกที่ใดกัน มืดค่ำเพียงนี้ยังไม่กลับอีกหรือ อาเชาเป็นห่วงท่าน" หยางเชานั่งเฝ้าอาหารถ้วยนั้นเพื่อรอซ่งซูหลานด้วยใจห่อเหี่ยว เทียนที่จุดไว้เพื่อให้ความสว่างค่อย ๆ หรี่แสงลงเรื่อย ๆ น้ำตาเทียนย้อยหยดดุจใครบางคนกำลังร่ำไห้ เนื่องจากยามนี้ดึกมากแล้ว เด็กน้อยไม่อาจทานทนความง่วงงุนไหว ใบหน้าเล็กคล้อยต่ำลงเนิบช้า กระทั่งแก้มป่องแนบลู่บนโต๊ะอาหาร หยางเชาพลันม่อยหลับลงในที่สุด

.

.

บุ๋ง บุ๋ง บุ๋ง…

เฮือก!!…

ซ่งซูหลานโผล่พรวดขึ้นเหนือผิวน้ำ นางแหงนหน้าอ้าปากพะงาบๆ เฉกเช่นตะพาบโผล่หัว เสียงหอบหายใจกะพร่องกะแพร่งสะท้อนก้องไปทั่วผืนป่า นัยน์ตาดอกท้อกวาดมองสรรพสิ่งท่ามกลางความอนธการ

"นี่มันที่ไหนกัน!?"

ซ่งซูหลานเบิกตากว้างตะลึงลาน นางยกมือทั้งสองของตนขึ้นสำรวจ พลางตบเปาะแปะบริเวณใบหน้าซีดขาวดุจไร้วิญญาณเพื่อเรียกสติ ฝ่ามือเย็นเยียบลูบคลำสะเปะสะปะด้วยความงุนงง

"เกิดอะไรขึ้น เรามาอยู่ในน้ำได้ยังไง จำได้ว่าก่อนหน้ายังทำงานวิจัยอยู่ในห้องทดลอง แล้วนี่ นี่…" ริมฝีปากบางเฉียบขึ้นสีม่วงคล้ำ อ้าค้างสั่นระริกด้วยอาการตื่นตระหนก หัวสมองของนางว่างเปล่าขาวโพลนชั่วขณะ เมื่อตั้งสติได้แล้วซ่งซูหลานจึงพยายามตะกุยตะกายพาร่างอันไร้เรี่ยวแรงขึ้นจากน้ำ พลางหายใจเหนื่อยหอบ ซ่งซูหลานขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก

เสียงฝีเท้าย่างกรายเข้าใกล้จากทางเบื้องหลัง พร้อมดวงไฟให้ความสว่างหรุบหรู่ดุจผีน้อยแขวนคอล่องลอยเข้าใกล้ ทว่ายามนี้ซ่งซูหลานหูดับสติหลุดลอยไปเสียแล้ว คิ้วเรียงสวยเคลื่อนเข้าหากันแทบผูกเป็นปม

"พี่ฉาว…ท่านอยู่ที่นี่เองหรือ" เสียงเด็กเรียกจากทางด้านหลัง

ซ่งซูหลานผงะพลันแหงนหน้าขึ้นเนิบช้าด้วยหัวใจไหวระรัว อากาศหนาวทำให้กายสั่นสะท้านไม่พอ คนเบื้องหน้ายิ่งส่งผลให้ริมฝีปากบางกระตุกยิก ๆ พร้อมฟันที่กระทบกันจนแทบสิ้นสติ

"เหวอ ผะ…ผีเด็ก!!"

หยางเชาตื่นตระหนก ขว้างโคมไฟในมือทิ้ง จากนั้นกระโดดโหยงลงมาเกาะแขนผู้ที่ตนเรียกว่าพี่สาวเดี๋ยวนั้น

"ผะ…ผีหรือ ไหนขอรับ ไหน!?"

