โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดวิสัยทัศน์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดัน สินค้าเกษตรไทย ผงาดทั่วโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.พ. 2568 เวลา 05.09 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. 2568 เวลา 05.30 น.
นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

ภาคการเกษตรของไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท เกษตรกรถือเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และต้องการยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่ม รวมไปถึงการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ตลาดสำคัญของการส่งออกสินค้าเกษตรไทยอันดับ 1 ยังคงเป็นประเทศจีน เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเป็นจะต้องดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่กำลังมีบทบาทต่อการค้าโลก เพื่อเตรียมการรับมือ

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงทิศทางการดำเนินงาน แนวทางการรับมือภายใต้ปัจจัยต่าง ๆ

ให้ความสำคัญ 2 เรื่องหลัก

นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การบริหาร เราได้ให้ความสำคัญและดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 2 เรื่องสำคัญ ตั้งแต่ในช่วงที่นายธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ เกษตรมูลค่าสูงและเกษตรยั่งยืน ซึ่งในปีนี้เราเดินหน้าในการเพิ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

โดยให้เกษตรกรเล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญ หากมีพื้นที่เหมาะสมก็สามารถหันมาเพาะปลูกได้ เช่น กาแฟ ถั่วเหลือง โกโก้ โดยเราพร้อมสนับสนุนตลอดห่วงโซ่อุปทานไปจนถึงช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเราพร้อมประสานกับหน่วยงานอย่างกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานทูตเกษตรที่อยู่ต่างประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกต่อไป

เพราะเมื่อดูรายได้เกษตรกรในปัจจุบันแล้วจะพบว่า เกษตรกรมีรายได้อยู่ 2 ช่องทาง คือ รายได้จากภาคการเกษตรอยู่ที่ 2.2 แสนบาทต่อปี และรายได้นอกภาคการเกษตรกว่า 2 แสนบาทต่อปี แต่รายได้จากภาคการเกษตร มีเรื่องของต้นทุน ดังนั้น รายได้สุทธิจะอยู่ที่ 89,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้เราเล็งเห็นว่าจำเป็นจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรเพื่อให้ “กินดีอยู่ดี”

จัดโครงการช่วยเกษตรกร

สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะการดูแลพี่น้อง เกษตรกร ตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเราให้ความเป็นห่วงและความสำคัญมาก ในช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ผลไม้ เป็นต้น สำหรับผลผลิตยางพารา ซึ่งเบื้องต้นได้มอบนโยบายให้กับการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย เพื่อจะดูดซับซัพพลายที่จะออกสู่ตลาด เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคายางพาราตกต่ำ

ส่วนสินค้าข้าว กระทรวงเกษตรฯสนับสนุนนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. ทำโครงการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อในการรวบรวมสินค้าข้าว ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนเป็นการดูแลซัพพลายไม่ให้ออกสู่ตลาดจนเกินไป

ดูแลปัญหาทุเรียนปนเปื้อน

ขณะที่การดูแลผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้รับรายงานถึงปัญหาในการพบสารปนเปื้อน จึงให้กรมวิชาการเกษตรออกประกาศให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนด และเวลาต่อมาประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือฟรุตบอร์ดทันที โดยสั่งการเร่งด่วนตรวจสอบสาร Basic Yellow 2 (BY2) แคดเมียม และหนอนในสินค้า พร้อมเตรียมความพร้อมของห้องปฏิบัติการตรวจสอบ (แล็บ) ที่จะสามารถตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าจะไม่มีสารปนเปื้อนในทุเรียน

“ตอนนั้นมีแล็บที่มีความพร้อม 4-5 รายที่ให้การตรวจสอบได้ แต่ปัจจุบันจำนวนห้องแล็บเริ่มมีจำนวนมากขึ้น พร้อมที่จะให้ตรวจสอบสินค้าได้แล้ว เพราะได้มอบนโยบายให้กับกรมวิชาการเกษตร ในการเร่งตรวจสอบให้มีความเร็วขึ้น และเพิ่มจำนวนแล็บในการรองรับการตรวจสอบ เพราะทุเรียนถือว่าเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท และเชื่อว่าจะมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