ซ่งซูหลานตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของนางผิดจังหวะไปเสียหมด

"นะ…หนูเป็นใคร"

เด็กน้อยแหงนหน้ามองซ่งซูหลาน พลางคลี่ยิ้มอวดเหงือกที่ฟันหน้าหายไปถึงสองซี่ มิน่าเล่าเขาถึงเรียกนางว่าพี่สาวไม่ชัดเจน "พี่ฉาว ท่านหิวข้าวจนชาติเลอะเลือนเชียวหรือ"

"หา…พี่ฉาว เอ๊ย!…พี่สาว เมื่อกี๊หนูเรียกพี่ใช่ไหมจ๊ะ" ซ่งซูหลานกะพริบตามองอีกฝ่ายปริบ ๆ พลางชี้นิ้วไปที่ตน

หยางเชาพยักหน้าหงึกหงัก "อาหารเย็นชืดแล้ว ท่านรีบกลับไปกินก่อนท่านแม่จะตื่นเถิด"

ซ่งซูหลานอึ้งงัน นางไม่ทราบว่าตนมาโผล่ในพื้นที่เปลี่ยวร้างเช่นนี้ได้อย่างไร คงมีเพียงการตามเด็กคนนี้ไปเสียก่อน แล้วเหตุใดกายของนางจึงเปียกมะล่อกมะแล่กประดุจลูกสุนัขจมน้ำ นี่เป็นความฝันหรือเรื่องจริงกันแน่ นางคงไม่ได้ทำการทดลองแล้วเกิดระเบิดจนสมองเลอะเลือนใช่หรือไม่

บทที่ 2 ทะลุมิติเวลามาเป็นคุณหนูผู้ตกอับ (1/2)

ซ่งซูหลานเดินตามเด็กตัวจ้อยซึ่งจูงมือนางเอาไว้อย่างงุนงง ในที่สุดทั้งสองก็มายืนจังก้าที่หน้าเรือนหลังโอ่อ่า ทว่าดูเก่าคร่ำคร่าอยู่ทีเดียว นางลดสายตามองหยางเชาด้วยความใคร่รู้

"นี่บ้านของหนูหรือจ๊ะ"

เด็กน้อยส่ายหน้า จากนั้นจึงชี้นิ้วมาที่นาง "บ้านพี่ฉาว แต่ว่าท่านแม่เป็นคนดูแลที่นี่ขอรับ"

ซ่งซูหลานยอบกายนั่งยอง ฝ่ามือยกขึ้นลูบศีรษะเจ้าตัวเล็กด้วยความเอ็นดูยิ่ง ริมฝีปากผลิยิ้มอบอุ่น "นี่จะเป็นบ้านของพี่ได้ยังไง พี่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรกเอง"

หยางเชาเอียงคอขณะเดียวกันก็ยกมือเกาแก้ม "พี่ฉาวลืมแล้วหรือ เช่นนั้นเข้าบ้านก่อนดีกว่า ท่านตัวเปียกเพียงนี้คงหนาวแย่แล้ว"

ซ่งซูหลานกะพริบตาถี่ นางกวาดสายตามองเรือนร่างที่เปียกชุ่มโชกของตน พร้อมกับเสื้อผ้าสีซีดมีรอยปะชุน หนำซ้ำยังราวกับสตรีหลงยุค จะว่าไปแล้วเด็กน้อยก็แต่งกายไม่ต่างจากนางเช่นกัน ซ้ำภาษาที่เอ่ยยังดูแปลกพิกล

ซ่งซูหลานใจเต้นระรัว เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล นางคงไม่ได้เจอกับเรื่องอัศจรรย์พันลึกใดใช่หรือไม่ เดิมทีซ่งซูหลานทำการทดลองอยู่ที่ห้องแล็บในบ้านของตนเอง เหตุใดจึงมาโผล่ที่ไม่คุ้นตาเช่นนี้ได้กัน

ทว่าเมื่อนางมองผ่านความอนธการซึ่งมีเพียงแสงจากดวงจันทราที่สาดสะท้อนให้ความสว่าง นัยน์ตาดอกท้อก็พลันเปิดกว้างด้วยความตื่นตะลึง

นี่มันต้นสนหน้าบ้านเราไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่ได้!