และเพื่อเป็นการดูแลพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ในวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ทางนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะลงพื้นที่ไปรับฟังและร่วมหาแนวทางในการช่วยเหลือชาวสวนต่อไป

สำหรับสินค้าเกษตรไทยภาพรวมส่งออกในปี 2567 ที่ผ่านมามีมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกผลสด มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ส่วนสินค้าเกษตรแปรรูป มีมูลค่า 8 แสนล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 7.5% และในช่วง 3 ปีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังคงอันดับ 1 ของตลาดการส่งออก รองลงมา คือ ญี่ปุ่น สหรัฐ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย และเชื่อว่าในปี 2568 นี้โอกาสที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้น 1.9-2 ล้านล้านบาท ก็คาดหวังว่าเราน่าจะทำได้

เยือนจีนเร่งแก้ปัญหาทุเรียน

ในช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับคณะนายกฯ มีโอกาสพบกับ ดร.ซุน เหมยจุน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) พร้อมคณะผู้บริหารของจีน และใช้โอกาสครั้งนี้ ในการพูดคุยถึงความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาของไทย ว่ามีการดำเนินการอะไรไปบ้าง

เบื้องต้นจีนมีความพึงพอใจในการแก้ปัญหาของเรา เพราะจีนมีการนำเข้าสินค้าผลไม้จากประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ทุเรียนเป็นสินค้าที่นำเข้ามากที่สุด จึงจำเป็นจะต้องดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภค

เมื่อดูมูลค่าการส่งออกทุเรียนไปในประเทศจีนแต่ละปี เราส่งออกเฉลี่ยปีละ 1.3-1.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าในปี 2568 นี้ไทยจะส่งออกทุเรียนไปจีนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งทุเรียนไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีนถึง 57% และผู้บริโภคจีนยังให้การยอมรับทุเรียนไทยมาก

ดันโคเนื้อ-โคมีชีวิตไปจีน

นอกจากนี้ มีความพยายามที่จะเปิดตลาดโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนตั้งแต่ปี 2562 ดำเนินการโดยกรมปศุสัตว์ เราส่งรายงานให้กับ GACC หน่วยงานของจีนซึ่งได้มีการสอบถามมายังประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ได้มีการรายงานให้ทราบถึงความคืบหน้า ว่าประเทศไทยได้มีการเตรียมพื้นที่ค่ายกักกันโรค สำหรับโคมีชีวิตเพื่อสร้างความมั่นใจว่าโคมีชีวิตจะไม่ติดโรคก่อนที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน

พื้นที่กักกันเราได้ใช้พื้นที่จังหวัดเชียงราย และเมื่อระยะเวลาในการกักกันครบ มีการตรวจโรค เรานำโคมีชีวิตขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือ ล่องแม่น้ำโขงและขึ้นที่ท่าเรือคลองจีน และอีกช่องทาง คือ ผ่านการขนส่งทางรถไฟ จากกรุงเทพฯ-หนองคาย-สปป.ลาว-จีน ซึ่งทางหน่วยงานจีนได้รับทราบและอยู่ระหว่างการประเมินความเสี่ยง และรอความเห็นจากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯของจีน

ตอนนี้อยู่ระหว่างรอรับการประเมินผลของจีนว่าจะตอบรับหรือให้ความคิดเห็นอย่างไร เพื่อให้เราสามารถมีโอกาสส่งโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนได้ เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดจีนมีความต้องการสินค้าดังกล่าวสูงมาก แต่ประเทศไทยยังติดปัญหาประเทศที่อยู่ในลิสต์ของการติดโรคระบาดของมือเท้าปากเปื่อยในสัตว์ ซึ่งการที่จะนำประเทศไทยออกจากลิสต์ เป็นเรื่องที่ยาก แต่เราก็อยู่ระหว่างการผลักดันและแก้ไข