เพราะไม้ยืนต้นขนาดใหญ่นี้ถึงแม้อายุหลายร้อยปีทว่าลักษณะกลับไม่ได้แตกต่างจากหน้าบ้านของนางเลย ซ่งซูหลานผู้นี้หาใช่คุณหนูรองคนเดิม ทว่านางคือนักศึกษาคนหนึ่งที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เมื่อซ่งซูหลานฉุกนึกได้ดังนั้นนางจึงเร่งสับเท้าเป็นระวิงมายืนอยู่เบื้องหน้าสนต้นสูง

ต้นไม้คล้ายกันไม่ผิดเพี้ยน ทว่าบริเวณแห่งนี้กลับมีของเซ่นไหว้ซึ่งนางมิใช่คนทำเป็นแน่แท้ เมื่อหันหลังกลับไปมอง ก็พบกับเรือนทรงโบราณขณะเดียวกันบ้านของตนกลับซ้อนทับขึ้นดุจภาพสามมิติ ซ่งซูหลานซวนเซเล็กน้อยพลันยกมือกุมขมับ

"อย่าบอกนะว่า…เราข้ามมิติเข้ามายังโลกในสมัยโบราณ!"

ซ่งซูหลานยืนตัวแข็งทื่อประดุจดินปั้นไม้แกะสลัก เด็กน้อยวิ่งเตาะแตะเข้ามาหานางพร้อมทั้งเขย่าแขน "พี่ฉาว พี่ฉาวเป็นอะไรขอรับ"

ซ่งซูหลานยอบกายลง จากนั้นเอ่ยถามด้วยความประหม่า "เอ่อ…หนูจ๊ะ พี่ถามอะไรหน่อยได้ไหม พี่มีชื่อว่าอะไร แล้วตอนนี้เวลาไหนคะ"

หยางเชาทำหน้างุนงง ซ่งซูหลานทราบได้ทันทีว่าเพราะเหตุใด นางกระแอมหนหนึ่ง จากนั้นกล่าวถามใหม่ "คือว่า…นี่ยามใดแล้วหรือ"

หยางเชายิ้มแฉ่ง เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีพลางขบคิด แล้วจึงเหลียวกลับมาตอบคำถาม "ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าใด แต่โดยปกติพี่ฉาวเป็นคนสอนข้ามองดูโมงยาม ท่านอยากทดสอบข้างั้นหรือ อือ…นี่น่าจะเข้ายามฮ่าย[1]

แล้วขอรับ"

ซ่งซูหลานขมวดคิ้ว นางยกนิ้วขึ้นนับเวลา เพราะเคยได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มาบ้าง นางจึงพอทราบเรื่องการนับโมงยามของบรรพบุรุษสมัยก่อน

"นะ…นี่มันเวลาเดียวกันกับช่วงที่เรากำลังทดลองเลยนี่ อย่าบอกว่าดินประสิวระเบิดใส่เรา จากนั้นดวงวิญญาณเลยมาติดอยู่ที่นี่ แต่ว่าทำไมเราจึงมีความรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ หากเป็นดวงวิญญาณจริง เราจะมีความรู้สึกได้ยังไง หรือฝัน กำลังฝันแน่ ๆ ซูหลาน!"

เด็กน้อยมองซ่งซูหลานคุยกับตนเองเฉกเช่นคนเสียสติ หรือนางจมน้ำจนเลอะเลือนไปชั่วขณะ มือน้อยกระตุกแขนเสื้อที่ยังเปียกปอนอีกหน "พี่ฉาว พี่ฉาว รีบเข้าบ้านเถอะนะขอรับ อากาศยามค่ำเย็นมาก เดี๋ยวจะไม่ชาบายเอาได้"

ซ่งซูหลานหลุดจากภวังค์ ไม่น่าเชื่อว่านางกำลังทะลุมิติเข้ามาในช่วงยุคโบราณเข้าจริง ๆ หนำซ้ำยังอาศัยทับที่บ้านหลังปัจจุบันของตนเสียด้วย "เด็กน้อย เจ้ามีนามว่าอะไรหรือ แล้วข้ามีนามว่าอะไร"

"ว้า…พี่ฉาวถูกท่านแม่ใช้งานหนักจนกลายเป็นคนชาติเลอะเลือนเชียวหรือนี่" มือน้อย ๆ เอื้อมมายังเบื้องหน้า จากนั้นจึงใช้หลังมืออังบริเวณหน้าผากนูนเด่น

หยางเชาทำตาโต อ้าปากหวอ "โอ้…พี่ฉาวไม่ชาบายนี่เอง ไปเถอะขอรับ ไว้เดี๋ยวข้าจะบอกท่านอีกที ตอนนี้ต้องไปผลัดผ้าทานข้าวและทานยาก่อนนะขอรับ"