ล่าสุดมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) เห็นชอบให้เร่งหางบประมาณเพื่อนำวัคซีนฉีดเข้าให้กับสัตว์เพื่อป้องกันโรคได้ 100% ซึ่งที่ผ่านมาวัคซีนป้องกันโรคได้เพียง 50-60% ซึ่งต้องยอมรับว่างบประมาณที่ได้แต่ละปียังไม่เพียงพอ ดังนั้น อยู่ระหว่างการผลักดันต่อไป

ตั้งรับนโยบายทรัมป์ 2.0

สำหรับการตั้งรับทรัมป์ 2.0 ต้องบอกตามตรงว่า ในเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ได้มีโอกาสได้พบกับผู้แทนของสหรัฐอเมริกา แม้ว่าตอนนี้ทางสหรัฐจะประกาศดำเนินการด้านภาษี แต่สำหรับประเทศไทยยังถือว่ายังไม่ใช่เป้าหมายแรก ซึ่งในมุมมองเห็นว่าสหรัฐมองไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่สามารถมีเรื่องของความมั่นคงทางด้านอาหาร

รวมทั้งความสัมพันธ์ในระดับเอกชน ทุกปีก็จะมีบริษัทในกลุ่มเกษตรที่มีการเข้ามาหารือ เช่น ปศุสัตว์ พืช เพราะมีการลงทุนในประเทศไทย ดังนั้น ถ้าหากมีการดำเนินมาตรการ สหรัฐอาจจะต้องมีการคำนึงถึงผู้ประกอบการสหรัฐเองที่มีการเข้ามาลงทุนในไทยด้วย

อันที่จริงประเทศไทยโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินงานดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะการสร้างบาลานซ์ระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งเราไม่ได้อิงประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

ส่วนความกังวลทรัมป์ 2.0 จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่ เรื่องนี้มองว่ามีทั้งผลด้านบวกและลบ เพราะหากสหรัฐขึ้นกำแพงภาษีกับประเทศไทย เราจะมองช่องทางในการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นเพื่อทดแทน ส่วนด้านบวกที่จะมีผลต่อไทย คือ ประเทศที่สหรัฐตั้งกำแพงภาษี พอประเทศเหล่านั้นส่งเข้าไม่ได้ สหรัฐมีโอกาสที่จะมองตลาดอื่น อย่างไทยเพื่อทดแทนสินค้านำเข้าซึ่งจะเป็นโอกาสของไทย

ไม่มีนำเข้าเนื้อสัตว์จากสหรัฐ

ส่วนในเรื่องของการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐเข้ามาในประเทศไทย ต้องยอมรับเรื่องนี้มีการพูดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในประเด็นนี้ก็ได้มีการเรียนให้กับท่านนายกฯ ถึงความสำคัญ หากจะนำเข้าเนื้อสัตว์จากสหรัฐ เบื้องต้นนั้น ไม่เห็นด้วยเพราะประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัย อีกทั้งยังมีมาตรฐานของสินค้าในประเทศ ซึ่งจำเป็นจะต้องทำให้สินค้าได้รับมาตรฐาน

“ในฐานะที่ดูแลเกษตรกร การที่จะนำเอาภาคการเกษตรไปดูแลกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้ดุลการค้าเยอะ เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมองว่าจะเอาเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายย่อยไปแลก ซึ่งไม่อยากให้ทำ เพราะเกษตรกรจะได้รับผลกระทบ ดังนั้น “ตอนนี้เราก็อยู่ระหว่างการเก็งข้อสอบ ในช่วงของการหารือและพิจารณาหาทางออกเรื่องนี้ร่วมกัน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดวิสัยทัศน์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดัน สินค้าเกษตรไทย ผงาดทั่วโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...