ซ่งซูหลานไม่อยากรบเร้าต่อ ขาเรียวเดินตามเด็กตัวเล็กอย่างว่าง่าย เด็กน้อยดันกายของนางเข้าไปยังห้องใต้บันได ทั้งที่บ้านหลังนี้ออกใหญ่โต เหตุใดที่พักจึงคับแคบนัก กระนั้นยังมีกลิ่นหอมจาง ๆ ลอยปะทะโสตประสาทให้ได้รู้สึกผ่อนคลาย เกรงว่าเจ้าของห้องเดิมคงรักสะอาดอยู่ไม่น้อย

เชิงอรรถ

^ 亥时 (haìshí | ยามฮ่าย) - 21:00 - 23:00 เดิมเรียก 人定 (réndìng | คนนิ่ง)

บทที่ 2 ทะลุมิติเวลามาเป็นคุณหนูผู้ตกอับ (2/2)

หยางเชายื่นโคมไฟให้นาง ซ่งซูหลานรับมาแบบงง ๆ จากนั้นจึงใช้สำรวจบรรยากาศโดยรอบ ด้านในมีโต๊ะเครื่องแป้งทำจากไม้สักเก่าซีด ส่วนเสื้อผ้าถูกแยกไว้เป็นสัดส่วน ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นคงเพราะเหล่าถุงหอมที่วางพะเนินกองกันนี้จึงส่งผลให้การอาศัยอยู่ห้องใต้บันไดมิได้แย่เท่าใด ซ่งซูหลานกวาดสายตามองเสื้อผ้าในยุคโบราณด้วยความตื่นเต้น ถึงจะเก่าไปบ้างแต่ทว่ากลับมีบางตัวที่ยังดูสะอาดและใหม่เอี่ยมทีเดียว นางจึงตัดสินใจหยิบชุดนั้นขึ้นทาบบนกายของตน

"พอดีเป๊ะเลย"

หยางเชาเข้ามาด้านในพร้อมถ้วยอาหารสองสามอย่าง จากนั้นจึงวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง ซ่งซูหลานผินหน้ามองตามอีกฝ่ายด้วยความสนใจ คาดไม่ถึงว่าเด็กตัวกะเปี๊ยกจะสามารถช่วยเหลือและปรนนิบัติผู้อื่นได้อย่างคล่องแคล่วเพียงนี้

"พี่ฉาว ท่านจะฉวมชุดนี้หรือขอรับ เดิมทีท่านเคยบอกว่าไม่กล้าหยิบมาใช้ เพราะท่านต้องทำงานบ้านทุกวัน เกรงว่าจะเปื้อนเอาได้ เพราะเป็นอาภรณ์ตัวเดียวที่ท่านแม่ของท่านทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า"

ซ่งซูหลานส่งยิ้ม นางไม่รู้เช่นกันว่าตอนนี้ตนคือผู้ใด และอยู่ในสถานะไหนของบ้านหลังนี้ ในเมื่อไม่อาจหลีกหนีโชคชะตา เช่นนั้นก็คงต้องปล่อยเรือตามน้ำไปก่อน

"ถ้างั้นวันนี้พี่สาวจะใส่ชุดสวย ๆ นี่ให้เจ้าชมดีหรือไม่"

หยางเชาคลี่ยิ้มลิงโลด เด็กน้อยยกมือสองข้างพลางกระโดดโหยงเหยง "ข้าอยากเห็นพี่ฉาวแต่งกายงดงามมานานแล้ว เอาฉิ ๆ ข้าจะรอดูนะขอรับ"

เพราะหยางเชาถูกพร่ำสอนจากซ่งซูหลานมาโดยตลอดว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด แม้ตอนนี้ตนจะยังเด็กมากก็ตาม ทว่ากลับรู้ความยิ่งนัก หยางเชาเดินออกไปรอด้านนอกโดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายเอ่ยปากด้วยซ้ำ จากนั้นซ่งซูหลานจึงตัดสินใจผลัดผ้าที่เปียกชุ่มออกอย่างไม่เร่งร้อน

นัยน์ตาดอกท้อกวาดมองเรือนร่างบอบบางผ่านคันฉ่องสีอำพันโดยใช้แสงจากโคมไฟ แม้จะไม่ชัดเจนเท่าใดนักทว่าใบหน้านี้เป็นของนาง กระนั้นกลับดูซูบผอมกว่าตนในอีกศตวรรษ

"เธอคือฉัน ฉันคือเธองั้นเหรอ ทำไมเราเหมือนกันแบบนี้ล่ะ แต่ว่าเธอผอมเกินไปหน่อยนะ ไดเอทอยู่หรือไง" ซ่งซูหลานถอนหายใจเมื่อเห็นเรือนร่างที่ผอมกะหร่องสะท้อนหน้าคันฉ่อง

"พี่ฉาวเฉ็จหรือยังขอรับ" เสียงใสดังมาจากด้านนอก

"เรียบร้อยแล้ว เจ้าเข้ามาเถิด" ซ่งซูหลานเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว แม้จะดูเหลือเชื่อแต่ก็ต้องยอมรับมันให้ได้

หยางเชาเดินเข้ามาด้านใน ทันทีที่เห็นพี่สาวที่ตนมักเรียกหาอยู่เสมอเปลี่ยนแปลงไป แววตากระจ่างใสก็พลอยเปิดกว้างระริกไหวด้วยความตื่นตะลึง เขาไม่เคยเห็นซ่งซูหลานแต่งกายงดงามเช่นนี้มาก่อน

"พี่ฉาวงดงามนัก ข้าอยากให้ท่านแต่งตัวแบบนี้ทุกวัน"

ซ่งซูหลานยอบกายลงนางเอื้อมมือลูบศีรษะหยางเชาด้วยความเอ็นดู "เอาสิ ต่อไปพี่สาวจะแต่งตัวสวย ๆ ทุกวัน"

ดีใจได้ไม่นานรอยยิ้มลิงโลดเมื่อครู่ก็หุบฉับลง "เพียงแต่…ท่านแม่จะไม่ว่าอะไรท่านใช่ไหมขอรับ"

"ท่านแม่?" ซ่งซูหลานเลิกคิ้วฉงน

หยางเชาพยักหน้าหงึกหงัก "พี่ฉาว ข้าเห็นท่านแม่ใช้งานท่านหนักมาก ท่านเป็นถึงคุณหนูรอง หากวันหนึ่งท่านกลับไปยังเมืองหลวง ท่านจะเอาผิดท่านแม่ของข้าหรือไม่ จริง ๆ ข้าอยากช่วยแบ่งเบาท่านมากแต่เพราะข้ายังเด็กนัก เรื่องบางเรื่องข้าก็ไม่อาจทำได้"

แม้ซ่งซูหลานไม่ค่อยเข้าใจเท่าใด ทว่านางกลับแย้มริมฝีปากตอบกลับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น "เด็กดี…ไม่ต้องห่วง ไหนเจ้าลองเล่าทุกอย่างให้ข้าฟังได้หรือไม่"

หยางเชาพยักหน้าหงึกหงัก ทั้งสองจึงเดินไปนั่งยังโต๊ะขนาดพอดี ซ่งซูหลานอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายเขย่าขาน้อย ๆ ไปมาจากนั้นจึงเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้นางฟังโดยละเอียด

ซ่งซูหลานถึงกับตัวแข็งค้างดั่งถูกตอกตรึงด้วยตะปูนับร้อยดอก ไม่น่าเชื่อว่าชื่อของนางกับรูปร่างหน้าตาเจ้าของร่างจะเหมือนกันราวกับแกะ เว้นอย่างเดียวคือความผอมแห้งในเวลานี้ ดูเหมือนซ่งซูหลานต้องเพิ่มน้ำหนักอีกหน่อยเสียแล้ว

ทว่าสิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้น ซ่งซูหลานทะลุมิติเวลามาเป็นคุณหนูรองตระกูลผู้ดี กระนั้นกลับกลายเป็นคุณหนูตกอับที่ถูกบิดาทอดทิ้ง หนำซ้ำยังทำให้แม่ตายตอนถือกำเนิด โดนกดขี่สารพัดจากสาวใช้และแม่เลี้ยง นี่มันเรื่องชวนผวาใดกัน เอาเป็นว่ารอยามฟ้าสาง หากที่แห่งนี้ไม่ใช่ความฝัน ซ่งซูหลานคงต้องหาวิธีใช้ชีวิตในคราบคุณหนูผู้ถูกตราหน้าว่าไร้ค่าต่อไปให้จงได้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...